Review: Amnesia: A Machine For Pigs

amnesia feature image

เจ้าของต้นตำหรับ ผู้ปั่นกระแสเกมสยองขวัญ กลับมาอีกครั้งในรูปของเครื่องจักรเชือดหมู มันจะสามารถเชือดใจแฟนๆ ได้ดั่งครั้งที่ผ่านมาหรือใหม่ ติดตามได้จากที่นี่

Video Review: Amnesia: A Machine For Pigs

 

 

 

Story

 

คุณได้รับบทเป็น ออสวอลด์ แมนดัส เจ้าของคฤหาสน์ และกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในลอนดอน แมนดัส ตื่นขึ้นมาในห้องนอน พร้อมกับได้ยินเสียงเรียกหาของลูกๆ เขาพบว่าบรรยากาศในบ้านอึมครึมและผิดปกติอย่างมาก แมนดัส จึงเริ่มออกตามหาลูกชายฝาแฝดของเขา จากนั้นไม่นาน แมนดัส ได้รับโทรศัพท์จากบุรุษลึกลับ ให้ช่วยซ่อมแซม ’ เครื่องจักร ’  บางอย่างที่อยู่ใต้พื้นดิน เขายังบอกอีกว่า ลูกๆ ของ แมนดัส ถูกกักขังอยู่ที่นี่ แมนดัส จึงไม่รอช้า รีบรุดไปยัง ‘ เครื่องจักร ‘ ดังกล่าวทันที

 

Amnesia 1

 

 

แม้ Amnesia: A  Machine For Pigs จะเปลี่ยนมือจากทีมพัฒนาเดิมที่ทำ Amnesia:  The Dark Descent แต่เนื้อเรื่องของ A Machine For Pigs ก็ยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ของ Amnesia โดยผู้เล่น จะถูกรบเร้าจากสิ่งต่างๆ ที่ตัวละครเอก จะจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรเอาไว้ ก่อนที่เรื่องราวจะค่อยๆ ตามเฉลยออกมาในภายหลัง  ซึ่งค่อนข้างจะเข้มข้น และดึงดูดให้ติดตามได้ พอๆ กับภาคแรก หากแต่ว่า เนื้อเรื่องในภาคนี้ ค่อนข้างจะคาดเดาได้ง่ายเกินไปหน่อย ต่างกับการใส่ปมเรื่องราวต่างๆ อย่างมีชั้นเชิงในภาคแรก  และแม้เรื่องราวในเกมจะมีความน่าติดตามพอตัว แต่ในช่วงแรกๆ ตัวเกมกลับโหมโรงเปิดเรื่องอย่างเชื่องช้า  ชวนให้ละความสนใจไปไม่น้อยเลย

 

Presentation

 

รูปแบบการนำเสนอของ Amnesia: A Machine For Pigs จะต่างจาก The Dark Descent ไปมาก เพราะบรรยากาศภายในเกม ถูกเปลี่ยนจากปราสาทยุคโบราณในช่วงศตวรรษที่ 19 มาสู่ภาพของยุค ริเริ่มเครื่องจักรไอน้ำ ในช่วงปลายศตวรรษเดียวกัน ตลอดการเล่น จะเป็นการสัมผัสกับระบบเครื่องจักรต่างๆ ในยุคนั้น ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีเอกลักษณ์  ช่วยเสริมความน่ากลัวของภัยมืดที่ซ้อนตัวอยู่ตามซอกมุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเกมยังมีการเล่นกับฉากที่เปลี่ยนแปลงในเสี้ยววินาที เช่นบางครั้ง ผู้เล่นอาจจะเดินเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง แล้วทางเดินที่มานั้น กลับกลายเป็นกำแพงไปในทันทีเมื่อกลับหลังหัน  ก็ทำเอาคนเล่น ตั้งหลักกันแทบไม่ทัน

แต่ Amnesia: A Machine For Pigs กลับต้องมาตกม้าตายด้วยองค์ประกอบง่ายๆ เช่นการละทิ้ง เอกลักษณ์ความน่ากลัวของภาคแรกไป ที่เป็นการสร้างความน่ากลัวของศัตรู และความบอบบางของตัวผู้เล่น ที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้   แต่กลับแทนที่ด้วยการใช้สคริปท์ตกใจเสียงดังแบบเกมสยองขวัญอื่นๆ ซึ่งน่าเสียดายอย่างมาก ที่ทีมพัฒนาใหม่ ได้หลงลืมเพชรในมือของตัวเอง  จะมีไม่กี่จังหวะ ที่ผู้เล่นจะได้รู้สึกถึงความน่ากลัวในแบบ Amnesia: The Dark Descent ก็ขอบอกได้เลยว่า ตลอดทั้งเกม มันมีอารมณ์ให้สัมผัสแบบนั้น รวมกันแล้วยังไม่ถึงนาทีเลย

Amnesia 2

 

 

อีกประการหนึ่ง คือความไม่สร้างสรรค์ของปริศนาผ่านฉากในเกม ที่เป็นเส้นตรงแบบสุดๆ ไม่มีการให้คาดเดาอะไรมากมายแบบ The Dark Descent  และหากจะให้ผมอธิบายว่า แล้วใน The Dark Descent  มันทำดีขนาดไหนกันเชียว ? ผมจะเล่าให้ฟังสำหรับคนที่ไม่เคย(หรือไม่กล้า) สัมผัสกับภาคแรกได้จนจบแล้วกันครับ  ในฉากหนึ่งของ Amnesia: The Dark Descent ผู้เล่นจะต้องหาสารประกอบต่างๆ ในการผสมสารเคมีชนิดหนึ่ง แต่ในสูตรผสมนั้น กลับมีส่วนผสมชนิดหนึ่ง ที่บอกว่า ‘ มันไม่ได้มีอยู่ ในโลกนี้ ’ โดยไม่มีคำบอกใบ้ใดๆ อีก ซึ่งภารกิจนี้ ผู้เล่นอาจจะข้ามไป ไม่ทำก็ได้ เกมจะไม่บังคับแต่อย่างใด แต่หากว่าผู้เล่นเลือกที่จะทำ ก็จะต้องขบคิดถึงความเป็นไปได้ของส่วนประกอบที่ว่า โดยสภาพแวดล้อมในตอนนั้น จะมีบ่อน้ำที่มีเสียงของปีศาจกรีดร้องอยู่เบื้องล่าง และในห้องถัดไป คือคุกใต้ดิน ที่มีเนื้อน่องแกะ วางอยู่บนโต๊ะผู้คุม ผู้เล่นจะต้องนำเนื้อน่องแกะนี้ มามัดไว้แทนถังตักน้ำ และหมุนรอก ส่งมันลงไปให้กับปีศาจ เมื่อมันทึ้งจนหนำใจ ผู้เล่นจะต้องดึงมันกลับขึ้นมา เผื่อเก็บของเหลวบนเศษกระดูก ที่มัน ‘ ไม่ได้มีอยู่ ในโลกนี้ ‘ มานั่นเอง โดยการแก้ปริศนานี้ จะเกิดขึ้นจากเซ้นส์ของผู้เล่นเอง ไม่มีการแนะนำอะไรจากเกมแต่อย่างใด ซึ่งมันทำให้ผู้เล่นรู้สึกโล่งอก และภูมิใจอย่างแท้จริง กับการผ่านปริศนาต่างๆ

 

Amnesia 3

 

กลับมามองที่ Amnesia: A Machine For Pigs ปริศนาต่างๆ  ถูกออกแบบมาชนิด ‘ สำหรับหมู ‘ สมชื่อเกมโดยแท้ เช่นการเดินไปสับสวิทช์ การหยิบสิ่งหนึ่ง ไปใส่ไว้ในอีกที่หนึ่ง ซึ่งคำใบ้ในกระดาษโน๊ตต่างๆ ก็แทบจะเฉลยอยู่แล้ว จนบางครั้ง ที่ผมเล่นไป ไม่ได้อ่านอะไรเลย แต่กลับหยิบฟันเฟืองชิ้นหนึ่งมาด้วยความสงสัย และใส่มันเข้าไปอย่างถูกต้องในที่ของมันโดยบังเอิญ  แสดงให้เห็นถึงการออกแบบปริศนาต่างๆ ที่ตรงไปตรงมา ขาดเอกลักษณ์เดิมอย่างมาก และที่ยิ่งเจ็บใจที่สุดคือ หากใครคิดว่าเวลา 4-5 ชั่วโมงของ Outlast นั้น สั้นมากแล้ว Amnesia: A Machine For Pigs  ชนะขาดลอย ด้วยการที่ผม สามารถจบเกมได้จากการเล่นครั้งแรก ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง !!

 

 

 

 Gameplay

 

หากใครเคยเล่น Amnesia: The Dark Descent  มาก่อน ก็สามารถที่จะเล่น A Machine For Pigs ได้คล่องทันที เพราะระบบเกมและการควบคุมยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผู้เล่นยังคงต้องแอบอาศัยความมืด ในการลบหลีกศัตรู และโกยให้ไว้ที่สุดเมื่อถูกพบตัว ตะเกียงส่องทาง เพื่อนแท้ตลอดเกมของคุณ จะให้แสงเป็นไฟฉายส่องตรงหน้า แทนการให้แสงเป็นวงกว้าง ในแบบตะเกียงจุดไฟ  ซึ่งโดยรวมแล้ว เกมการเล่นของ A Machine For Pigs ก็ไมได้มีอะไรแปลกใหม่เลย และยิ่งจะแย่ลงไปกว่าเดิมเสียอีก ด้วยการที่เกม ถูกปรับให้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เช่นการที่ตะเกียงส่องทางของคุณ มีน้ำมันให้ใช้ได้ไม่จำกัด สามารถเปิดใช้ได้เรื่อยเปื่อย ไม่ต้องกลัวอะไรอีก,  ระบบค่าสติสัมปชัญญะ ถูกตัดทิ้งไป ทำให้ผู้เล่นสามารถมองศัตรู หรือ อยู่ในความมืดได้สบาย โดยไม่สติแตก, พลังชีวิตถูกเปลี่ยนให้เป็นระบบ Regeneration แบบเกมทั่วไป ไม่ต้องวิ่งหายารักษาเวลาบาดเจ้บอีกแล้ว, ระบบช่อง Inventory ถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด ทำให้ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องออกสำรวจเพื่อเก็บของอีกแล้ว เพราะไม่มีอะไรที่ผู้เล่นจะสามารถเก็บได้เลย รวมไปถึงพวก Tinder Box ที่ใช้ในการจุดไฟตามที่ต่างๆ แบบในภาคแรก ซึ่งก็คงไม่จำเป็นเสียแล้ว เพราะตัวเอก สามารถอยู่ในความมืดได้ โดยไม่เป็นอะไรอีกแล้ว

 

Amnesia 4

 

สำหรับคนขวัญอ่อน หรือผู้เล่นมือใหม่ ก็อาจจะชอบความเปลี่ยนแปลงนี้ คล้ายๆ กับที่บางคน ชอบ สก๊อต อีซี่ เพราะมันเล่นง่าย อีซี่ๆ  โนว์ ซีเรียส แบบภาคแรก แต่สำหรับผม มันเป็นการก้าวผิดอย่างมหันต์ครับ เพราะทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามา มันคือเกมการเล่น ที่ทำให้ Amnesia โดดเด่น แตกต่างจากเกมอื่นทั้งสิ้น ระบบค่าสติสัมปชัญญะในภาคแรก จะสร้างความตื่นตัวให้กับผู้เล่น และตระหนักว่า ตัวเอกไม่ได้มีเพียงร่างกายที่อ่อนแอ แต่ยังมีจิตใจเหมือนคนทั่วไป ที่ไม่อาจจะต้านทานแรงคุกคามจากสิ่งเหนือธรรมชาติได้  การตัดระบบ Inventory หรือ ช่องเก็บของทิ้งไป ทำให้เกมขาดมิติของการเก็บรวบรวมไอเทมตามที่ต่างๆ มาใช้ขบคิดในการหางทางแก้ปริศนา รวมทั้งแรงจูงใจในการรวบรวมความกล้า เพื่อเดินเข้าไปสำรวจมุมมืด ที่อาจมีภัยร้ายซ่อนอยู่ เพื่อแลกมาด้วยทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมันตะเกียง, ยาฟื้นพลังชีวิต หรือ Tinder Box จุดไฟ ก็ไม่มีอีกแล้ว และการที่พลังชีวิตผู้เล่น สามารถฟื้นเองได้ ก็ทำให้ความรู้สึกที่จะต้องถนุถนอมตัวผู้เล่น หายไป โดยคราวนี้ ผู้เล่นอาจจะกระโดดลงมาจากบันได ลงมาที่พื้นข้างล่างเลยก็ได้ ถ้าขี้เกียจจะไต่ลงมา เพราะถึงจะบาดเจ็บ อย่างไรเสีย พลังชีวิตก็ฟื้นเองอยู่แล้ว  ซึ่งการทิ้งเอกลักษณ์ของตัวเอง แล้วหันไปใช้รูปแบบการเล่นที่ธรรมดาดาษดื่นอย่างนี้ ก็ไม่เข้าใจว่า ทีมพัฒนาเก่าไม่ได้สั่งสอนเด็กใหม่ของเขาบ้างเลยหรือยังไงกันนะ ?

 

Amnesia 5

 

แต่ถึงจะอย่างนั้น Amnesia: A Machine For Pigs ก็ยังมีบางฉาก ของการเผชิญหน้ากับศัตรู ที่ทำได้ระทึกใจ และน่ากลัวอยู่บ้าง ซึ่งเห็นแล้วก็ชวนให้สงสัยว่า… ทำดีๆ ก็ทำได้ แล้วทำไมไม่ทำบ่อยๆ นะ เพราะการเผชิญหน้ากับศัตรู บางครั้ง ศัตรูก็หายไปจากเกมเฉยๆ เมื่อเราวิ่งหนีมันพ้น แล้วลองเดินกลับมาที่เดิม

 

 

Performance

 

Amnesia: A Machine For Pigs ยังคงโลดแล่นบนเอนจิ้นตัวเดิมที่ไม่กินเสปคเครื่อง และให้ภาพที่สวยงามในระดับพอใช้ แต่ที่น่าประทับใจ และระบบเสียงของ A Machine For Pigs  ก็ยังคงโดดเด่นเช่นเดิม ด้วยเสียงของสภาพแวดล้อมรอบตัว, เพลงประกอบ และเสียงโหยหวนของง ’ บางสิ่ง ‘ ก็ทำให้ผู้เล่น ขนลุกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เหมาะแก่การใส่หูฟังตัวแจ่มๆ ระหว่างเล่น แต่ในบางครั้ง เกมก็จะมีปัญหาภาพกระตุกระหว่างเล่น ที่ดูจะเหมือนเป็นการโหลดฉากผ่านพื้นที่ต่างๆ ซึ่งไม่น่าจะมีให้เห็น กับเกมที่ไม่ได้มีกราฟฟิคระดับ high-end อย่างเกมนี้

Amnesia 6

 

Verdict

Amnesia: A Machine For Pigs ไม่อาจเทียบได้เลย กับความยอดเยี่ยม และความน่ากลัวสุดขีดของ Amnesia: The Dark Descent  แถมตัวเกมยังสั้นกระชับเหลือกำลัง ซึ่งหากใครที่คิดจะลองหามาเล่น ให้พยายามคิดซะว่า มันคือการชมภาพยนต์สยองขวัญแนวจิตวิทยาที่สนุกพอใช้ ไม่ใช่เกมสยองขวัญอันยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา

 

Story  7/10

Presentation  5/10

Gameplay  3/10

Performance  7/10

 

Good

–          เนื้อเรื่อง ยังมีกลิ่นอายเดิม ของความเป็น Amnesia

–          โลกของเกม ออกแบบได้มีเอกลักษณ์

–          จังหวะเปลี่ยนฉากกระทันหัน เข้าใจคิด และน่ากลัว

–          ระบบเสียงยอดเยี่ยม

 

Bad

–          โหมโรงเปิดเรื่อง อืดอาดยืดยาดในช่วงแรก

–          ทิ้งเอกลักษณ์ความน่ากลัวของภาคแรกไป แล้วหันไปใช้มุขตกใจธรรมดาแบบเกมอื่นๆ

–          ปริศนาในเกม ขาดความคิดสร้างสรรค์

–          เกมสั้นมาก จนแทบไม่คุ้มเงิน

–          เกมการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ ถูกตัดทิ้งหายไปหมด

–          ปัญหาเกมกระตุกที่ไม่น่าจะมี

 

Verdict 5.5 / 10

 

 

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close