5 เกม Single Player เนื้อหาโดน แต่ยอดขายแย่

The Evil Within

หรือจะต้องทำเกมเทพครอบจักรวาลถึงจะรวย

ในตลาดเกม PC ช่วงนี้มักนิยมใส่ระบบที่เรียกว่า Microtransactions ไว้ในเกม โดยให้เหตุผลว่าตลาดเกมสมัยนี้มันซบเซา เราใช้เงินมากขึ้นในการพัฒนา แต่เรากลับได้เงินจากการขายน้อยลง ค่ายเกมเลยพยายามหาหนทางที่จะสร้างรายได้จากเกมตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั่นสวนทางกับเหล่าผู้เล่นในปัจจุบันที่ต่อต้านระบบ Microtransactions กันอย่างเข้มข้น โดยให้เหตุผลว่าถ้าเกมมันดีมันก็ขายได้เยอะเองแหละ ไม่ต้องมานั่งพึ่งระบบแบบนี้ เราไม่อยากต้องมาเสียเงินสองต่อ หลายคนเสนอว่าจริง ๆ แล้วเกมที่ดีต้องมีเนื้อหาดี ต้องทุ่มเทไปที่ระบบ Single Player มันถึงจะขายได้ งั้นวันนี้เราเลยรวม “5 เกม Single Player เนื้อหาโดน แต่ยอดขายแย่” มาให้พวกคุณได้เห็น ว่าความเป็นจริงมันตรงกับสิ่งที่พวกคุณคิดหรือเปล่า ?

 

1.SOMA

 

อย่าไปสับสนกับการ์ตูนทำอาหาร เพราะนี่คือเกมสยองขวัญที่เล่าถึงเรื่องราวของมนุษย์คนหนึ่ง (?) ซึ่งได้เรียนรู้ว่าในโลกนี้เหลือเพียงแค่เขาคนเดียวที่เป็นมนุษย์อยู่ เนื่องจากภัยพิบัติเครื่องจักรระบาดจนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปหมดสิ้นแล้ว เกมนี้มียอดขายเยอะชนิดที่ว่า สามารถคืนทุนได้แล้ว แถมมีเงินไปเที่ยวเกาะบาหลีนั่งชิลล์สบาย ๆ แต่ที่มันมาอยู่ในหัวข้อนี้ก็เพราะ ผู้เขียนคิดว่ามัน “ควร” จะได้รับการตอบรับมากกว่านี้ สารภาพตามตรงว่าพล็อตและการดำเนินเนื้อเรื่องของเกมนี้ ยังทำให้ผู้เขียนขนลุกไม่หายแม้ว่าจะผ่านไปนานแล้ว เรื่องราวของเกมนี้ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง รู้สึกหดหู่ รู้สึกตกใจ รู้สึกเศร้า รู้สึกว่าตัวเองถูกหักหลัง มันมีหลายความรู้สึกมาก ๆ ที่เอ่อล้นอยู่ในเกมนี้ เกมมันไม่สมควรที่จะขายได้เพียง 5 แสนชุด (ใน Steam) แต่มันควรจะขายได้มากกว่านี้ แต่ก็อย่างที่บอก ถึงจะขายได้น้อยก็ชิลล์อยู่ดี

 

 

2.Wolfenstein II: The New Colossus

 

ภาคใหม่ของซีรี่ย์ถล่มนาซี ที่มีพล็อตง่าย ๆ แต่โดดเด่น ในภาคนี้เนื้อหาจะต่อจากภาค The New Order แบบฉากต่อฉาก พอเข้าเกมมาพระเอกของเราที่นอนโคม่ากว่า 5 เดือนก็ต้องจับปืนบู๊คารถเข็นคนป่วยแบบไม่เกรงใจพยาบาลเลยทีเดียว ภาคนี้เนื้อหาในเกมดีจนถึงขนาดได้รางวัลเกมเนื้อเรื่องยอดเยี่ยมประจำปี 2017 ในหลายสำนัก ระบบการเล่นต่าง ๆ ก็ทำได้มันสะใจเหล่าคอเกม FPS มีทั้งเลือดทั้งหนอง ทั้งหัวกระจายไส้ไหล มีความโหดสะใจสุด ๆ แต่เกมนี้กลับขายได้ประมาณ 4 แสนชุดเท่านั้น (ใน Steam) อาจจะดูเยอะ แต่เกมนี้ทุนสร้างสูงนะจะบอกให้ ทำให้ความสำเร็จของเกมดูไม่สุดเท่าไหร่นักทั้ง ๆ ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

 

 

3.Kingdoms of Amalur: Reckoning

 

คงไม่มีอะไรที่เฟลไปมากกว่านี้อีกแล้วสำหรับ Kingdoms of Amalur: Reckoning เกมจาก EA ที่พัฒนาโดย Big Huge ในสมัยที่ยังอยู่กับ 38 Studio อยู่ (ตอนนี้ไปอยู่กับ Netmarble) ในตอนต้นช่วงที่เกมยังไม่ออก EA โปรโมทเกมนี้หนักมาก โม้ไปทั่วว่ามันดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ซึ่งทุกอย่างที่พูดมา “โอเวอร์” จา่กความเป็นจริงหลายขุมนัก ซึ่งพอเกมออกมาจริง ๆ แฟนเกมก็ต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน ในความเห็นผู้เขียนเกมนี้ไม่ใช่เกมที่ไม่ดีเลย มันเป็นเกมที่ดีมาก ๆ เกมหนึ่ง ระบบการต่อสู้เกมนี้ออกแบบมาได้ดีมาก ศัตรูมีแทคติกชัดเจน มีการวางแผนเข้าจู่โจมไม่เข้าจู่โจมในกลุ่มศัตรู แต่ก็น่าเสียดายที่เกมขายได้ค่อนข้างน้อยมากตอนเปิดตัวใหม่ ๆ สตูดิโอที่ทำเกมนี้เลยปลดพนักงานพร้อมแยกย้าย EA ก็เลยลอยแพเกมนี้อย่างไว ถือเป็นการปิดตำนานไปอย่าง งง ๆ

 

 

4.The Saboteur

 

นี่ถือเป็นเกมสุดท้ายสั่งตายของ Pandemic Studio สตูดิโอที่ผ่านงานมาอย่างโชกโชนตั้งแต่ปี 1998 แต่ยังไม่ทันได้สั่งตาย สตูดิโอนี้ก็โดน EA สั่งประหารไปก่อนเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกมนี้วางขายหลังสตูดิโอโดนปิดแค่แว๊บเดียวเท่านั้น ซึ่ง The Saboteur ยังทำได้ยอดเยี่ยมตรงคอนเซปของผู้สร้าง คือ “กล้า บ้าเลือด ดีเดือด _ูถึงทำ” ก็เลยส่งผลให้เกมขายไม่ออกเหมือนเกมก่อนหน้าของสตูดิโอนี้ไปตามระเบียบ (ฮา) ว่ากันตามตรง Saboteur เป็นเกมที่มีไอเดียที่ดี แต่มันดีแค่ไอเดียที่มีเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้มันเป็นเกือบทุกเกมที่ออกมาจากสตูนี้ คือพื้นฐานระบบไม่ดี แต่ยังค้นหาไอเดียใหม่ ๆ มาใช้ มันก็เลยนำพาความไม่สมดุลย์มาให้เกม เบื้องต้นผู้เล่นอาจจะรู้สึกว่ามันเจ๋ง อยากเล่น แต่พอเล่นไปได้ซัก 2 ชั่วโมง ความอยากก็หายไปแล้ว ซึ่งนี่เป็นจุดสำคัญที่เกมนี้โดนฝังไปพร้อมกับสตูดิโอตามระเบียบ

 

 

5.The Evil Within 2

 

หลายคนอาจจะคิดในใจว่า “จริงจังหรือเปล่า” ใช่ครับ จริงจัง เกมนักสืบเมาเหล้าภาคต่อเกมนี้มียอดขายที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หากเทียบกับภาคแรก ทั้ง ๆ ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างยอดเยี่ยม เกมรักษาสมดุลย์ระหว่างเนื้อเรื่องกับความเป็น Open World ได้ดีมาก ซึ่งเทพ XTER ของเราก็อวยเกมนี้เหมือนกันว่ามันคืออนาคตของเกมแนวสยองขวัญ แต่ด้วยความจริงที่ว่าผู้เล่นสมัยนี้นิยมที่จะ “ดูมากกว่าเล่น” เกมนี้เลยไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับผู้เล่นเท่าไหร่นัก เนื่องจากเนื้อหาที่เป็นเส้นตรง ประกอบกับมันเป็นเกมประเภทสยองขวัญ ซึ่งเกมแบบนี้ไม่ใช่เป็นประเภทที่ใครจะเล่นก็ได้ ต้องเป็นคนที่เล่นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ทรมานตัวเอง หรือไม่ก็พวกชอบทรมานตัวเองไปเลยถึงจะเล่นเกมนี้ได้สนุก ด้วยเหตุผลนั้นทำให้เกมนี้มียอดขายเพียงสองแสนชุดเท่านั้น (ใน Steam)

 

 

เกมพวกนี้อาจจะไม่ถึงขั้นว่าล้มเหลวซะทีเดียว ยอดขายยังขึ้นหลักแสนเกือบทั้งหมด แต่ถ้าหากเรานำยอดขายของเกมสมัยนี้ไปเทียบกับเกมสมัยก่อน บอกเลยว่าคงเทียบกันไม่ติด เพราะยุคนี้เราสามารถหาช่องที่เล่นเกมให้เราดู ให้เราทราบเนื้อหาได้โดยที่ไม่ต้องเล่นเอง และมีอีกหลากหลายวิธีที่จะทราบเนื้อหาของเกมเหล่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องลงมือเล่นเอง ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกม Single Player มาก ๆ เพราะผู้เขียนไม่มีเพื่อน แต่ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการทำเกมเล่นคนเดียวในสมัยนี้มันหาเลี้ยงปากท้องได้ยากแล้ว ถ้าผู้อ่านท่านใดมีความคิดที่แตกต่างจากนี้หรือคิดว่ามีอะไรน่าสนใจ สามารถคอมเมนต์คุยกันด้านล่างโพสต์ได้เลย !!

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close