รีวิว Returnal : ฝ่าวิกฤติลูปแห่งความตาย ประสบการณ์สุดท้าทายบนดาวเคราะห์เอเลี่ยน

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ยินชื่อของ Returnal กันอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเกม Exclusive ล่าสุดบนเครื่อง PlayStation 5 ที่ทีมงาน Housemarque หมายมั่นปั้นมือว่ามันจะมอบประสบการณ์เกมยิงมุมมองบุคคลที่ 3 ในรูปแบบ Roguelike สู่มือของผู้เล่นได้อย่างดุเดือดถึงใจ

Returnal จะใช่เกมแรก ๆ ของ PlayStation 5 ที่พูดได้ว่าเป็น “Next-gen” แบบเต็มปาก และเป็นอีกหนึ่ง “เกมยาก” ที่คู่ควรแก่การหามาเล่นหรือไม่นั้น เชิญพบกับคำตอบในรีวิวของเรากันได้เลย

เรื่องราวของนักบินอวกาศหญิง ผู้มาติดอยู่ในดาวเคราะห์ลึกลับ

Selene, นักบินในสังกัด ASTRA Corporation ออกสำรวจด้วยยานอวกาศของตน จนผ่านมาถึงดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง นามว่า Atropos และพบเข้ากับสัญญาณประหลาด “White Shadow” ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ

แม้จะมีข้อความเตือนว่าห้ามไม่ให้เข้าใกล้ แต่ Selene ก็ฝ่าฝืน หันหัวยานมุ่งเข้าสู่ดาวดวงนี้ เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งต้นตอของสัญญาณดังกล่าว ทว่าเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงดาวมาสักพัก ก็พบกับอุบัติเหตุบางอย่างจนทำให้ยานได้รับความเสียหายและตกลงมาสู่ผืนดิน

Selene เอาชีวิตรอดมาได้ แต่เธอก็ขาดการติดต่อกับทาง ASTRA ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลองออกสำรวจไปตามพื้นที่ จนพบกับภัยอันตรายจากเหล่าเอเลี่ยน, สภาพแวดล้อมที่พร้อมจะปลิดชีวิตได้ทุกเมื่อ และร้ายแรงที่สุด ก็คือเธอพบว่าตัวเองกำลังติดอยู่ใน “ลูป” แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเมื่อเธอถูกสังหารลงไปแล้ว กาลเวลาทั้งหมดจะไหลย้อนกลับสู่ตอนที่ยานเริ่มตกลงมาบนดาวดวงนี้อีกครั้งหนึ่ง

ด้วยปริศนาอันยากจะหาคำตอบ สิ่งที่เธอทำได้ก็คือการไล่ล่าตามหาแหล่งที่มาของ “White Shadow” ให้พบ ด้วยความหวังว่าที่นั่นจะมีหนทางของการหลุดพ้น และสิ้นสุดลูปแห่งความตายนี้ลงไปเสียที

Returnal เป็นเกมที่เริ่มต้นมาด้วยปริศนาอยู่เต็มรอบตัว ต้องอาศัยการเล่นซ้ำไปซ้ำมาในลูป เพื่อคอยเก็บเบาะแสของปรากฏการณ์ลึกลับเหล่านี้มาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบันทึกเสียงจาก “ศพของ Selene คนก่อน” ที่ไปไม่ถึงฝั่ง หรือจารึกบนแผ่นหินที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของดวงดาวแห่งนี้ และนำมาปะติดปะต่อเอาเอง 

เนื้อเรื่องของเกมนี้จึงมีทั้งสิ่งที่เล่าออกมาผ่านเหตุการณ์ที่เกิดอยู่ตรงหน้า ขณะที่ยังมีการซ่อนใจความสำคัญเอาไว้ ด้วย “สัญลักษณ์” ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเกม อันจะพาผู้เล่นไปสำรวจภายในจิตใจของ Selene และขุดคุ้ยถึงอดีตความเป็นมาของเธอ เพื่อนำไปสู่คำตอบที่แท้จริงว่าเหตุใดเรื่องราวส่วนตัวของหญิงคนหนึ่ง ถึงได้มายึดติดเชื่อมโยงกันกับดวงดาว Atropos แห่งนี้ 

บรรยากาศสุดกดดัน สลับกับแอ็กชันอันโลดโผน

เรื่องราวถูกเปิดฉากออกมาแบบเข้าใจง่าย ว่าตัวเอกต้องพบเจอเข้ากับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และต้องหาทางหนีออกไปให้จงได้

ทว่าสิ่งที่เหนือชั้นก็คือการถ่ายทอดบรรยากาศสภาพแวดล้อมออกมาอย่างน่าดื่มด่ำ โดยเฉพาะการนำเสนอสิ่งปลูกสร้างอันเป็นซากอารยธรรมที่เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด สะท้อนถึงความโออ่า แต่ก็ดูวังเวงและน่าขนลุก อันเป็นความรู้สึกที่คอภาพยนตร์ Psychological Horror ล้วนต้องหลงรักเป็นแน่

บรรยากาศเหล่านี้จะถูกทำลายลงไปบางส่วนกับพาร์ทแอ็กชันของเกม ที่จะสลับโหมดมาให้คุณต้องต่อสู้เอาตัวรอดแบบสุดชีวิต ศัตรูของเกมนี้จะเป็นเหล่าเอเลี่ยนที่มีรูปแบบการโจมตีหลากหลาย คอยรุมล้อมและสาดห่ากระสุนจำนวนมากเข้ามาแบบไม่เกรงใจกัน

ดังนั้นจึงบอกได้ว่า Returnal ไม่ได้มีองค์ประกอบของความสยองขวัญอยู่ตลอด เพราะอีกครึ่งหนึ่งก็จะต้องจับปืนเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจเหล่านี้ไปด้วยเช่นกัน

อีกความโดดเด่นของเกมนี้ คือบรรดาศัตรูที่ส่วนใหญ่ในเกมจะมาในรูปแบบมีหนวดรยางค์อยู่มากมาย ใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์แนวเอเลี่ยน สัตว์ประหลาด หรือชื่นชอบผลงานของ H.P. Lovecraft ก็รับรองว่าจะถูกใจกับดีไซน์ศัตรูของเกมนี้แน่ ๆ เพราะมันสามารถที่จะทำ “หนวด” ให้ขยับได้แบบยั้วเยี้ยสมจินตนาการมากที่สุดเกมหนึ่งของยุคนี้เลย

ส่วนใครที่กำลังมองหาความสมจริง อาจจะต้องทำใจนิดหนึ่งว่า Returnal ยังไม่ใช่คำตอบ เพราะบรรดาลูกกระสุนที่ศัตรูโจมตีออกมา จะเป็นเม็ดกลม ๆ สีฉูดฉาดเหมือนกับเกมยานยิงแทบทั้งสิ้น แบบเดียวกันกับที่เราพบได้ในเกมซีรีส์ NieR

ตรงนี้คือสิ่งที่ทีมงานจงใจให้เป็น เพราะหากผู้เล่นมองเห็นกระสุนไม่ชัด ก็อาจจะทำให้เกมดูยากขึ้นโดยใช่เหตุ จึงจำเป็นต้องแลกกันไปอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ระบบการเล่นลงตัว แต่กินระยะเวลานานมาก

Returnal เป็นเกมยิงในมุมมองบุคคลที่ 3 ที่มีรูปแบบการเล่นเป็น Roguelike, กล่าวคือเมื่อตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยอำนาจลึกลับก็จะพาให้ผู้เล่นกลับมาอยู่ ณ จุดเริ่มต้น และต้องฝ่าฟันกันใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้สูญเปล่าไปเสียทีเดียว เพราะแต่ละรอบคุณจะได้เรียนรู้ถึงสิ่งใหม่ ๆ และอาจได้รับตัวช่วยเพิ่มเติม ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

เป้าหมายของเกมนี้คือการไปให้ไกลที่สุด จนกว่าจะถึงจุดที่เนื้อเรื่องดำเนินต่อได้ ดังนั้น Returnal จะเป็นเกมที่ต้องพบกับการตายซ้ำตายซ้อน, เผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกรอบ และเก็บไอเท็ม / การอัปเกรด ที่ถูกมอบมาแบบสุ่มตลอดเวลาไม่มีซ้ำเดิม ผู้เล่นจึงต้องคิดหาวิธีรับมือแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้การเล่นในรอบปัจจุบันสามารถคืบหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ผู้เล่น Returnal ล้วนจะได้รับรู้ ก็คือเกมนี้มีอะไรที่ Tutorial ไม่ได้บอกค่อนข้างเยอะมาก และต้องอาศัยการลองผิดลองถูกเอาเอง จนบางครั้งก็ต้องตายไปแล้วถึงจะเกิดการเรียนรู้ทีหลัง

ไอเท็มหลาย ๆ แบบ จะต้องอ่านและทำความเข้าใจเอาเองว่าอันไหนคือไอเท็มชั่วคราว ที่ตายแล้วจะหายไปจากตัว อันไหนคือไอเท็มถาวร ที่ได้แล้วได้เลย ติดตัวไปตลอด โดยส่วนนี้เกมก็ไม่ได้ปรานีกับผู้เล่นนัก เพราะไอเท็มถาวรแต่ละชิ้นไม่ได้มีมาให้เยอะ คุณจะต้องเล่นไปให้ไกลขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ จึงจะได้รับไอเท็มถาวรชิ้นใหม่มา ทำให้ในบางครั้ง พอตายแล้วอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรเลย จนอาจเสียกำลังใจลงได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ตกเป็นประเด็นให้พูดถึงในหมู่ของผู้เล่น และยังคงไม่ได้รับการปรับปรุง ก็คือเกมไม่มีระบบเซฟให้ระหว่างทางเลย ต้องตาย, กดปิดเกมกลางคัน หรือกด Restart Cycle เพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ไม่สามารถออกเกม แล้วกลับมาเล่นต่อในจุดเดิมที่เล่นค้างไว้ได้

ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นสิ่งปกติสำหรับเกม Roguelike ที่เน้นการเล่นหลาย ๆ รอบ แต่ที่ไม่ปกติก็คือ Returnal นั้นกินระยะเวลาต่อ 1 รอบยาวนานได้เป็นชั่วโมง ๆ เพราะมันมาในสเกลของเกม AAA ที่ทุกอย่างจัดเต็มมาก ดังนั้นถ้าพบเข้ากับอาการเกมล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นได้ !) หรือติดธุระต้องหยุดพักจากการเล่นเกม ก็จะต้องเสียรอบที่ตัวเองอุตส่าห์เล่นไปอย่างน่าเสียดายเลย

หากต้องการจะเล่นเกมนี้ให้มีประสิทธิภาพ จึงควรเผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ เพื่อยิงยาวรวดเดียว หรือไม่เช่นนั้นก็จำเป็นต้องกดให้เครื่อง PlayStation 5 เข้าสู่ Rest Mode เพื่อหยุดแช่เกมไว้ชั่วขณะ ซึ่งแม้จะฟังดูสะดวก แต่หลายคนก็เคยเจออาการเกมล่มเมื่อเปิดกลับขึ้นมา (ในเกมอื่น ๆ) ดังนั้นจึงไม่แน่นอนว่าเราจะสามารถไว้วางใจกับฟีเจอร์นี้ได้ และคงจะดีกว่าถ้าทีมงาน Housemarque เพิ่มเพียงแค่ปุ่ม “Save & Quit” เข้ามาในหน้าจอเมนูหลักให้เป็นเรื่องเป็นราว

แนวทางที่เลือกได้หลากหลาย

ด้วยความเป็น Roguelike ทำให้ในแต่ละรอบจำเป็นจะต้องพึ่งดวง และเลือกสิ่งที่เกมสุ่มออกมาให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด ซึ่งถ้าเล่นได้นานระดับหนึ่งก็จะเลือก Build เองได้เยอะพอสมควรเหมือนกัน

โดยหลักแล้วสไตล์การเล่นจะแบ่งออกตามประเภทของปืนที่ใช้ แต่น่าเสียดายว่าเกมนี้ให้ผู้เล่นถือได้เพียงกระบอกเดียว เลยต้องเลือกให้ดีกว่าคุณจะหยิบเอาปืนใดไปใช้ให้ตอบโจทย์ที่สุดในขณะนั้น

ส่วนตัวช่วยอื่น ๆ ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Selene มีทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร ซึ่งในแบบถาวร จะเน้นที่การทำให้ตัวละครเก่งขึ้นทางอ้อม จากเดิมผ่านตรงไหนไปไม่ได้ พอได้รับ “ตัวช่วย” เหล่านี้มาแล้ว ก็จะทำให้ปลดล็อคพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงไอเท็มหรือทางลัดได้มากขึ้น

ทั้งนี้ Returnal เลือกจะใส่ระบบ Malfunction (สถานะผิดปกติของตัวละคร) กับ “ปรสิต” เข้ามา เพื่อให้ผู้เล่นยังคงรับรู้ว่าดาว Atropos นั้นโหดร้าย หลายสิ่งหลายอย่างจำเป็นจะต้องชั่งใจให้ดี ว่าจะยอมแบกรับความลำบากบางส่วน เพื่อแลกความแข็งแกร่งเพิ่มเติมหรือไม่

เมื่อย้อนกลับมาดูในส่วนของปืน แม้ในช่วงแรกจะดูเหมือนว่าเก็บปืนอะไรที่ชอบได้ก็จบแล้ว แต่ในช่วงหลัง ๆ ค่าโบนัสและ Perk ของปืนจะสำคัญขึ้นมาก เพราะความแตกต่างของการโจมตีแม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลต่อไฟต์อันกดดันในช่วงหลัง ๆ แบบเห็นได้ชัดเจน

Build ที่แตกต่างกัน สร้างสไตล์การเล่นได้มากมาย ดังตัวอย่างนี้

  • ถอยหลังยิง สอดส่องหามุมได้เปรียบและจัดการศัตรูให้เด็ดขาดทีละตัว เหมาะกับปืนที่อาศัยความแม่นยำ และตัวละครมีความบอบบาง ต้องทำให้ตัวเองไม่จนมุม
  • แอบตามที่กำบัง และโผล่ออกมาจัดหนักใส่ศัตรูเป็นระลอก ๆ เหมาะกับ Build ของอาวุธสาย Burst ที่มีพลังทำลายล้างสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • เดินหน้ายิง ไม่มีหยุดอยู่กับที่ และพุ่งเข้าจัดการศัตรูอย่างเด็ดขาด

สาเหตุที่ Returnal สามารถจะเดินหน้ายิงได้ เป็นเพราะว่าเกมนี้มอบความสามารถสุดโกงมาไว้ให้กับผู้เล่นหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ “การแดช” นั่นเอง

การแดชจะทำให้ตัวเราเป็นอมตะด้วยระยะเวลาค่อนข้างนาน ทำให้ใช้งานง่ายมาก และเราสามารถพุ่งสวนห่ากระสุนเข้าไปจัดการกับศัตรูในระยะประชิดได้ทันที

ประกอบกับว่าศัตรูของเกมนี้จะค่อย ๆ โอบล้อมเราเข้ามา ไม่ควรจะอยู่นิ่ง ๆ กับที่ ก็ยิ่งทำให้คิดว่าแนวทางการเล่นแบบ Push Forward Combat ของเกมนี้มีความคล้าย DOOM อยู่มาก จนถ้าเกิดว่าใครผ่าน DOOM 2016 หรือ DOOM Eternal บนเครื่องคอนโซลมาก่อน (ใช้จอยบังคับ !) จะสามารถเล่น Returnal ได้ดีจนประหลาดใจกับตัวเองเลยทีเดียว

เกมนี้ไม่มีปรับระดับความยาก แต่ความยากของเกมจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้เล่นเสียสมาธิ หรือเตรียม Build มาไม่พร้อมมากพอ โดยความคุ้นชินกับสถานที่และศัตรู จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถพิชิตเกมนี้ลงได้

ทั้งนี้ ในเกมก็มีตัวเลือกให้ปรับ Aim Assist ด้วย ซึ่งเป็นการปรับระดับความยากอ้อม ๆ ที่เห็นผลพอสมควร เพราะถ้าเลือกแบบให้เกมช่วยเรามากที่สุด ก็เรียกได้ว่าสามารถจะยิงปืนกลได้แบบนิ่ง ๆ แทบล็อคเป้าศัตรูเลยทีเดียว แม้กำลังแดชหลบอยู่ก็ตาม

อีกหนึ่งเกม ที่ดึงศักยภาพของเครื่อง PlayStation 5 มาใช้อย่างน่าประทับใจ

เกมนี้ไม่มีฉากโหลดอยู่เลยแบบ 100% เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สำแดงให้เห็นว่าหลังจากนี้ เกม Next-Gen ควรจะเป็นอย่างไร

มีตั้งแต่การโชว์เหนือไม่ใส่ Main Menu ไว้เลย หมายความว่าเมื่อเรากดเข้าเกมมาแล้ว พอพ้นจากโลโก้ของทีมงาน ก็จะพร้อมให้จับปืนออกวิ่งได้แทบทันที 

เช่นเดียวกับตอนที่ผู้เล่นตายจากฉากอื่น และต้องกลับมาเริ่มต้นที่ฉากแรก ก็ใช้เวลารวดเร็วแบบน่าตกใจมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วเกมจะเปิดคัทซีนตอนยานตกให้เราดูซ้ำอีกครั้งเพื่อแอบโหลดอยู่เบื้องหลัง แต่ก็สามารถกด Skip แล้วบังคับเริ่มรอบใหม่ได้เลย (ถ้ารีบกดจะเห็นฉากยังโหลดมาไม่เสร็จดีอยู่นิดหน่อย) เรียกได้ว่าตายแล้วกลับมาเริ่มใหม่ได้เร็วสุด ๆ จนยังไม่ทันหายตกใจเสียด้วยซ้ำ

ในส่วนของจอย ตัวฟีเจอร์ Haptic Feedback ที่เป็นการสั่นแบบสมจริง สามารถทำงานกับเกมนี้ได้ดีพอสมควร แต่ที่ถูกนำมาใช้เป็นหัวใจหลักเลย ก็คือ Adaptive Trigger ที่ปุ่ม L2 จะถูกแยกออกเป็น 2 ระดับชัดเจน คือกดลงมาครึ่งหนึ่งเป็นการเล็งอาวุธ และถ้ากดลงมาให้สุดจะเป็นการเปลี่ยนโหมดไปยิงกระสุนพิเศษแทน ส่วนทางด้านปุ่ม R2 ก็จะมีแรงต้านอยู่เล็กน้อย ให้ต้องเหนี่ยวยิงปืนออกไปด้วยเช่นกัน

แต่เพราะว่าจอยมีการสั่นแทบตลอดเวลา โดยเฉพาะฉากแรกที่สั่นเบา ๆ ให้รู้สึกได้ถึงฝนตก แบตมันเลยหมดลงไวมากแบบน่าใจหาย ทำให้ได้เห็นขีดจำกัดของจอย DualSense เลยว่ายังเอาไม่ค่อยอยู่ กับเกมที่ต้องใช้งานหนัก ๆ และยิงยาวหลายชั่วโมงแบบ Returnal

ทางด้านระบบเสียง เกมนี้ก็รองรับกับ Tempest 3D Audio ของ PlayStation 5 ได้ในระดับที่น่าพอใจหายห่วง มอบเสียงเบสเบา ๆ ให้รับรู้ถึงบรรยากาศอันกดดัน แต่ก็ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรกับทิศทางของเสียงจนชวนให้ว้าวมาก แถมยังพบว่ามีบางครั้งด้วยที่เจอกับอาการเสียงขาด แม้จะใช้หูฟัง Pulse 3D ของ PS5 โดยตรงก็ตาม เลยไม่แน่ใจว่าสาเหตุหลัก ๆ แล้วมาจากฝั่งของตัวเกมหรือฮาร์ดแวร์กันแน่ที่ทำให้เกิดปัญหานี้

สรุป

Returnal เป็นเกมยากที่เปิดให้ผู้เล่นได้มีโอกาสพลิกแพลงแนวทางตามแบบฉบับของตัวเอง

ระบบการเล่นมีความสมดุลกลมกล่อม มอบประสบการณ์ที่ท้าทาย ดูเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเกม Roguelike 3 มิติที่เล่นสนุก และยังหลงเหลือความสมจริงอยู่ด้วยเท่าที่จะนึกภาพออก

ถ้าสามารถหาจุดได้เปรียบ หรือหาจุดที่ถนัดของตัวเองพบ ก็จะ “ติดลม” ไปกับเกมนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น จนกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่คุณจะต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกับมันเป็นสิบ ๆ ชั่วโมง หรืออาจไปแตะที่หลักร้อยชั่วโมงได้เลย

ข้อดี

  • เกมเพลย์รวดเร็วทันใจ ไม่มีจุดที่รู้สึกว่าอึดอัด
  • งานกำกับศิลป์ขั้นเทพ อยู่ในระดับของภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์
  • บทจะบู๊ก็มาเดือด ๆ Particle กระจายเต็มจอ สะใจไม่มีเบื่อ
  • โหลดเร็วแทบไร้รอยต่อ
  • Build ตัวละครออกมาได้หลากหลาย

ข้อด้อย

  • ใช้เวลานานมากต่อ 1 รอบการเล่น แต่กลับไม่มีให้เซฟระหว่างทาง
  • เพราะว่าเกมเร็ว ผู้เล่นจึงจำเป็นต้องเร็วตามด้วย เลยไม่เป็นมิตรกับคนคิดช้า
  • หลายอย่างที่สำคัญไม่ได้บอกไว้ ต้องทดลองและเรียนรู้เอาเอง
  • ออกแบบแผนที่ไม่เรียบร้อย มีบั๊กให้เห็นบ้างถ้าซุกซนมากพอ
  • ยังไม่มี Photo Mode ให้ใช้

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close