Review: Dragon Quest XI

Dragon Quest XI

หากจะพูดถึงซีรี่ส์ RPG ฝั่งญี่ปุ่นในตำนานที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม หลาย ๆ คนน่าจะนึกออกอยู่สองชื่อ นั่นก็คือ Final Fantasy และ Dragon Quest ในอดีตสองเกมนี้เป็นเกม RPG สไตล์ใกล้เคียงกันที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี โดยใครจะรู้ว่าในอีกไม่กี่ปีบริษัทของทั้งสองจะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน ทำให้ตำนานศัตรูคู่แค้นต้องกลายมาเป็นเพื่อนรักกันจนถึงทุกวันนี้

Final Fantasy ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ภาคที่ออกมาเพราะเนื้อหาที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย แต่ Dragon Quest ที่เน้นขายอารมณ์เก่า ๆ กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมตามเพื่อนเท่าไหร่นัก หลายคนบอกว่ามันเข้าถึงยาก มันไม่พัฒนา หลังจบภาค VIII บน PS2 ทีมงานเลยต้องกลับไปทำการบ้าน แถมยังต้องเปลี่ยนธีมของเกมอยู่หลายครั้ง ครั้งแรกก็เปลี่ยนจากคอนโซลเครื่องหลัก เว้นระยะเวลากว่า 5 ปีเพื่อมาลงบนเครื่องพกพาของนินเทนโด้ (Dragon Quest IX) ส่วนครั้งที่สองก็เปลี่ยนจากเกมเล่นคนเดียวเป็นเกมออนไลน์เพื่อหวังได้รับความนิยมเหมือน FF บ้าง แต่ด้วยอะไร ๆ ที่ไม่พร้อมในขณะนั้น ทำให้ Dragon Quest ถูกลืมเลือนไป

ปี 2017 นี้คือการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของ Dragon Quest หลังจากหลุดวิถีของตัวเองเพื่อผลักดันให้ซีรี่ส์กลายเป็นสากลอยู่นาน Dragon Quest XI เป็นภาคที่นำความรู้สึกเดิม ๆ ของความเป็น “ผู้กล้า” กลับมา พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งใหม่จากรากฐานเดิมที่เคยก่อไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

เนื้อหาดั้งเดิม แต่พัฒนาให้ทันสมัยขึ้น

เนื้อหาของ Dragon Quest เกือบทุกภาค เราจะได้เล่นเป็น “ผู้กล้า” ที่ได้รับพลังมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บังเอิญบ้าง ถูกแต่งตั้งบ้าง แต่ภาคนี้เราจะถูกกำหนดให้เป็นผู้กล้าแห่งแสงมาตั้งแต่เกิด เนื้อเรื่องในช่วงแรกจะค่อนข้างคล้ายกับเกมภาคก่อน ๆ ตรงที่ NPC เกือบทุกตัวดูเป็นมิตรไปหมด ทำให้โทนของเนื้อเรื่องในช่วงแรกเป็นโทนที่ทำให้เรา “อยากผจญภัย” ตามตัวละครในเกม แต่เมื่อเราเดินออกนอกหมู่บ้านเมื่อไหร่ เราจะได้รู้ความจริงทันทีว่าไอ้ใส ๆ ที่เราเห็นตอนเริ่มเกม “มันไม่มีอยู่จริง” ตรงนี้มันเหมือนการล้อตัวเองกลาย ๆ ว่าเนื้อหาของ Dragon Quest มันสดใสมากจนเกินไป ต่างจาก Final Fantasy ที่หยิบทุกอย่างมาเล่นได้แม้แต่โรคจิตเภทใน FF7

เมื่อคุณสัมผัสมันไปเรื่อย ๆ จะรู้ว่าเนื้อหาในภาคนี้ใช้ธีมคล้าย ๆ กับภาคที่ผ่านมา แต่มันถูก “พัฒนา” ให้ดูทันสมัยขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งการเล่นจังหวะ การหักมุม การไล่กราฟต์อารมณ์ที่ทำให้ตื่นเต้น แต่ก็ยังได้อรรถรสจากความเป็น Dragon Quest จากตัวเอกที่ดูซื่อ ๆ อยู่ทุกครั้งที่สัมผัส

Dragon Quest XI

ระบบต่อสู้ร่วมสมัย เล่นให้ยากก็ได้ เล่นผ่อนคลายก็ดี

อย่างที่ทุก ๆ ท่านทราบดี เกม RPG ในสมัยก่อนขึ้นชื่อเรื่องความยาก โดยเฉพาะสองซีรี่ส์นี้ที่ยากแบบเอาเรื่อง ความยากของ FF จะอยู่ที่จังหวะของเกมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วจนเราตามไม่ทัน พูดง่าย ๆ คือเนื้อเรื่องมันไหลลื่นมากจนไม่รู้จะหาเวลาไหนไปฟาร์ม พอลืมฟาร์มก็โดนบอสฆ่าตาย ส่วนของ DQ มันจะยากเรื่องปริศนากับมอนสเตอร์ที่เดารูปแบบได้ค่อนข้างยาก ถ้าไม่เตรียมพร้อมหรือวางแผนดี ๆ ก็ตี้ล่มได้ตั้งแต่เทิร์นแรกเลยทีเดียว ในภาคนี้ปรับเอาความยากแบบนั้นออกไปเลย เพราะในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ผู้ชายที่นั่งเล่นเกมอีกแล้ว เรายังมีเด็ก และผู้หญิงที่อยากสัมผัสของพวกนี้เหมือนกัน ทำให้ในภาคนี้เขาใส่ระบบ Tactics เข้ามา โดยมันจะเป็นชุดคำสั่งที่เมื่อคุณกดแล้ว ตัวละครก็จะคำนวณคำสั่งแล้วเล่นของมันเองโดยที่เราไม่ต้องคิดอะไร

แต่เห็นแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะออโต้ทั้งเกมได้ เมื่อคุณเล่นไปถึงกลางเกมปลาย ๆ คุณจะพบว่ามอนสเตอร์เริ่มมีความยากในแบบแปลก ๆ ยกตัวอย่างเช่น Metal Slime ที่คุณบวกกันมันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะตีมันโดนยากมาก คุณก็ต้องหากลยุทธ์อื่น ๆ มาใช้ในการพิชิตมัน Boss ก็เป็นอีกประเภทที่คุณไม่สามารถ Auto ได้เลยไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ตาม

Dragon Quest XI

ระบบพัฒนาตัวละคร ที่ทำให้คุณค่าในการเล่นเพิ่มขึ้น

ปกติการฟาร์มในเกม RPG เกิดขึ้นเพราะเราต้องการเงินกับเลเวล เรามักจะฟาร์มให้ได้สิ่งที่เราต้องการแล้วเราก็จะจากไปอย่างรวดเร็ว แต่ใน DQ มอนสเตอร์จะมีการดรอปวัตถุดิบแปลก ๆ ออกมาด้วย ซึ่งเราต้องเอาไอ้เจ้าพวกนี้ไปใช้ในระบบ Crafting เพื่อสร้างไอเท็มระดับสูง เห็นแบบนี้ทุกคนอาจจะสงสัยว่ามีร้านค้าตามเมืองแล้วเราจะคราฟต์เองไปทำไม อธิบายก่อนว่าใน DQ XI คุณสามารถซื้อไอเท็มตามร้านค้าได้ แต่การสร้างไอเท็มจะให้สเตตัสที่ดีกว่ากันมากถึงมากที่สุด แถมไอเท็มระดับสูงยังได้จากการคราฟต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นการฟาร์มของคุณในเกมนี้มันมีค่ามากกว่าการเก็บ EXP แน่นอน

ในส่วนของระบบพัฒนาตัวละคร ในภาคนี้จะใช้ระบบการอัปเกรดสกิลที่เป็นแผนผัง โดยแต่ละตัวละครจะมีผังแยกตามสายของตัวเอง ในผังมีทั้ง Passive และ Active Skill ที่เมื่อคุณอัปเกรดแล้วสามารถนำมาใช้งานได้เลย ทำให้ความหลากหลายของเกมสูงขึ้นกว่า RPG เกมอื่นเอามาก ๆ

ส่วนประกอบแปลก ๆ ที่ลงตัว

ในภาคนี้ทีมงานได้ใส่อะไรแปลก ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เราสามารถดูความทรงจำของเหตุการณ์ได้ผ่านต้นไม้ที่บันทึกไว้ เหตุการณ์พวกนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เราจะมาถึง โดยมันจะช่วยเราไขปริศนาได้ในบางจังหวะ ภาคนี้มีแคมป์ไฟที่ช่วยให้เราสามารถนอนฟรีได้โดยไม่ต้องเข้าโรงเตี๊ยม ความฮาของมันคือเมื่อเรากางแคมป์เมื่อไหร่ จะมีโต๊ะคราฟต์ หุ่นนางฟ้า (เอาไว้เซฟ) และคนขายของโผล่มาเสมอ ไอ้สองอย่างแรกอ่ะเข้าใจเพราะมันตั้งอยู่แล้ว แต่คนขายของนี่พี่มาจากไหน (ฮา) แต่อันนี้ยังไม่พีค ที่ผู้เขียนชอบที่สุดคือเราสามารถแต่งงานได้ด้วย !! (แต่งทั้ง ๆ ที่ตัวเอกมันอายุแค่ 16…)

นอกจากส่วนประกอบแปลก ๆ แล้ว เรื่องมุขในภาคนี้ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างลงตัว ทั้งแบบตลกมาก ๆ ทั้งแบบที่ทำให้ยิ้มมุมปากเบา ๆ และแบบที่ลามกเหมือนภาคก่อน ๆ เลยก็มี เรียกได้ว่าเป็นสีสันตัดเลี่ยนที่โอเคเลยทีเดียว

Dragon Quest XI

ดนตรีสื่ออารมณ์ที่คุ้นเคย

DQ และ FF มีสิ่งที่ดีงามคล้ายกันอยู่เพียงอย่างเดียวคือเรื่อง “ดนตรี” สำหรับ DQ ภาคนี้ก็จัดเต็มในด้านดนตรีสุด ๆ ดนตรีที่บรรเลงในแต่ละฉากนั้นให้ความรู้สึกเสมือนจริง ในฉากที่ยิ่งใหญ่เราก็รู้สึกจริง ๆ ว่ามันยิ่งใหญ่ ในฉากเศร้าเราก็อดร้องไห้ตามไม่ได้เพราะตัวดนตรีมันสื่อให้ออกอารมณ์แบบนั้น ไม่รู้ว่าผู้เขียนอินมากหรือเกมมันทำออกมาได้ดี แต่ในฉากแบบนี้ก็เผลอร้องไห้ไปหลายครั้งเหมือนกัน ต้องชมผู้กำกับเสียงจริง ๆ ที่ทำมันออกมาได้ยอดเยี่ยมจนไม่รู้จะใช้คำไหนอธิบายให้เข้าใจดี

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง