GamingDose

Support

BY KKMTC

ความเป็นมาของการแจก F**k และคำหยาบในวิดีโอเกม

gd website f k
0 Views
ติดตามบน Google News
สารบัญ / Contents

“F*ck” “Sh*t” “C*nt” แม้มันคือถ้อยคำที่รุนแรง และถูกสอนว่าห้ามใช้คุยกับคนไม่รู้จักหรือคนที่มีตำแหน่งยศสูงกว่า แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าถ้อยคำสบถเหล่านั้น พวกเราได้ยินบ่อยตามภาพยนตร์และวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรง จนเราชินชาไปกับมันซะเสียแล้ว

แน่นอนว่าการใช้คำหยาบในวิดีโอเกมย่อมต้องจุดเริ่มต้นเหมือนกับการใช้คำหยาบในหนัง แล้วความเป็นมาของคำว่า “F*ck” ในเกมมาจากไหน ก็สามารถรับชมได้เลย

จุดเริ่มต้นของการแจกฟักในเกม

Fword

ในวงการภาพยนตร์ “I’ll Never Forget What’s’isname” และ “Ulysses” ของปี 1967 เป็นหนังเรื่องแรกที่ใช้คำว่า “F*ck” อย่างเป็นทางการ แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ภาพยนตร์ดังที่มีเนื้อหารุนแรงหรือเรต R หลายเรื่อง ก็เริ่มมีการใช้คำหยาบคาย จนกลายเป็นมาตรฐานของหนังถึงยุคปัจจุบัน

แต่สำหรับวงการวิดีโอเกม เกมแรกที่ “คาดว่า” มีการใช้คำหยาบ ก็คือ “Q*bert” เกมตู้อาร์เคดแนว Puzzle อันโด่งดังที่เปิดให้เล่นครั้งแรกในปี 1982 ซึ่งนอกจากเกมดังกล่าวมีชื่อเสียงด้านภาพกราฟิกสีสันสดใส และใช้เทคนิคภาพ “isometric” สามารถหลอกตาให้เป็นกราฟิกสามมิติแล้ว ตัวละครมาสคอตของเกมดังกล่าว ก็มีชื่อเสียงจากการพูดว่า “@!#?@!” ซึ่งเป็นข้อความเชิงบอกนัยว่ากำลังพูดประโยคไม่เหมาะสมหรือคำหยาบ คล้ายในหนังสือการ์ตูนคอมมิกส์ที่มักใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อเซนเซอร์บทพูดที่มีเนื้อหารุนแรง

Qbert

เนื่องจากตัวละครของเกม Q*bert ใช้คำพูดว่า “@!#?@!” ทำให้เกมเมอร์หลายคน รวมถึงสื่อหลายแห่งยกย่องให้เกมดังกล่าวเป็นเกมแรกที่มีการใช้คำหยาบในเชิงบอกใบ้

ถึงอย่างนั้น ทีมพัฒนาเกมหลายฝ่ายยังไม่มีใครกล้านำคำหยาบไปใส่เกม เนื่องจากเกมในอดีตส่วนใหญ่เป็นแนวอาร์เคด แอ็กชัน Platformer เน้นระบบเกมเพลย์มากกว่าการนำเสนอเนื้อเรื่อง รวมถึงช่วงปี 1980 บริษัท Nintendo มีนโยบายว่าเกมที่วางขายในเครื่อง Nintendo Entertainment System ต้องมีเนื้อหาเป็นมิตรต่อคนทุกวัยและครอบครัว (หลายคนเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “Family Friendly”) ทำให้การสอดแทรกคำหยาบลงไปในเกม ยังดูไม่มีความจำเป็นในเกมยุคนั้น และอาจทำให้เกมโดนเซ็นเซอร์เนื้อหาได้

Super NES

อย่างไรก็ตาม แม้ NES มีนโยบาย Family Friendly แต่ก็มีบางทีมงานมักเผลอใส่คำหยาบลงไปในเกมโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเกมญี่ปุ่นบางเกมที่แปลเป็นภาษาอังกฤษผิดเพี้ยน จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นคำหยาบคายที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้ทุกคนเสมอ

ยกตัวอย่างเช่น ในหน้าต่างสอนเล่นเกม “Explosive Fighter Patton” ของ Famicom Disk System มีประโยคหนึ่งที่แปลภาษาญี่ปุ่นเป็นอังกฤษผิดเพี้ยนจนกลายเป็นคำว่า “TURN TO SIDE B AND INSERT TO FUCKING BOX!” รวมถึงในฉาก Game Over ของเกม “Download” ใน TurboGrafx 16 มีการแปลผิดเขียนว่า “No shit! I got the wrong way!” “I Cannot Fuck Up for This” และอื่น ๆ อีกหลายประโยค

Explosive Fighter Patton

Explosive Fighter Patton

หากไม่นับเกมที่มีการแปลภาษาผิดเพี้ยน คำหยาบที่โผล่ในเกม NES ส่วนใหญ่จะเป็นคำว่า “Hell” (พบในเกม Rambo) หรือ “Damn” (พบในเกม Bionic Commando) ซึ่งคำดังกล่าวยังมีความรุนแรงน้อยกว่าคำว่า “F*ck” “Sh*t” “C*nt” หลายเท่าตัว โดยคำเหล่านั้นแทบไม่เคยเห็นในเกมยุค 1980 เลยอจนกระทั่งช่วงกลางปี 1990 ได้มีการวางจำหน่ายเกมหนึ่งที่เปลี่ยนภาพลักษณ์วิดีโอเกมไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นของยุคเกมเนื้อหารุนแรง

DooM

หลังการวางจำหน่ายเกม DOOM กับ Mortal Kombat ในช่วงปี 1990 ซึ่งทั้งสองเกมเป็นเกมเนื้อหารุนแรงจากการนำเสนอฉาก Gore เห็นเลือดเป็นสีแดง กับมีอวัยวะฉีกขาดแบบเห็นจะ ๆ การวางขายทั้งสองเกมทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากผู้ปกครองและรัฐบาลเป็นจำนวนหนึ่ง แล้วส่งผลทำให้มีการก่อตั้งองค์กร ESRB เพื่อจัดเรตสื่อวิดีโอเกมอย่างเป็นทางการ

แต่แน่นอนว่าด้วยกระแสของ DOOM และ Mortal Kombat ที่โด่งดังจนได้รับความนิยมกลายเป็น Pop Culture ก็ส่งผลทำให้ทีมพัฒนาเกมเริ่มหันมากล้าสร้างเกมที่เหมาะสำหรับเด็กโตหรืออายุ 17 ปีขึ้นไป โดย Duke Nukem 3D คือตัวอย่างหนี่งในเกม FPS แห่งยุคปี 1990 ที่หลายคนต่างต้องถูกใจด้วยประโยคคำพูดของ Duke สุดเท่ เช่น “I Chew Bubblegum and Kickass” “Life’s a bitch and then you die” “Eat shit and die!” เป็นต้น

นอกจากนี้ ในปี 1995 มีเกมแนวผจญภัย Click and Point บน MS-DOS เกมหนึ่งชื่อว่า “The Orion Conspiracy” ซึ่งแม้เกมดังกล่าวมีกระแสตอบรับแย่ในด้านเนื้อหาและระบบเกมเพลย์ แต่เกมตัวเกมได้สร้างนวัตกรรมด้านการใช้ภาพกราฟิก SVGA และมีชื่อเสียงด้านการใช้ภาษารุนแรง โดยในเกมได้ใช้คำเหยียดเชื้อชาติ เช่น “Nig*er” “K*kes” “Sp*c” หรือคำหยาบอื่น ๆ เช่น “F*ck” และ “D*ck” รวมถึงเนื้อเรื่องมีการเหยียดเกย์อีกด้วย

The Orion Conspiracy

The Orion Conspiracy

หลังจากการเปิดตัวเกมคอนโซล PlayStation 2 ในปี 2000 พร้อมกับเกมเรต M (Matual 17+) ที่มีให้เลือกเล่นมากมาย เช่น Grand Theft Auto III ช่วงนั้นคือจุดเปลี่ยนภาพลักษณ์ของวิดีโอเกมไปตลอดกาล ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเกมไม่ใช่ของเล่นสำหรับเด็กอีกต่อไป

ในปี 2006 เกม Scarface: The World is Yours หรือเกมดัดแปลงจากภาพยนตร์อาชญากรรมชื่อดัง ได้สร้างสถิติจาก Guinness World Record ว่าเป็นเกมที่มีคำว่า “F*ck” มากที่สุด 5,688 คำจากทั้งหมด 31,000 ประโยค โดยอันดับรองลงมาคือ Mafia II มีคำว่า “F*ck” ในเกม 200 คำ และ The House of the Dead: Overkill มีคำว่า “F*ck” ในเกม 189 คำ

Scarface The World is Yours

Scarface: The World is Yours

นอกจากนี้ เนื่องจาก Scarface: The World is Yours มีเนื้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด ความรุนแรง รวมถึงมีกิจกรรมเสริมให้ผู้เล่นสามารถค้ายาได้ ทำให้เกมนี้โดนวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าผู้ปกครองบางส่วน รวมถึงในประเทศไทยได้ขึ้นแท่นเป็น 10 เกมอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง หลังจากเกิดคดีฆาตกรรมชายฆ่านักขับแท็กซี่ โดยอ้างว่าเลียนแบบจากเกมตระกูล Grand Theft Auto

ปัจจุบัน การใช้คำหยาบบนวิดีโอเกมได้กลายเป็นมาตรฐานของสื่อบันเทิงคล้ายกับภาพยนตร์ โดยเกมเน้นนำเสนอเนื้อเรื่องที่มีความรุนแรง ดาร์ก มักจะมีการใช้คำหยาบ 1 คำขึ้นไป โดยบางเกมอาจใช้คำหยาบเยอะเหมือนโมโหใครมา เพื่อนำเสนอเนื้อหาเชิงคอเมดี้หรือเสียดสีบางอย่าง บางเกมก็ใช้คำหยาบน้อยหรือตามความเหมาะสม เพื่อแสดงอารมณ์ตัวละครได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติ

Mafia II 1

แน่นอนว่าการนำเสนอความรุนแรงในเกมยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างต่อเนื่อง แต่เรามั่นใจว่าชาวเกมเมอร์ทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “F*ck” “Sh*t” “C*nt” ทั้งในเกมและหนังจนชินชากันไปแล้ว รวมถึงคาดหวังได้เลยว่าคำหยาบจะยังคงอยู่กับพวกเราในเกมยุคปัจจุบันไปอีกนาน

ที่มา: Kotaku, Warped Factor

SHARE

Achina Limanwat

Achina Limanwat

เค – Content Writer