ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่สุดที่เป็น Talk of the Town ที่มีคนพูดถึงกันอย่างแพร่หลายก็คงหนีไม่พ้นการลงสู่ตลาดการขายเกมของ Epic Games ผู้พัฒนาเอนจิ้น Unreal และผู้พัฒนาเกม Fortnite กันเป็นแน่แท้ ซึ่งพวกเขาได้เปิดตัว Epic Games Store ร้านขายเกมแบบออนไลน์ที่มีสัญญาเย้ายวนผู้พัฒนาให้เข้ามาร่วมขายอย่างที่สุด

เรามาเริ่มดูที่รายละเอียดที่ Epic Games ชี้แจงกันก่อน Epic Games Store เป็นร้านขายเกมที่มีข้อเสนอยั่วยวนใจผู้พัฒนาเกมมากที่สุดที่เคยมีมาในวงการเกม กับการขอรับส่วนแบ่งยอดขายหรือค่าวางสินค้าในร้านจากปกติที่ร้านของทั่วไปคิดที่ 30% แต่ Epic Games ขอรับแค่ 12% เท่านั้นไม่ว่าทีมพัฒนาจะใช้เอนจิ้น Unreal 4 ในการพัฒนาเกมหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นว่าการขายเกมในแพลตฟอร์ม Epic Games Store นั้นจะทำให้ผู้พัฒนารับรายได้ไปสูงถึง 88% แบบที่ไม่มีค่ายผู้จัดจำหน่ายคนไหนเคยให้มาก่อน ถือเป็นข้อเสนอที่ป๋ามาก ๆ ทีเดียว

ซึ่งหลังจากงาน The Game Awards ก็เริ่มมีผู้พัฒนาเจ้าเล็กและเจ้าใหญ่หลายเจ้าเริ่มให้ความสนใจนำเกมของตนเองไปขายในร้านของ Epic Games กันอยู่พอสมควร อย่างเช่นเกมใหม่ของผู้สร้าง Bastion อย่าง Hades หรือ Darksider 3 ของ THQ Nordic และอื่น ๆ อีกมากมายที่เข้ามาให้สั่งจองซื้อหาล่วงหน้ากันแล้ว และคาดว่าน่าจะมีอีกหลายเกมจากหลายค่ายมาร่วมอีกแน่นอน และที่สำคัญ Epic ยังแจกเกมให้ทุกคนฟรี ๆ อีกสองเกมต่อเดือนอีกด้วย เรียกว่าคุ้มกว่านี้ไม่มีแน่นอน

ส่วนเรื่องผู้ใช้งานนั้นก็แทบจะไม่ต้องห่วงเลยเพราะในเวลานี้ถ้านับจากแค่คนที่เล่น Fortnite เพียงอย่างเดียวก็มีจำนวนมากเข้าไปถึงหลักร้อยล้านแล้ว และยังมีผู้เล่นต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันทุกเดือนสูงกว่าใน Steam เสียอีก ดูอย่างไรก็ค่อนข้างได้เปรียบแพลตฟอร์มร้านค้าและเล่นเกมอื่น ๆ บน PC มากโขทีเดียว แต่เราก็ต้องเบรกทุกคนถึงข้อได้เปรียบของ Epic Games Store เอาไว้ตรงนี้ก่อน

ข้อแรกที่ Epic Games ต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนก็คือการเข้าร่วมของเหล่าผู้พัฒนาน้อยใหญ่ที่ต้องมากกว่านี้ แม้ในตอนนี้เราจะมีค่ายเกมเข้ามาร่วมจำหน่ายเกมในร้านค้าของ Epic Games อยู่จำนวนหนึ่งแล้ว แต่มันก็ยังไม่มากพอที่เอาไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Steam หรือ Origin กระทั้ง GoG ก็ยังมีจำนวนเกมที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าตรงจุดนี้ทาง Epic games สามารถรวบรวมค่ายเกมหรือผู้จัดจำหน่ายให้มาขายของในร้านค้าของตนเองได้มากพอและมีความหลากหลายมากขึ้น ก็จะช่วยให้แพลตฟอร์มมีความน่าสนใจขึ้นได้ หรือถ้าจะให้ดีก็ต้องมีเกมแม่เหล็กที่ดึงดูดคนเล่นที่มากพอให้เสียเงินซื้อได้ เพราะลำพังแค่ Fortnite เกมเดียวก็คงดึงดูดให้ผู้ใช้งานหรือเกมเมอร์คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เล่น Fortnite เข้าร่วมได้มากพอ และการมีเกมระดับแม่เหล็กที่น่าสนใจพอจะช่วยอุดช่องว่างนี้ได้

เรื่องต่อมาก็คือการดูแลและให้บริการของทาง Epic Games ต่อผู้พัฒนาที่เกิดปัญหาขึ้นในการขายหรือทางเทคนิคเกี่ยวกับโปรแกรม แน่นอนว่าในเวลานี้ตัว Client ของ Epic Games นั้นมีอายุไม่มากแค่เกือบ ๆ สองปีเท่านั้น อาจจะยังมีปัญหาหรือช่องโหว่บางอย่างที่อาจจะต้องไล่เช็ดไล่อุดให้เข้าที่เข้าทางอยู่หลายอย่าง ซึ่งถ้าหากทาง Epic Games เอาชนะใจผู้พัฒนาตรงจุดนี้ได้ก็จะช่วยให้ได้เปรียบในการรับเกมมาขายได้มากกว่า Steam เช่นกัน เพราะในเวลานี้ Steam เองก็ค่อนข้างจะมีปัญหากับผู้พัฒนาเจ้าเล็กที่ไม่ได้ช่วยให้บริการใด ๆ เลยกับพวกเขาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น กลายเป็นช่องโหว่ให้เจ้าอื่นเข้ามาโจมตี Steam ในจุดนี้ได้อย่างง่ายดาย

อีกเรื่องต่อมาที่สำคัญมากก็คือราคาในการขายที่ต้องเข้าถึงกลุ่มคนทั่วโลก เราต้องไม่ลืมว่า Steam ได้สร้างจุดแข็งของตัวเองขึ้นมาด้วยการทำราคาเกมแบบ Localization หรือราคาที่อิงตามประเทศนั้น ๆ อยู่แทบจะทั่วโลกแล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วการซื้อเกมแบบสด ๆ ของ Steam นั้นมีราคาถูกมาก(เกมราคา $19.99 ที่ขายในแพลตฟอร์มอื่นอาจจะขายใน Steam ที่ราคาถูกกว่านี้ได้เมื่อเทียบค่าเงินเป็นบาท โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 315 บาทหรือไม่เกิน 500 กว่าบาท) แต่เรื่องนี้ก็คงต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะเกิดขึ้น เพราะทาง Epic Games อาจจะต้องลงสำรวจตลาดอย่างจริงจังเพื่อที่จะทำราคาแบบ Localization ให้ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งในระหว่างนี้อาจจะทำให้ Steam นำหน้าไปก่อนหลายปี และผู้บริโภคในบ้านเราก็ยังอาจจะเลือกซื้อเกมในแพลตฟอร์มที่ถูกกว่าไปอีกนาน และที่สำคัญอีกอย่างก็คือช่องทางในการชำระเงินที่ยังค่อนข้างจำกัดมาก ๆ โดยเปิดให้ใช้งานแค่ใน PayPal และบัตรเครดิตเท่านั้น ในขณะที่หลาย ๆ เจ้าเริ่มรับชำระเงินในช่องทางที่หลากหลายขึ้นเช่น True Wallet เป็นต้น

แม้ในตอนนี้เราอาจจะเห็นว่า Epic Games Store เป็นร้านค้าเกมออนไลน์ที่มาจากทีมพัฒนาเกมเจ้าใหญ่ แต่พวกเขาก็ต้องการเวลาในการพิสูจน์อีกพักใหญ่ ๆ เพื่อให้เหล่าเกมเมอร์คนอื่น ๆ ยอมรับด้วย แถมในตอนนี้ก็ไม่ได้มีแต่พวกเขาด้วยที่ลงมาลุยในตลาดนี้ ยังมี Discord ที่เริ่มทำร้านขายเกมของตัวเองและชูเกมเด่นอย่าง last Year the Nightmare เกมแนว Survival Horror อีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจมากและจะวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ด้วย

ท้ายนี้สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะบอกก็คือ ทาง Epic Games ต้องมีความพร้อมและไม้เด็ดดึงดูดใจเหล่าเกมเมอร์มากกว่านี้เพื่อที่จะทำให้แพลตฟอร์ม Epic Games Store อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะในอนาคตความนิยมของเกม Fortnite จะต้องลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะได้รู้กันว่า Epic Games Store นั้นคือของจริงที่ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้หรือเปล่าครับ

StolenHeart

เค้ก - Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง