GamingDose Awards ปี 2013


ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับบทความสุดยอดเกมมากมายหลายสาขากับทีมงาน GamingDose ไปชมกันเลยว่าปีนี้มีเกมไหนเด่น เกมไหนเด็ด เกมไหนโดนใจพวกเรากันบ้าง

Bioshock Infinite Elizabeth

Best Singleplayer

Bioshock Infinite

ไม่ต้องแนะนำอะไรกันมากมายสำหรับเกมนี้  นอกเหนือจากเกมการเล่นที่มีความกลมกล่อมทั้งความสนุกและการเล่าเรื่องที่น่าติดตามแล้วจะมีเกมไหนในปีนี้อีกที่ผู้เล่นทั่วโลกต่างต้องมานั่งขบคิดและถกเถียงกันถึงประเด็นต่างๆที่เกมได้นำมาใส่ไว้

ในยุคสมัยปัจจุบันที่สื่อบันเทิงไม่ได้มีแค่ความสนุกแต่ต้องมีหน้าที่ในการชี้นำทางสังคมและสร้างค่านิยมไปในเวลาเดียวกัน  นี่อาจเป็นครั้งแรกที่โลกของวิดีโอเกมส์ได้รู้จักกับประเด็นการเหยียดผิวสี การแบ่งชนชั้นและความไม่เท่าเทียม

ถึงแม้ตัวเกมจะมีประเด็นให้ต้องนำไปขบคิดและสอดแทรกสาระไว้ในทุกช่วงจังหวะของเกมแต่กุญแจสำคัญของการเป็นวิดีโอเกมส์ที่ดีอย่างความสนุกสนานนั้น Bioshock Infinite ก็พกมาเต็มกระเป๋าด้วยเกมการเล่นที่ลื่นไหลพร้อมทั้งตัวละครอย่าง Elizabeth ที่ได้ใจคนเล่นเกมไปไม่น้อยเลยทีเดียว   หากวงการเกมส์มีหอเกียรติยศยังไงซะ Bioshock Infinite ก็ต้องติดเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน

battlefield-4-wallpaper-3

Best Multiplayer

Battlefield 4

“เราเสีย Alpha แล้ว ยึดกลับเร็ว!!!”
“รถถังงงงงงงงงง!!!”
“สไนเปอร์! สไนเปอร์!!!!!”
“เฮลิคอปเตอร์มา!!”
“เจ็ทมา เจ็ทม๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!”
“Air Strike มา!!!!!!”
“MAN DOWN MAN DOWN!!!!”

นี่คืออารมณ์ของผมในขณะที่เล่น Battlefield 4 ด้วยส่วนผสมของเกม Shooter แบบ Arcade ทั่วไปที่เน้นความไวและความมันส์สะใจ ผสมกลมกลืนกับเกมการเล่นแบบกึ่ง Simulation ที่เน้นทีมเวิร์คเป็นสำคัญพร้อมสนามรบที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาพร้อมพาหนะนานาชนิดให้เลือกสรร มันคือสูตรสำเร็จรสโอชาที่สามารถสูบวิญญานของคุณจนหมดตัวได้ ยิ่งคุณมีแคลนแล้วล่ะก็คุณจะเล่นจนลืมวันลืมคืน ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณไปเลย คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์สนามรบแบบสุดโต่งพร้อมด้วยความมันส์แบบอภิมหาโหดสัดรัสเซียเควี่ยโพดๆชนิดที่ว่าไม่มีเกมใดอื่นแล้วที่จะมอบให้กับคุณ ดังนั้นผมจึงขอมอบตำแหน่ง Best Multiplayer ให้กับ Battlefield 4 ไปเลยครับ

skullgirls

Best Fighting Game 

Skullgirls

ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ชาว PC ได้สัมผัสกับเกม Fighting มากมายหลายเกมที่กระหน่ำออกในปีนี้ ( ขอบคุณ CAPCOM ที่เบิกร่องด้วย Street Fighter IV จนหลายๆค่ายหันมาสนใจลูกเมียน้อยอย่างพวกเรา ฮือ ) ดังนั้นในปีนี้ผมจะคัดเลือกผู้ท้าชิงเฉพาะเกมที่ลงให้กับ PC เท่านั้น

ใจจริงๆของผมอยากให้ KOF XIII นะ แต่เพราะว่าเกมมันลงบนคอนโซลไปก่อนตั้งกะปี 2011 แล้ว แม้จะชอบแค่ไหนแต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นเกมเก่าที่เอาลงให้ PC ใหม่ ดังนั้นผมจึงขอยกตำแหน่งนี้ให้กับ Skullgirls แทน

ด้วยระบบที่เข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อน(แต่ Hardcore สะใจคนเล่น) ตัวละครน้อยแต่มี Balance ที่สมดุล และความสนุกและลื่นไหลในการเล่นแบบออนลไลน์ที่ต้องยกนิ้วให้ รวมไปถึงความใส่ใจในการแก้ไข Bug และ Glitch แบบวันเว้นวัน และตัวละคร DLC ที่ให้เล่นฟรีและมีแผนดำเนินงานที่ต่อเนื่อง ใส่ใจแบบนี้เอารางวัลจากผมไปเลยครับ!!

don't starve

Best Indie Game 

Don’t Starve

จะว่าไปแล้ว กับปี 2013 ที่ผ่านมา น่าจะเรียกได้ว่าเป็นจังหวะ ‘ขาขึ้น’ ของเกมกระแสรองหรือ Indie ที่มีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ มีผลงานหลากหลายที่วางจำหน่ายและประกาศเปิดตัวที่น่าสนใจมากมาย (แม้แต่ Sony กับ Microsoft ยังพร้อมจีบพร้อมง้อให้มาเจิมลงระบบ Next-Gen ของตนหลายเกม…) และมันก็ดูจะไม่ง่าย ในการที่จะคัดเลือกเกมที่จะเข้ามารับตำแหน่งสุดยอดประจำปี กับแวดวงที่มีความเป็นพลวัตร และยากที่จะชี้วัดด้วยมาตรฐานแบบปกติธรรมดาทั่วไป

แต่ถ้าให้ต้องเลือกจริงๆ สำหรับปีนี้ ผมคิดว่า Don’t Starve จาก Klei Entertainment นั้นมีภาษีที่ดีไม่น้อยเลย

จริงๆ ถ้าพิจารณาจาก Runner-Up อีกสองเกมที่คัดเลือกมา ก็จะพบว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ทั้ง Gunpoint เกมอินดี้น้ำดีจาก Tom Francis บรรณาธิการนิตยสาร PC Gamer ที่เล่นได้เพลินเอาเรื่อง หรือ The Stanley Parable ที่ยั่วล้อเอาล่อเอาเถิดกับสื่อวิดีโอเกมส์กันแบบสนุกมือ เรียกว่าสมน้ำสมเนื้อกับการเข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว

แต่ถ้าจะมีคุณความดีใดที่ทำให้ Don’t Starve โดดเด่นขึ้นมาได้นั้น น่าจะอยู่ที่การผสมผสานอารมณ์ของการเป็นเกมอินดี้ เข้ากับ Elements ของการเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นในวงกว้าง ทั้งการเล่นที่เรียนรู้ได้สบายแต่ไม่ง่ายที่จะเชี่ยวชาญ งานศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการปรับแต่งและการใส่ใจของทีมพัฒนาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้มันมีความสดใหม่ได้แทบจะในทุกแพทช์ที่ถูกปล่อยออกมาเลยก็ว่าได้ (ที่แน่ๆ มันเป็นเกมอินดี้ที่มีคนทำ Casting และ VDO Playthrough ใน Youtube มากในระดับที่น่าจะพอๆ กับ Minecraft เลยด้วยซ้ำ…)

สุดท้าย แม้แวดวงอินดี้จะถูกเข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็นของแสลงเข้าถึงได้ยากและไม่มีส่วนเกี่ยวพันใดๆ กับกระแสหลัก แต่ Don’t Starve ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ของ Klei Entertainment ที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าแท้จริง นิยามของความเป็นอินดี้อาจจะไม่ใช่บัญญัติหรือสรณะ แต่เป็นเพียงแค่ ‘ประเภท’ และ ‘หนทาง’ ในการเข้าถึงผลลัพธ์ตอนท้าย ที่ถ้าประกอบสร้างด้วยความใส่ใจ มันก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยไม่เกี่ยงว่าที่ทางนั้นจะเป็นกระแสหลัก หรือกระแสรองใดๆ ทั้งสิ้นนั่นล่ะครับ

grid 2

Best Racing Game

GRID 2

เข้ามาในส่วนของ Racing Game of the year 2013 กันดีกว่าครับ พูดเลยว่าปีนี้เกมขับรถเจ๋งๆ เพียงไม่กี่เกมเท่านั้น และเกมที่จะขึ้นแท่นสุดยอดเกมแห่งปีจริงๆ เสี้ยววินาทีแรกที่ผมนึกถึงเลยคือ GRID 2 เนี่ยแหละครับ ถ้าเอาจริงๆ ตัวเกมอยู่ในระดับที่เรียกว่า สุดยอดเกมรถแข่งแห่งปี ตั้งแต่วันที่ตัวเกมออกมาวางขายกันแล้ว ด้วยความที่ GRID 2 มีทั้งคุณภาพของกราฟฟิคขั้นสวยงามสุดๆ ทั้ง Texture และแสงเงา ซึ่งเป็น Engine ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากของเดิม หรือแม้กระทั่งระบบ Physic ของตัวเกมที่นอกจากจะสมจริงแล้วยังทำให้ขับสนุก ไม่รู้สึกว่ายุ่งยากอีกด้วย

เรียกได้ว่า CODEMASTER แทบจะเป็นผู้นำของระบบเกมแข่งรถอย่างเต็มตัวแล้ว นอกจากคุณภาพของกราฟฟิคที่สวยงามหยดย้อยแล้วยังมีระบบเกมที่ตอบโจทย์คนกระหายในความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโหมดแคมเปญที่ดำเนินด้วยการสร้างทีมแข่งรถที่ยิ่งใหญ่ สนามของแต่ละประเทศที่เราได้เอายางแสนแพงไปบดขยี้บนพื้นผิวถนน บรรยากาศและการถ่ายทอดทุกๆ อย่างมันทำออกมาได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว สำหรับ GRID 2 ที่ผมขอมอบให้เป็น Game of the Year 2013 ในโหมด Racing ครับผม

Best game soundtrack

ปีนี้มีค่ายใหญ่ๆทำเกมน่าสนใจออกมาพอใช้ได้เลยครับ โดยส่วนตัวเราก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลงประกอบภาพยนต์อยู่แล้ว ก็เลยฟังเพลงประกอบเกมไปด้วยเลย ผมจะคัดมันออกมาเหลือไม่กี่เกม จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้ฟังมันทุกเกมที่ออก เพราะค่อนข้างเยอะ ผมเลยเลือกฟังอันที่โปรดักชั่นค่อนข้างโอเคเลือกมาแนะนำ โดยจะจัดอันดับเพลงเกมที่น่าสนใจ 5 อันดับ และแนะนำเพลงเกมอื่นๆที่ตกอันดับอีกนิดหน่อยละกัน

1. Olivier Deriviere – Remember Me

เอาอันนี้มาไว้ที่หนึ่งเพราะความ Creative ของตัวเพลง ที่ process แล้ว process อีก ขั้นตอนแรกอุตส่าห์ไปอัดออเคสตร้า แล้วก็เอาที่อัดนั้นมาทำให้กลายเป็น Electronic glitch เละเทะ แต่เจ๋งมาก เล่นกับความละเอียดของตัวเสียงได้ดี เพราะนอกจากจะเสียเวลาอัดแล้ว ยังเสียเวลาแต่งเสียงอิเล็กโทรนิกอีก ถือว่าขยันใช้ได้ และอีกอย่างคือฟังแล้วรู้สึกใหม่ด้วย น้อยมากๆที่ soundtrack ทั้งหนังและเกมจะทำดนตรีแบบนี้ ตรงกับคอนเซปต์เกมที่ความทรงจำเป็น fractal ที่ต้องเก็บไปเรื่อยๆ ตัวเพลงเลยออกมาเป็นเหมือนภาพปะติดที่ไม่เนียน

2. Johan Skugge – Battlefield 4

งานอิเล็กโทรนิกผสมกับเครื่องดนตรีออเคสตร้าอีกนิดหน่อย โดยหลักๆแล้ว เพลงBattlefield 4

ออกไปทางอิเล็กโทรนิกมากกว่าเช่นกัน ด้วยความชอบส่วนตัว และความครีเอทีฟของเพลงเกมนี้ ตัวเพลงค่อนข้างมี identity ที่ชัดเจน คือฟังแล้วไม่รู้สึกซ้ำกับของใครและ unique ทั้งอัลบั้มไม่หลุดคอนเซปต์เพลงด้วย การใช้เสียง distortion ของเบสไลน์คล้ายๆกับสไตล์ของ H G Williams ที่ทำให้หนัง Total Recall อันใหม่

3. Power Glove – Far Cry 3 Blood Dragon

ที่เลือกมาเพราะชอบมากและเป็นเพลงที่ไม่เหมือน soundtrack เลย คือเอามาฟังเพลินๆเป็นแนวอื่นได้เหมือนกัน ตัวเพลงเป็นเหมือนงานอิเล็กโทรนิกสมัยปี 80-90s คือตัวเกมบอกเป็นโลกอนาคต แต่เป็นอนาคตของคนปี 90s เหมือนสมัยตอนหนังเรื่อง Tron ออกมาใหม่ๆ โดยตัวศิลปินเองดั้งเดิมก็ทำเพลงแนวๆนี้อยู่แล้ว เกมไปเลือกคนนี้มาทำได้ถือว่าถูกคนจริงๆครับ ดนตรีจะคล้ายๆสมัยยุคที่ synthesizer ยังเป็นอนาล็อคและเล่นกับ sequencer เบสไลน์วนลูป, lead วนลูปอะไรแบบนี้ ถึงแม้เกมนี้จะเป็น DLC แต่ดนตรีก็เจ๋งโคตรๆเลย

4. Gustavo Santaolalla – The Last of Us

อันนี้ที่มันน่าสนใจเพราะไม่เหมือนอันไหนใน 5 อันดับ และเพลงอื่นๆที่แนะนำ ดนตรีจะน้อยๆเล่นด้วยกีต้าร์เป็นหลัก งานค่อนข้างออกมามินิมอล และเข้ากับเกมได้อย่างดี ออกไปทางแอมเบี้ยน(Ambient) มากกว่าทำเพลงออกมาให้ตูมตาม กับเมืองในเกมที่มีลักษณะป่าผสมเมือง ตัวดนตรีชอบใช้เครื่องดนตรี solo มากกว่าเล่นหลายๆคน ตัวเพลงถ้าฟังโดดเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พออยู่ในเกมถือว่าคุมบรรยากาศของเกมได้ดีเยี่ยมเลย

5. Hans Zimmer & Lorne Balfe – Beyond Two Souls

ตัวเพลงที่ Lorne แต่งนั้นผมชอบมาก คนนี้ค่อนข้างมี signature ชัดเจนและใช้โหมดอื่นๆ(Mode ในดนตรีคือสเกลที่มีเสียงระหว่างโน๊ตต่างๆกันเช่น major, minor) ตัวดนตรีจะออกมาแบบ Irish และทำนองสวยมาก คล้ายๆกับอัลบั้ม Girl Rising ที่ Lorne ทำ และมี Hans Zimmer เป็นป๋่าดันช่วยโปรดิวส์เพลงด้วย ด้วยความที่เพลงธีมนี้โคตรเพราะ เลยดันเพลง AC IV: Black Flag ตกอันดับไปเลย

soundtrack เกมอื่นๆที่น่าสนใจ

Brian Tyler – Assassin’s Creed IV Black Flag

ดนตรีประกอบที่ได้บรรยากาศพื้นบ้าน Celtic และยุคกลาง ผสมกับสไตล์แอคชั่นที่เจ๋งดี ฟังแล้วชอบเลย, Brian Tyler ขยันทำงานมาก มีงานออกมาเยอะต่อปี

Jason Graves – Tomb Raider

งานเพลงเกมปกติผสมกลองไทโกะ เพราะฮิมิโกะนะคิดว่า(เทพในเกม) ซึ่งเข้ากับตัวเกมและความลึกลับได้ดี มีนส่วนที่เป็น ambient ด้วย

Tyler Bates – God Of War Ascension

งานสไตล์ Epic โคตรๆ สำหรับคนชอบฟังอะไรตูมตามๆ อีพิคแบบ 300 แบบเทพเจ้าประมานนั้นเลย dynamic มาแบบจัดเต็ม

Shadowrun-Returns

Best Role Playing Game

Shadowrun: Returns

เป็นอีกหนึ่งปีที่ถือได้ว่าแวดวงเกมแนว RPG ค่อนข้างจะแห้งเหี่ยวเอาการ เมื่อเกมสวมบทบาทแนวหน้าชั้น AAA ทั้งหลายต่างทยอยถอยหนีไปออกในปี 2014 กันหมด ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังพอมีเกม RPG ระดับไม่ใหญ่ออกมาให้เราได้สัมผัสกันบ้าง และหนึ่งในเกม RPG ที่ดีที่สุดของปีนี้ก็คือเกมที่มีชื่อว่า Shadowrun: Returns นั่นเอง โดยการมาถึงของ Shadowrun: Returns นั้นถือได้ว่าเป็นเกมรุ่นแรกๆที่โครงการ Kickstarter เข็นเกมออกมาให้แฟนๆเล่นได้สำเร็จ และผลงานที่ออกมาก็น่าประทับใจเลยทีเดียว

ด้วยแก่นหลักของโลกที่แน่นหนัก (เพราะสร้างอิงจากจักรวาล Shadowrun ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการ RPG)  ภาค Returns ถือได้ว่าเป็นการนำเกมตระกูลนี้มายังสื่อ Digital สมัยใหม่เป็นครั้งแรก ด้วยเนื้อหาแนว Sci-fi ผสม Fantasy สุดลงตัว กับระบบการเล่นหลักที่สนุกมีลูกเล่นมากมาย  ถึงแม้เนื้อเรื่องหลักของเกมจะดูธรรมดาไม่โดดเด่นอะไรมากนักแต่ด้วยระบบ Workshop ที่พร้อมจะให้คุณได้โหลด Campaign เด็ดๆมากมายจากฝีมือการสร้างของแฟนๆมาเล่น ทำให้ Shadowrun: Returns ถือเป็นอีกหนึ่งเกมคุ้มค่าเงินที่แฟนๆ RPG ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

ride to hell

Worst Game of the Year

Ride to Hell: Retribution

ระบบการเล่นซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย เต็มไปด้วยปัญหาทางด้านเทคนิคจนอยูในระดับไม่สมควรให้อภัย แค่สองอย่างนี้ก็ถือว่าแย่มากเอาเข้าขั้นแล้ว แต่ Ride to Hell: Retribution ดันก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยเนื้อเรื่องและบทสนทนาสุด “แก่ว” และตอกฝาโรงปิดท้ายด้วยความล้มเหลวในการพยายามขายความ “Sexy” ของเหล่าตัวละครหญิงในเกมที่มาพร้อมฉาก Sex Scene ที่น่าสะพรึงกลัว และไร้อารมณ์ราวกับนั่งดูตุ๊กตายางสองตัวที่หนังสติ๊กมัดไว้ติดกัน

ตลอดระยะเวลาการเล่นคุณจะสัมผัสได้ว่าทีมพัฒนา Eutechnyx พยายามใส่เนื้อหาและไอเดียมากมายหลายอย่างเข้ามาในเกม แต่ไม่ว่าจะด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ระหว่างการพัฒนาทีมงานถูกดักตีหัวจนสมองแหก หรือสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ทุกสิ่งที่ถูกยัดเข้ามาใน Ride to Hell: Retribution นั้นล้วนแล้วแต่ไม่เข้าท่าเข้าทางจนสุดท้าย เกมมอเตอร์ไซค์แก๊งซิ่งเกมนี้ก็มีอันต้องแหกโค้งลงเหวไป

เมื่อความรู้สึกสุดยอดที่ผมได้รับจากตัวเกมเป็นตอนที่กด Uninstall เกมทิ้งและไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวกลับมานั่งจิบนมอุ่น เมื่อแม้แต่ทีมพัฒนายังไม่อยากจะยอมรับและนึกถึงผลงานของตัวเอง (เว็ปไซท์หลักของ Eutechnyx ไม่มีชื่อเกมนี้อยู่ในผลงานที่ผ่านมา) ผมว่าก็เป็นอันสมควรแล้วที่เราจะมอบสุดยอดโคตรเกมห่วยแห่งปีให้ Ride to Hell: Retribution ไปครอง