Review: AeternoBlade II – เกมเดินฟันฝีมือคนไทยที่สะใจและใช้สมองสุด ๆ

นอกจากเกมผี คนไทยยังทำเกมอะไรได้อีก? 

AeternoBlade คือคำตอบ ภาคแรกปล่อยมาตั้งแต่ปี 2014 ล่าสุดภาค 2 ก็เพิ่งวางจำหน่ายไปไม่นาน เกมคนไทยเกมนี้เป็นยังไง ไปติดตามกัน

Story

เนื่องด้วยเกมนี้เป็นภาค 2 เนื้อเรื่องเลยต่อเนื่องจากภาค 1 มานิดหน่อย เราจะยังติดตามการเดินทางของเฟรย่า ซึ่งเธอเป็นสาวนักดาบ นางเอกจากภาคแรก ที่ถูกปีศาจร้ายตนหนึ่งหลอกใช้เพื่อสะสมพลังความแค้น แต่สุดท้าย เฟรย่าก็ใช้พลังของ AeternoBlade ทำให้เธอสามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอดีต จนเอาชนะปีศาจตัวนั้นได้ในที่สุด

หลังจากนั้น เธอก็มาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเนื้อเรื่องภาค 2 จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปีศาจต่างมิติปรากฏตัวขึ้น ทำให้ป้อมปราการที่เป็นเหมือนรากฐานแห่งชีวิตของทุกสรรพสิ่งถูกคุกคาม เธอเลยต้องกลับมาจับดาบอีกครั้ง เพื่อหาต้นตอหายนะในครั้งนี้ 

ระหว่างทาง เธอได้พบกับเบอร์นาร์ดและเฟลิกซ์ 2 นักรบเลือดผสมผู้มาปกป้องป้อมปราการแห่งนี้ ทั้ง 3 รวมกลุ่มกัน จับพลัดจับผลูได้พลังของ AeternoBlade มาครอง ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังเข้าไปพัวพันกับสงครามกาลเวลาครั้งใหม่ และคราวนี้ ศัตรูของเธอเป็นถึงเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ใช้พลังกาลเวลาได้เช่นกัน

สำหรับเนื้อเรื่องในภาค 2 ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องไปไกลเกินคาดจริง ๆ จากภาคแรกที่เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง ตอนนี้เรามี 3 ตัวละครให้ติดตาม คือ เฟรย่า เบอร์นาร์ด เฟลิกซ์ แต่ละตัวละครจะมีเอกลักษณ์และเนื้อเรื่องปูมหลังเป็นของตัวเอง ทำให้เราได้เห็นโลกของ AeternoBlade อย่างกว้างขวางขึ้น ได้ลงไปเข้าถึงประวัติศาสตร์ของดินแดนในเกม เห็นความเกี่ยวโยงของสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้ค่อย ๆ เล่าปูมปัญหาทีละเปลาะได้ เล่าเรื่องผ่านมุมมองต่าง ๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม 

ทีแรกผมนึกว่าเกมนี้น่าจะมีเนื้อเรื่องไม่ยิ่งใหญ่นัก แต่พอเล่น ๆ ไป นี่มันไม่ใช่เกมอินดี้แล้ว สเกลนี้มันระดับเกม open world ชัด ๆ แถมแต่ละตัวละครก็มีภารกิจย่อย ๆ ของตัวเองลงไปอีก และภารกิจพวกนี้ยังมีผลต่อตอนจบอีกด้วย ทำให้สามารถใช้เวลาเล่นได้นานถึงราว ๆ 30 ชั่วโมงเลย

แต่ถ้าใครไม่เคยเล่นภาคแรกมาก่อนอาจงง ๆ นิดหน่อย เพราะภาคนี้ไม่ได้ปูเนื้อเรื่องของภาคแรกให้เราเข้าใจมากนัก ทำให้อาจจะติดตามยากนิดนึง บางจังหวะก็อาจเล่าเรื่องช้าไปหรือเร็วไปบ้าง แต่โดยภาพรวม ถือว่าการดำเนินเรื่องน่าประทับใจ เนื้อเรื่องก็น่าจดจำดี

ผมชอบที่เนื้อหาในเกมนี้ไม่มีอะไรเป็นไทยเลย มันทำให้เกมนี้ดูอยู่เหนือกรอบวัฒนธรรม มุ่งหน้าสู่ระดับสากลด้วยความคิดสร้างสรรค์ และทำให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น ไม่ได้แปลว่าความเป็นไทยไม่ดีนะ แต่พอมีอะไรที่ไม่อิงความเป็นไทยบ้างมันก็เป็นสีสันดี เหมือนหนังไทยที่ไม่ใช่หนังผีหรือหนังตลกนั่นแหละ มันทำให้เกิดความหลากหลาย มีสีสัน และทำให้เราได้เห็นว่า คนไทยไม่ได้ติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ

Presentation

เกมนี้ค่อนข้างเน้นหนักไปที่งานศิลปะย้อนยุค ไม่ว่าจะปราสาท เสื้อผ้า ชุดเกราะต่าง ๆ แต่ก็ผสมผสานกับงานศิลปะล้ำยุคเพื่อเล่นกับธีมหลักของเกมที่เกี่ยวกับเวลา ทำให้ผสมผสานงานภาพออกมาได้อลงตัวดี บอกเลยว่าไม่มีอะไรที่เป็นไทยเลยสักนิด ทุกอย่างดูประดิษฐ์และดัดแปลงขึ้นใหม่จริง ๆ เห็นแล้วนึกว่าเป็นน้อง ๆ Bloodstained: Ritual of the Night หรือ Nier: Automata เลย

ผมชื่นชมเรื่องการออกแบบตัวละครและศัตรูเป็นพิเศษ เพราะศัตรูหลาย ๆ ตัวออกแบบได้เท่ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เห็นแล้วรู้สึกว่า เออ เท่ดี ดูเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเลย

งานภาพเวลาเข้าคัตซีนก็ไม่ใช่คนยืนคุยแบบภาคแรกเฉย ๆ แล้ว ภาคนี้เล่าเรื่องอย่างภาพยนตร์หรือการ์ตูนเลย ทั้งเล่นกับมุมกล้อง และตัวละครออกยังสีหน้า เคลื่อนไหวไปตามบทบาท แม้บางจุดอาจดูจืดหรือขัดใจไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อการเล่นเกมหรือการเสพเนื้อเรื่อง

ส่วนเวลาเล่นเกม ท่าทางตัวละครก็ไหลลื่นมาก ท่วงท่าต่าง ๆ เวลาฟันหรือกระโดดดูเป็นธรรมชาติ ไม่เงอะงะ

ด้านงานพากย์ แม้จะเป็นเกมคนไทย มีซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่เกมนี้ก็พากย์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ทำออกมาได้มาตรฐานดี คนพากย์ใส่อารมณ์ตามตัวละครได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง เวลาตัวละครออกท่าทางโจมตีก็มีเสียงพากย์ที่ดุดัน เรื่องบทอาจยังปรับแก้ให้ลื่นไหลหรือเข้าปากนักพากย์อีก แต่มาได้ไกลขนาดนี้ก็นับว่าน่านับถืออย่างยิ่ง

เรื่องงานพากย์นี่เข้าใจว่าเป็นปัญหาเรื่องงบ เพราะการพากย์เสียงค่อนข้างใช้เงินลงทุน ผมเห็นทีมงานบอกไว้ว่าถ้ายอดขายดีอาจมีเติมพากย์ไทยเข้ามาทีหลัง ก็ขอภาวนาให้มีแล้วกัน

อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการออกแบบ puzzle ในเกมนี้ ซึ่งแผนที่ในเกมนี้จะเป็นกึ่ง puzzle และเขาวงกตเล็ก ๆ แต่ละตัวละครจะมีความสามารถในการผ่านอุปสรรคที่ต่างกัน ตัวนี้ทำลายกำแพงได้ ตัวนี้ปีนป่ายห้อยโหนได้ แถมแต่ละตัวละครก็มีภารกิจย่อย ๆ ของตัวเองลงไปอีก และภารกิจพวกนี้ยังมีผลต่อตอนจบอีกด้วย ทำให้เราใช้เวลาเล่นได้นานถึงราว ๆ 30 ชั่วโมงเลย

ทำให้บางทีเราต้องสังเกตและจดจำว่าตรงไหนเราต้องใช้ตัวละครไหน ซึ่งดีนะ มันทำให้เราได้สำรวจ ต้องไป ๆ มา ๆ เพื่อเก็บไอเท็มต่าง ๆ หรือจะข้ามไปเลยก็ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้ไม่ค่อยชิน คือการใช้ชื่อจุดวาร์ปในแผนที่ด้วยชื่อด่านมินิเกม ทำให้เวลาจะเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งสับสน เหมือนชื่อสถานี BTS กับ MRT ที่อยู่จุดเดียวกันแต่ดันชื่อไม่ตรงกัน

Gameplay

บอกเลยว่าระบบการเล่นนี่แหละพระเอกของเกมนี้

มองเผิน ๆ เกมนี้อาจดูเหมือนพวก metroidvania มองแว่บแรกก็อาจจะใช่ เพราะเกมนี้หลัก ๆ ก็คือเดินลุยไปฟันศัตรู ศัตรูยกพวกมาก็ฟันทิ้งให้หมด จะสู้บนดินหรือบนอากาศก็ได้ แล้วแต่ถนัด แล้วแต่สถานการณ์ แถมเกมนี้ยังต่อคอมโบได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด คอมโบลื่นและเพลินมาก รัวปุ่มมั่ว ๆ คอมโบยังต่อกันเองเลย บางทีคุณอาจสับศัตรูเละไปแล้วเป็นสิบ ๆ ทีก็ได้ บางฉากก็เล่นด้วยมุมกล้อง 2.5D บางฉากก็ผลัดมาเป็น 3D ทำให้ได้ประสบการณ์การเล่นที่หลากหลาย

เกมยังมีระบบพื้นฐานอย่างการเคาเตอร์ที่แปลกดี เราสามารถแดชหลับการโจมตีให้ตรงจังหวะเพื่อสวนกลับด้วยความเสียหายมากกว่าเดิม หรือจะแพร์รี่โดยการโจมตี่สวนในจังหวะที่ศัตรูกำลังเงื้อมือโจมตีเพื่อทำให้ศัตรูชะงักก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เลย จังหวะมันจะคล้าย ๆ Onimusha นิดนึง คือต้องจังหวะจะโดนแล้วจริง ๆ ค่อยแดชหลบถึงจะสามารถสวนกลับได้อย่างถูกต้อง

และเมื่อเล่นไปสักพัก เราจะสามารถอัพเกรดตัวละคร ซื้อท่า ซื้อเครื่องรางมาใส่ มีอะไรให้เล่นเยอะแยะไปหมดเพื่อพัฒนาตัวละครให้เก่งขึ้น ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ที่จุดเซฟซึ่งกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในแผนที่ แต่การพัฒนาตัวละครก็ไม่ได้ทำให้เกมเล่นง่ายขึ้นจนเกินไป เหมือนแค่ทำให้เราตามความยากของเกมให้ทันมากกว่า และนั่นทำให้เกมค่อนข้างสมดุล คงระดับความยากได้คงเส้นคงวา

แต่นั่นเป็นเพียงแค่ต้นเกม เพราะระบบการเล่นของเกมนี้พัฒนาไปอีกขั้นให้ไกลกว่านั้น 

AeternoBlade ภาคแรกเราจะมี Time Reverse หรือพลังย้อนเวลา คล้าย ๆ Prince of Persia: The Sands of Time ที่เราย้อนเวลาไปแก้ไขสิ่งที่เราทำพลาดไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนได้ แต่เรายังสามารถย้อนเวลาเฉพาะสิ่งรอบตัวได้ด้วย พอมาภาค 2 เกมได้เพิ่มพลังเกี่ยวกับเวลาเข้าไปอีก ประกอบด้วย

  1. Time Stop คือ หยุดเวลา ณ ปัจจุบันไปเลยชั่วขณะหนึ่ง
  2. Time Warp คือ วางตำแหน่งที่ ๆ เราเคยยืนอยู่ ทำให้สามารถวาร์ปตัวละครกลับไปตำแหน่งนั้นได้
  3. Time Paradox คือ อัดภาพการเคลื่อนไหวของเราเอาไว้ แล้วฉายซ้ำในปัจจุบัน ทำให้เหมือนเรียกตัวเองในอนาคตออกมาช่วยโจมตีได้อีกคน

ซึ่งพลังทั้ง 4 อย่างนี้ก็คือการแตกรายละเอียดเรื่องของเวลาออกมานั่นเอง Time Reverse และ Time Warp หรือพลังย้อนเวลาก็คือการควบคุมอดีต Time Stop คือการควบคุมปัจจุบัน และ Time Paradox คือการควบคุมอนาคต

จะเห็นว่าเกมนี้พัฒนาระบบการต่อสู้จากภาคที่แล้ว ทำให้เราสามารถประยุกต์และผสมผสานพลังกาลเวลาได้หลากหลายระหว่างต่อสู้ บางทีเราอาจวางตำแหน่ง Time Warp ทิ้งไว้เผื่อกันโดนศัตรูโจมตี จะได้ทิ้งระยะห่างออกมาได้ทันท่วงที บางทีเรากำลังจะเพลี่ยงพล้ำโดนโจมตี เราก็หยุดเวลาไว้แล้วอ้อมไปด้านหลัง หรือเราเจอศัตรูที่ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง เราอาจใช้ Time Paradox เพื่อไปดูอนาคตว่าศัตรูจะทำอะไร ก่อนจะให้ฉายซ้ำอีกครั้งในปัจจุบัน 

ฟังดูเราเก่งเนอะ แต่ไม่ใช่แค่เราที่ใช้พลังกาลเวลาได้ เพราะศัตรูเองก็เช่นกัน

อย่างที่บอกว่าศัตรูในเกมนี้ออกแบบมาดี และนั่นไม่ใช่กับแค่ presentation แต่รวมถึงระบบ gameplay ด้วย ศัตรูในเกมนี้เหมือนเป็น puzzle ไปในตัว บางตัวมีพลังเหนือกาลเวลา คือไม่โดนผลจากพลังเวลาทั้งหมด บางตัวมีเกราะที่ต้องโจมตีได้ก็ต่อเมื่อใช้พลังกาลเวลา และบางตัวไม่สามารถโจมตีได้ในมิติปกติ ต้องโจมตีระหว่างใช้พลังกาลเวลาเท่านั้น แล้วนึกดู บางทีเราจะเจอตัวที่มีเกราะ แต่ดันมีสถานะเหนือกาลเวลา บางทีก็เจอตัวที่โจมตีได้เฉพาะเวลาใช้พลังเวลา คู่กับตัวที่อยู่เหนือกาลเวลา แล้วพอเล่น ๆ ไป ผู้พัฒนาก็เริ่มโยนทุกอย่างใส่เรา ทำให้ยิ่งงงไปกันใหญ่ว่าเราควรจะเก็บตัวไหนก่อนดี

พลังควบคุมเวลาของเราก็มีจำกัด ไม่ได้ใช้ได้ตลอด ถ้าพลังกาลเวลาหมดก็แทบทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรอเกจพลังเวทย์ฟื้นตัว หรือไม่ก็โจมตีพวกศัตรูที่ไม่รับผลจากการโจมตีปกติไปเรื่อย ๆ เพื่อเก็บลูกแก้วฟื้นพลังเวทย์

ความยำใหญ่นี้ทำให้เราต้องคิดระหว่างสู้อยู่ตลอด เรียกว่าสมองแทบไม่ว่างเลยเวลาต่อสู้ แต่นี่แหละ สิ่งที่ทำให้เกมนี้มันสนุก มันไม่ใช่แบบ Devil May Cry ที่คุณต้องรุกไล่อย่างรวดเร็ว หรืออย่าง Dark Souls ที่ต้องคอยหาจังหวะโจมตีดี ๆ มันเหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง My Friend Pedro ที่ต้องใช้หัวคิดและไหวพริบระหว่างสู้ และ Nier: Automata ที่ศัตรูเยอะและหินเอาเรื่อง

และถ้าศัตรูยังไม่อึดพอ เกมก็พร้อมโยนบอสมากมายมาให้สู้ด้วย ผมเล่นเจอบอสไป 4-5 ตัว เกมก็ยังสรรหาอะไรใหม่ ๆ มาให้เซอร์ไพรส์ตลอด แถมบอสและศัตรูแต่ละตัวก็ไม่ได้เคี้ยวง่ายเลย บอสสักตัวอาจต้องยอมตายไม่รู้กี่รอบกว่าจะชนะ บางตัวมีแบ่งเฟสอีกต่างหาก ยิ่งเลือดน้อยก็ยิ่งเก่ง แถมบอสก็ตีแรงได้ใจเหลือเกิน บางตัวก็มีท่าโจมตีแบบทั้งฉาก หลบไม่พ้นก็โดนไปเกือบครึ่งหลอดแล้ว นึกว่าเล่น Cuphead อยู่ บอสเยอะแถมอึดเกิ๊น

ยังดีหน่อยที่เกมนี้ถ้าเราตาย เราไม่ได้ต้องเริ่มใหม่หมดอย่าง Dead Cells หรือเริ่มที่จุดเซฟอย่าง Dark Souls เราไม่เสียอะไรเลยด้วยถ้าเราตาย เราแค่กลับมาเล่นฉากนั้นใหม่ สู้ใหม่อีกครั้งด้วยเลือดและเวทย์เพิ่มขึ้นจากคราวก่อนนิดหน่อย และพอเราตายบ่อย ๆ เข้า เกมก็มีระบบลดความยากให้เลือกด้วย ทำให้เข้าถึงได้ทุกคน ไม่ต้องห่วงว่าจะยากเกินไป

นอกจากนี้ เกมยังมีมินิเกมให้เราไปเก็บของอีกด้วย มินิเกมพวกนี้จะเป็นด่าน puzzle แท้ ๆ เลย วิธีเล่นคือ เราต้องใช้พลังเวลาของเราเปิดประตูสู่อีกมิติที่เกมเรียกว่าอีนิกมาต้าก่อน มิติอีนิกมาต้าจะเข้าได้ที่รูปปั้นข้าง ๆ จุดเซฟนั่นแหละ พอเข้าไปแล้วจะเป็นด่าน ๆ ที่มีอุปสรรคขวางทาง ปลายทางคือรางวัลที่มีค่าต่างกันไป ถ้าเจอมินิเกมด่านยากก็ได้ของดีหน่อย 

กว่าจะผ่านมินิเกมแต่ละด่านไปได้ เราต้องประยุกต์ใช้พลังควบคุมเวลาของเราให้ช่ำมาก ๆ และใช้หัวคิดเยอะ ๆ พลาดสักขั้นตอนอาจหมายถึงเริ่มใหม่หมดเลย ถ้าใครชอบเกมแนว puzzle ด้วย ผมบอกเลยว่ามินิเกมของ AeternoBlade II นี่ใช้ได้เลย

Performance

ผมเล่นเกมนี้บน PS4 ธรรมดา เท่าที่เล่นมาทั้งหมด เกมยังวิ่งที่ 60FPS ลื่น ๆ ไม่มีตก ตอนคัตซีนอาจมีกระตุกบ้าง แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้กระทบกับการเล่น

ส่วนเรื่องบั๊ก ตอนนี้เท่าที่ฟาดบอสมาก็ยังไม่เจอบั๊กอะไร อย่างมากก็เจอแค่ตัวค้างกลางอากาศระหว่างกระโดดไปฟันหลังบอส ไม่รู้เป็นบั๊กหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นบั๊กก็นับว่าเป็นบั๊กที่ดีมากเลย เพราะเราได้ฟาดบอสฟรีรัว ๆ นอกจากนี้ก็เป็นบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ตัวทะลุหลังศัตรูไป ที่ผมเห็นคนพูดถึงก็คือบั๊กตัวทะลุฉากแล้วตายไปเลย ซึ่งอันนี้ผมไม่เจอ เลยขอไม่พูดถึงแล้วกัน

เรื่องกราฟิกอาจมีปัญหาเรนเดอร์ไม่ทันบ้างนิดหน่อยในบางฉาก แต่ไม่ได้กระทบให้เฟรมเรทตกหรือเล่นแล้วสะดุดอะไร เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหา

AeternoBlade II เป็นเกมคนไทยสายเดินลุยที่มันเอาเรื่อง ขอชื่นชมทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ที่สร้างเนื้อเรื่องได้น่าติดตามดี ออกแบบองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ ก็สวย แปลกใหม่ ไม่ติดอยู่กับเอกลักษณ์ความเป็นไทย ส่วนระบบการเล่นคือพระเอกเลย เล่นได้หลากหลาย ได้ประยุกต์ความสามารถ และอาศัยฝีมือค่อนข้างเยอะ แค่ซื้อมาเล่นเสพระบบการเล่นยังสนุกเลย เป็นเกมคนไทยอีกเกมที่อยากแนะนำให้ได้ลองเล่นกันจริง ๆ

Verdict 7.9

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close