ทำไม Civilization จึงเป็นเกมที่ผมไม่กล้าเล่น ?

civilization

เชื่อว่าในชีวิตของการเล่นเกม น่าจะมีสักเกมสองเกมที่พวกเราทุกคนไม่กล้าหยิบมาเล่น จะด้วยเหตุผลที่ว่ากลัว ไม่ชอบไม่ใช่แนว หรืออะไรอีกสารพัด แต่ก็มีเกมบางเกมที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่กล้าหยิบมาเล่นเพราะกลัวติดจนไม่เป็นอันทำอะไร และสำหรับตัวของผมผู้เขียนบทความนี้ไม่กล้าหยิบมาเล่นอีกจนทุกวันนี้ก็คือเกมซีรีส์ Civilization นั่นเอง

ออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเองนั้นไม่ได้ใคร่หรือโปรดปรานในเกมแนววางแผนมากนัก โดยจะชื่นชอบเกมต่อสู้ แอคขั่นตูมตาม หรือโลกเปิดกว้างอิสระเสียมากกว่า เกมวางแผนที่เล่นในชีวิตนี้เรียกว่านับเกมได้ แถมเล่นไม่เก่งเสียด้วย แป๊บ ๆ ก็เลิกเล่นไปทำอย่างอื่นแทน เรียกว่าเป็นคนที่มีความอดทนกับเกมแนวนี้น้อยมาก ไม่อย่างนั้นก็จะใช้สูตรโกงเล่นให้มันจบ ๆ ไปเลยดีกว่า

จนวันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปอ่านบทความของ Future Gamer เล่มเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วที่เขียนโดยพี่ Gamemaniac ที่เขาได้พูดถึงเกมวางแผนแบบผลัดตากันเดินที่ชื่อว่า Civilization ซึ่งเขาเล่าให้ฟังอย่างออกรสว่า เกมนี้ทำให้เขายินยอมขังตัวเองอยู่ในบ้านเป็นเวลาร่วมเดือนเพื่อพิชิตเกมระดับง่ายที่สุดของเกม !

อ่านดูแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า เฮ้ย มันจะเป็นไปได้เหรอ กับเกมวางแผนที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีอะไรเลยเนี่ยนะ มันจะสนุกขนาดที่ว่าคนเรามันจะยอมขังตัวเองอยู่ในบ้านเพื่อเล่นเกมนี้เกมเดียวได้เป็นเดือนเชียวเหรอ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ได้แต่คิดขำ ๆ และแทบจะลืมไปในทันที

จนวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสโตขึ้น มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้นและกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อเกมด้วยตัวเองบ้างแล้ว ก็นึกถึงบทความที่ว่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับที่ Steam Sales ในช่วงนั้นลดราคาเกม Civilization IV พอดี จึงเจียดเงินซื้อตัว Complete มาลองเสียหน่อย

และก็พบว่าพลาดซะแล้ว…(ฮา)

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด พลาดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเสียดายเงินหรืออย่างไร แต่พลาดที่เราดันไปรู้จักกับสุดยอดเกมในอุดมคติที่ทำให้ตัวของเราเองดำดิ่งไปกับมันได้โดยง่าย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีความชอบในเกมการเล่นแนววางแผนเลยแม้แต่น้อย และมันก็เล่นได้เพลินมากเสียด้วย

ถ้าจะให้ไล่เรียงสาเหตุที่ทำให้ติด อย่างแรกเลยคือความ “อิน” ของเกม เราที่ได้รับบทเป็นมหาอำนาจของประเทศแห่งหนึ่งในโลก มีความทะเยอทะยานที่จะพิชิตโลกไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่ว่าจะสงคราม ใช้วิทยาศาสตร์ หรือได้รับโหวตให้เป็นประเทศผู้นำของโลก และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัด การที่เราได้เผชิญหน้ากับพวกคนเถื่อนหรือนักปกครองที่เราเหม็นขี้หน้าและจัดการมันซะก็เป็นอะไรที่ชวนให้อินไปกับเกมได้ไม่ยาก

เรื่องต่อมาที่น่าจะสำคัญที่สุดก็คือความเพลิดเพลิน ตัวเกมมีการบอกชัดเจนว่าในแต่ละเทิร์นเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าวิจัยอันนี้ เราก็จะได้ของอันนู้น สร้างไอ้นี่แล้วเมืองเราจะเจริญและขยายตัวมากขึ้น หรือจะติดต่อทางการทูตกับฝ่ายไหนอย่างไรให้เราได้เปรียบมากที่สุด คือถ้าเป็นช่วงต้นเกมแล้ว ในเทิร์นหนึ่งเราจะยังทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่พอผ่านไปเป็นหลักสิบหรือร้อยเทิร์น สิ่งที่ต้องคิดในหนึ่งเทิร์นนั้นจะมีความสำคัญมากขึ้น จนกลายเป็นประโยคทองคำที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่างคำว่า “One More Turn” หรือขออีกตากันไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ

อย่างสุดท้ายที่น่าจะเป็นสาเหตุส่วนตัวของผู้เขียนเองก็คือการเสพรายละเอียดของเกมที่มีอยู่มากมาย เพราะส่วนตัวผู้เขียนนั้นเป็นคนชอบอ่านประวัติศาสตร์ของโลกไม่ว่าจะทั้งแบบปกติหรือพงศาวดาร และ Civilization ก็มีข้อมูลเหล่านี้มาให้อ่านกันยาว ๆ แบบลืมโลก ไปเสริมกับความ “อิน” ที่มีการเล่นแบบ “เพลิดเพลิน” ก็ทำให้ผู้เขียนสามารถจมอยู่ในโลกของเกมนี้อย่างยาวนานได้เลย

ทั้งสามองค์ประกอบนี้ถือเป็นองค์ประกอบที่ผู้เขียนมองว่า Civilization นั้นทำออกมาได้ดีมาตลอด แม้ผู้เล่นจะไม่ได้รู้สึกรักใคร่ชื่นชอบในเกมวางแผนแบบผลัดตากันเดินก็ตาม แต่ด้วยการที่ตัวเกมมีการออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม มีการบอกความคืบหน้าของเกมชัดเจนว่าใครทำอะไรไปบ้างแล้ว มันก็เลยทำให้ประโยคทองอย่าง One More Turn นั้นชัดเจนขึ้นมาก

และมันก็เลยมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นมา ตัวอย่างเช่น “อา… ตาหน้าก็พอแล้วนะ เริ่มง่วงแล้ว” แต่ตานั้นปรากฏว่าเราวิจัยได้เทคโนโลยีอันสุดยอดที่สามารถนำไปใช้สร้างยูนิตหรือสิ่งก่อสร้างใหม่ได้ทันที และคำว่าตาหน้าก็พอแล้วก็กลายเป็นอีกหนึ่งชั่วโมงก็พอแล้ว ยืดยาวไปเรื่อย ๆ จนเวลาในชีวิตหายไปแล้วร่วมสิบชั่วโมงนั่นเอง

และเพราะเหตุนี้ Civilization จึงเป็นเกมที่ถ้าผู้เขียนเลือกได้ ก็จะไม่ไปแตะต้องมันเด็ดขาด ไม่ใช่ว่ามันห่วยหรืออย่างไร แต่เพราะกลัวเลิกเล่นไม่ได้ จนทำให้ต้องเสียงานเสียการนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่เกมแนว Turn Base ที่จะเซฟหรือเลิกเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ก็เถอะ แต่ความเย้ายวนของคำว่าขออีกตานั้นก็ทำให้เราเลิกมันได้ยากนั่นเอง

ท้ายที่สุด Civilization ก็เป็นเกมที่ผู้เขียนจับมันยัดเข้าโหลดองเกมไปแบบไม่มีกำหนด ซึ่งขนาดภาคล่าสุดนั้นแม้จะมีความซับซ้อนที่ลดลงมาพอตัวจนหลายคนน่าจะเริ่มจับต้องกันได้ก็ต้องเก็บไปดองเช่นกัน แต่ถ้าหากมีเวลาในชีวิตเหลือเฟือ และไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆ ในช่วงวันหยุดยาว Civilization ก็ถือเป็นเกมที่น่าหยิบมาเล่นเพื่อให้วันหยุดของคุณมีสีสันมากขึ้น

ก็ลองคิดดูละกันว่าการได้เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของโลกที่เราคือมหาตมะ คานธี ที่กลายเป็นผู้นำของโลกแบบเผด็จการ ไม่พอใจใครก็เอากองกำลังเข้าไปยึด หรือยิงนิวเคลียร์ใส่หลังคาบ้านของโอดะ โนบุนากะที่เราไม่ชอบขี้หน้ามานานนั้นมันฟินแค่ไหน หรือจะเดินทางสายวิทยาศาสตร์ไม่ยุ่งกับใคร แล้ววิจัยสร้างจรวดไปดวงจันทร์ก่อนใครก็สนุกไม่แพ้กันเหมือนกัน มันคือเกมที่สร้างความเป็นได้มากมาย มากเสียจนกลัวว่าจะกลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันไม่ได้เลย

แต่ใครที่ติดเกมนี้กันอยู่แล้ว ผู้เขียนก็อยากจะบอกว่า อย่าเล่นกันจนลืมวันลืมคืนจนละเลยสิ่งสำคัญในชีวิตกันไปนะครับ เพราะยังมีอะไรที่สำคัญไม่แพ้เกมสนุก ๆ ที่เราได้เล่นผ่านหน้าจออยู่อีกเพียบในโลกด้านนอกจอมอนิเตอร์ รอให้เราไปสัมผัสกันจริง ๆ อยู่อีกมากมายเหลือเกินครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง