การใช้งาน AI ที่แพร่หลายมากขึ้นทุกวันในวงการเกมตอนนี้ ถึงกับทำให้ผู้จัดจำหน่ายเกมอินดี้ถึงกับกล่าวว่า วงการเกมอาจมาถึงจุดจบในไม่ช้านี้เลยก็เป็นได้
Mike Rose ผู้ก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายเกมอินดี้ในชื่อ No More Robots ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายเกมอินดี้น้ำดียอดนิยมหลายเกม เช่น Yes, Your Grace และ Descenders ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างภาพของวงการเกมทุกวันนี้ ว่ามันเป็นเหมือนกับกล่องแพนโดร่าต้องห้ามที่ไม่มีทางที่จะปิดมันได้อีกแล้ว
“จากมุมมองของผู้จัดจำหน่าย มันโคตรจะน่ารำคาญเลย” Rose กล่าวกับทาง Gamesradar+ พร้อมกับสะท้อนความคิดเห็นจากผู้จัดจำหน่ายเกมอินดี้อื่น ๆ เพิ่มเติม “ถ้าคุณคิดว่าจำนวนเกมที่เปิดตัวบน Steam นั้นมีจำนวนเยอะมากจนบ้าคลั่งแล้ว เทียบกับตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีเกมจาก AI ในช่วงงาน Steam Next Fest ครั้งล่าสุด มีเกมที่ใช้ AI ในการทำภาพหรือเนื้อหามากถึง 1 ใน 3 เลย แล้วเราต้องมาแข่งกับของพวกนี้ด้วย เย้!”

“เอาจริง ๆ คุณไม่คิดว่ามันดูน่าเกลียดเหรอ? ” Rose กล่าวเสริม “มันทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงมากเมื่อต้องมามองดูงานศิลปะที่ถูกสร้างโดย AI ผมขอผ่านดีกว่า ขอบคุณครับ”
“ปัจจุบันนี้ การที่เกมมีภาพงานศิลป์ที่ใช้ AI ในการสร้างผุดขึ้นมานั้นจะถูกรังเกียจจากผู้เล่นอย่างมาก จนผู้พัฒนาหลายคนต้องรีบออกมาแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นกรณีอย่างเกม Crimson Desert ที่ทีมพัฒนารีบแก้ไขภาพที่ใช้ AI ในการสร้างออกไปจากเกมอย่างเร่งด่วน รวมถึง Clair Obscur: Expedition 33 ที่ก็มีปัญหาจากภาพ AI ในเกมที่ทำไว้เป็น Place Holder และลืมนำออกไปเช่นกัน

และแน่นอนว่ากรณีล่าสุดของเทคโนโลยีใหม่จาก NVIDIA อย่าง DLSS 5 ก็มีเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักจากผู้เล่นที่ได้เห็นภาพกราฟิกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะหน้าของคนที่เหมือนกับเอา Filter ที่เป็น AI มาครอบทับลงไปจนกลายเป็นกระแสด้านลบมากมายในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง
หนึ่งในสิ่งที่ Rose เน้นย้ำก็คือ การใช้ AI ในการสร้างภาพของวงการเกมจะไม่มีทางหายไปอีกแล้ว โดยเฉพาะกับมนุษย์ที่ต้องการลดเวลาในการทำงานลงแล้วให้ AI มาทำงานแทน แม้ว่าคุณจะไม่ชอบมันขนาดไหนก็ตาม ซึ่ง Rose ถึงกับบอกเลยว่าตอนนี้วงการเกมอาจจะมาถึงจุดจบสิ้นในเรื่องนี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะมีผู้จัดจำหน่ายเจ้าใหญ่ที่เห็นด้วยกับการใช้ AI ไปเสียหมด เช่น Take-Two ที่ไม่ยอมรับว่า AI จะสามารถสร้างเกมในแบบที่ GTA ทำได้ รวมถึงยังมีการปลดทีมงานที่ทำงานเกี่ยวกับ AI ไปแล้วด้วยเหมือนกัน













