เปิดเผยรายละเอียดกันไปเมื่อดึกที่ผ่านมากับงาน Diablo 30th Anniversary Spotlight เปิดฉากปีปักหมุดสำคัญครบรอบ 30 ปีของซีรีส์ Diablo
ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว Class ใหม่อย่าง Warlock ที่เตรียมอัปเดตเข้าสู่ตัวเกม Diablo ทั้ง 3 ภาค และที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือการเปิดตัว Reign of the Warlock อัพเดตเนื้อหาครั้งสำคัญของ Diablo II: Resurrected และยังเป็นการเพิ่ม Class ที่เล่นใหม่เป็นครั้งแรกของเกมในรอบ 25 ปี
Warlock (วอร์ล็อค) จะเข้าสู่ตัวเกมทั้งหมด ทั้ง Diablo IV Diablo Immortal และ Diablo II: Resurrected ตัวคลาสเป็นผู้ร่ายเวทศาสตร์มืดที่ใช้พลังของนรกเพื่อหันกองกำลังของมันมาต่อต้านตัวมันเอง การปรากฏตัวในแต่ละภาคสะท้อนยุคสมัยที่แตกต่างกันของ Sanctuary (โลกศักดิ์สิทธิ์) โดยถ่ายทอดวิวัฒนาการของ Warlock (วอร์ล็อค) ตั้งแต่ต้นกำเนิดยุคแรก ไปจนถึงการแสดงออกที่อันตรายและบิดเบี้ยวยิ่งขึ้นในช่วงเหตุการณ์ Age of Hatred ของ Diablo IV

Diablo II: Resurrected – Reign of the Warlock (เปิดให้เล่นแล้ววันนี้)
● แนะนำ Warlock (วอร์ล็อค): คลาสที่พลังถูกหล่อหลอมจากเพลิงนรก โดยเน้นการอัญเชิญปีศาจ การพันธนาการ และการแปรสภาพ เพื่อครองสนามรบ
● ความท้าทายช่วงท้ายเกมใหม่: รับไอเท็มกดใช้ และเลือกองก์ที่จะถูกทำให้กลายเป็น Terror Zone (โซนแห่งความหวาดกลัว) เพื่อเพิ่มระดับความยากและรางวัลสู่ระดับสูงสุด เมื่อชนะบอสในโซนแห่งความหวาดกลัวที่ความยากระดับ Hell จะมีโอกาสเจอรูปปั้นลึกลับหนึ่งรูปจากทั้งหมดห้าแบบ รวมรูปปั้นเหล่านั้นเพื่อปลดล็อคการต่อสู้กับบอสใหม่สุดโหด Colossal Ancient (บรรพชนยักษ์) ที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบทักษะและบิลด์ของคุณในระดับที่สูงขึ้น
● การอัพเดตเพื่อความสะดวกสบาย: Reign of the Warlock เพิ่มระบบตัวกรองสมบัติ แท็บคลังเก็บของขั้นสูง และระบบ Chronicle (พงศาวดาร) ใหม่สำหรับติดตามมรดกการล่าสมบัติของคุณ พร้อมรับรางวัลใหม่หลังจากทำสำเร็จ
Diablo Immortal – Andariel (อันดาเรียล) ผงาด
● แผนงานปี 2026: บทถัดไปของ Diablo Immortal จะนำการกลับมาของ Maiden of Anguish (สตรีแห่งความทรมาน) ระดับตำนาน Andariel (อันดาเรียล) พร้อมคลาสใหม่ Warlock (วอร์ล็อค) และอัพเดตแคมเปญใหม่ตลอดปี 2026 รวมถึงโซนใหม่ อีเวนต์ การร่วมมือกับ IP อื่น และการอัพเดตระบบเกมเพลย์
● คลาสใหม่ Warlock (วอร์ล็อค): กำหนดเปิดตัวในฤดูร้อนปี 2026 Warlock ใน Diablo Immortal เป็นผู้ร่ายเวทศาสตร์มืดที่มีรากฐานจากเวทต้องห้ามของ Vizjerei (วิซเจเรย์) ซึ่งเชี่ยวชาญการควบคุมปีศาจ รวมถึง Soulgorger (โซลกอร์เจอร์) สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัว
● Lut Gholein (ลุตโกเลน) กลับมาอีกครั้ง: เมือง Lut Gholein (ลุตโกเลน) จาก Diablo II ถูกแบ่งออกเป็น Common Ward (เขตสามัญชน) ที่วุ่นวาย และ High Ward (เขตชนชั้นสูง) ที่ชวนขนลุกแต่ดูสง่างาม สะท้อนโศกนาฏกรรมการถูกทำลายโดยนรก

Diablo IV: Lord of Hatred (เปิดให้เล่นวันที่ 29 เมษายน (ตามเวลาประเทศไทย))
● ส่วนเสริมใหม่ของ Diablo IV จะพาผู้เล่นกลับสู่ Sanctuary (โลกศักดิ์สิทธิ์) เพื่อเผชิญหน้ากับอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของ Mephisto (เมฟิสโต) โดยมาพร้อมการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่กับเจ้าแห่งความเคียดแค้น และวิวัฒนาการครั้งสำคัญของระบบเกมเพลย์
● สองคลาสใหม่ – Warlock (วอร์ล็อค) และ Paladin (พาลาดิน): สัมผัสพลังเฮฟวีเมทัลของ Warlock (วอร์ล็อค) เผชิญหน้ากับแสงศักดิ์สิทธิ์ของ Paladin (พาลาดิน) สองผู้กล้ายืนอยู่คนละขั้วในการต่อสู้กับ Mephisto (เมฟิสโต) Warlock (วอร์ล็อค) ใน Diablo IV นำเสนอรูปแบบเฉพาะตัว โดดเด่นด้วยโซ่เหล็ก เพลิง และพลังทำลายล้างที่หันความโกรธเกรี้ยวของนรกมาต่อต้านตัวมันเอง
● ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Warlock (วอร์ล็อค) ใน Diablo IV: Lord of Hatred จะถูกเปิดเผยในการถ่ายทอดสด Live Developer Update วันที่ 5 มีนาคม เวลา 14:00 น. ตามเวลาแปซิฟิก ผ่านช่อง YouTube และ Twitch ของ Diablo
● วิวัฒนาการระบบและเนื้อหาช่วงท้ายเกม: ระบบท้ายเกมใหม่จะมอบการควบคุมความก้าวหน้าและความท้าทายแก่ผู้เล่นมากขึ้น War Plans (แผนการรบ) เพิ่มเส้นทางกิจกรรมที่ปรับแต่งได้ เพื่อให้ผู้เล่นกำหนดประสบการณ์ท้ายเกมของตนเอง ขณะที่การเผชิญหน้า Echoing Hatred (ความเคียดแค้นดังก้อง) จะผลักดันขีดจำกัดของบิลด์ผ่านคลื่นศัตรูที่ยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
● ภูมิภาคใหม่ Skovos (สโคโวส): การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับ Mephisto (เมฟิสโต) จะเกิดขึ้นในภูมิภาคโบราณ Skovos (สโคโวส) ตัวละคร เควสต์ และมอนสเตอร์ใหม่กำลังรอผู้เล่นอยู่ ท่ามกลางภูมิประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษยชาติ











