รีวิว Samurai Shodown ร่ายรำดาบ พิฆาตในพริบตา


สำหรับเกมเมอร์สายเกมต่อสู้ที่พอมีอายุบ้าง น่าจะรู้จักหรือมี Samurai Showdown เป็นเกมในดวงใจกันอยู่แล้ว หลังจากหายไปนานร่วมสิบปี ในที่สุดเกมต่อสู้ขวัญใจผู้เล่นเก่าแก่เกมนี้ก็กลับมาอีกครั้ง และมีหลายอย่างที่แฟนเกมรุ่นเก่าชื่นชอบ เสริมด้วยระบบใหม่ที่ทำให้เกมสมบรูณ์แบบมากกว่าที่เคย

ความวุ่นวายแห่งยุคสมัยของญี่ปุ่นที่หวนคืน

เนื้อเรื่องของ Samurai Shodown ในภาคนี้เริ่มขึ้นก่อนที่ตัวเกมภาคแรกสุดประมาณ 7 ปี ซึ่งก็คือปี 1787 ในยุคสมัยเทนเมย์ที่บ้านเมืองยังคงวุ่นวายไม่ต่างจากเดิม แต่ก็ได้มีการเลือกตัว Matsudaira Sadanobu ขึ้นมาเป็นโชกุนเพื่อนำพาญี่ปุ่นไปสู่ยุคใหม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่ตั้งเอาไว้อย่างหลวม ๆ เพื่อให้เหล่าตัวละครทั้งหน้าใหม่หน้าเก่ามาปะทะกันในเกมเช่นเดิม

ซึ่งก็เป็นสไตล์ของเกมต่อสู้จากฝั่งญี่ปุ่นที่จะไม่เน้นที่เนื้อเรื่องแบบลงลึกมากนัก โดยจะแยกจากกันเป็นตัวละครไปเหมือนในเกมสมัยเก่า ว่าใครไปเจอกับใคร และจบที่ต้องพบกับอะไร ซึ่งถ้าหากอยากรู้เรื่องราวว่าจบลงจริง ๆ แบบไหนก็ต้องรอเนื้อเรื่องจากทางผู้พัฒนาเผยออกมาเองว่าจะใช้เส้นเรื่องของใคร ถือเป็นเรื่องปกติของเกมต่อสู้ในสมัยก่อน

แต่ในยุคนี้คาดว่าหลายคนน่าจะนำ Samurai Shodown ไปเปรียบเทียบกับเกมยุคใหม่ที่มีโหมดเนื้อเรื่องแน่น ๆ อย่าง Mortal Kombat, BlazBlue, Guilty Gear หรืออื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันเทียบกันไม่ติดเลย แต่ทางผู้พัฒนาก็จะไปเน้นในส่วนของการนำเสนอและระบบการเล่นแทน ซึ่งใครที่คิดจะมาเล่นเกมนี้โดยที่จะมาซึมซับเนื้อเรื่องแบบเข้มข้นแล้วก็อาจจะผิดหวังกันเสียหน่อย เพราะด้อยกว่าเกมที่กล่าวมาแบบเห็นได้ชัด

สรุปก็คือเนื้อเรื่องของเกมนั้นถูกกำหนดออกมาแบบหลวม ๆ ซึ่งถ้าอยากรู้เพิ่มเติมก็ต้องไปหาสื่ออื่น ๆ มาดูกันเอง ใครที่เป็นสายเสพเนื้อเรื่องก็อาจจะมีการผิดหวังกันสักหน่อย

ยุคสมัยแห่งการดวล

แน่นอนว่าเมื่อเนื้อเรื่องของเกมเกิดขึ้นในยุคญี่ปุ่นโบราณ ที่มีเหล่าซามูไรและนักสู้แขนงต่าง ๆ เต็มไปหมด และเพื่อให้ได้ความรู้สึกแบบเกมภาคเก่าในอดีต ทาง SNK จึงเลือกใช้ Unreal Engine รังสรรค์ภาพในเกมออกมาในรูปแบบ 2.5D ที่คอเกมต่อสู้คุ้นเคย กับสายเส้นสไตล์ญี่ปุ่นจ๋าที่ผสมรวมเอายุคใหม่และเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เรียกว่าออกมาสวยงามเป็นเอกลักษณ์หายห่วงเลย

แม้การออกแบบตัวละครจะไม่ได้หลุดโลกมากเท่ากับในภาคที่แล้ว แต่ตัวละครใหม่ทั้งสามในภาคนี้ก็ได้รับการออกแบบที่ลงตัวและไม่หลุดธีมของเหล่าตัวละครเก่าไปมากนัก ถึงจะมีอาวุธเวอร์ ๆ อย่างนินจาใช้ดาบใหญ่ สาวแว่นนักพรตจากจีน หรือสาวห้าวจอมโหดก็ดูเข้ากันได้กับโลกของเกม รวมไปถึงตัวละครบอสใหญ่ของเกมในภาคนี้ที่ออกแบบมาได้ดีทีเดียว แถมยังมีวิธีการปราบแบบที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย เรียกว่าน่าสนใจมาก ๆ

ส่วนเพลงประกอบนั้นก็ได้อารมณ์แบบเดียวกับในภาคก่อน ๆ ที่เน้นเสียงเครื่องดนตรีแบบโบราณของญี่ปุ่นหลายอารมณ์ ทั้งสงบนิ่งเหมือนช่วงลมสงบ หรือช่วงเร่งจังหวะเหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ เสริมให้ความตื่นเต้นและตึงเครียดทวีคูณกว่าเดิมหลายเท่า รวมไปถึงการพากย์เสียงภาษาญี่ปุ่นก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน

ส่วนความโหดของเกมนั้นแม้จะไม่ได้โหดขนาด Mortal Kombat ที่ต่อยเตะกันจนตัวระเบิดไส้ไหลแบบนั้น แต่ความโหดก็อยู่ในดีกรีเลือดท่วมจออยู่เหมือนกัน แต่จะเป็นอารมณ์แบบฉากการดวลดาบในภาพยนตร์ที่เราคุ้นตากันดี และมีฉากตัวขาดเมื่อน็อค (หรือถูกน็อค) คู่ต่อสู้ด้วยท่าไม้ตายได้ ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์แบบเดียวกับในภาคเก่าที่แฟน ๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ส่วนโหมดการเล่นที่มีให้เลือกนั้นก็ค่อนข้างตรงตามมาตรฐานเกมต่อสู้ในยุคนี้ ทั้ง Story หรือ Arcade Mode ที่เลือกเล่นตัวละครสู้กับ CPU ไปเรื่อย ๆ จนเจอกับบอส Challenge สู้กับคู่ต่อสู้สูงสุด 100 คน และโหมดออนไลน์ที่พิเศษกว่าปกติเล็กน้อย ตรงที่ผู้เล่นสามารถเซฟตัวละคร Ghost เอาไว้ให้ผู้เล่นอื่นต่อกรด้วยได้ ซึ่งยิ่งออนไลน์บ่อย ตัว Ghost ของเราจะเก็บสถิติแล้ว AI จะดัดแปลงการเล่นให้ตรงกับที่เราเล่นเอาไว้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นระบบที่น่าสนใจมากทีเดียว

โดยรวมแล้วการนำเสนอในเรื่องของงานศิลป์และการออกแบบต่าง ๆ นั้นมีเอกลักษณ์สมกับที่แฟน ๆ ชื่นชอบ แต่โหมดการเล่นที่มีนั้นค่อนข้างมาตรฐานไม่หวือหวามาก แต่ก็ครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร้องแต่อย่างใด

ตัดสินชั่วพริบตา ดาบเดียวดับดิ้น

มาถึงหัวข้อที่น่าจะยาวที่สุดในครั้งนี้ก็คือเรื่อง Gameplay ซึ่ง Samurai Shodown ยุคปี 2019 นี้มีความพยายามในการรักษาความรู้สึกดั้งเดิมของเกมซีรีส์นี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ก็เสริมระบบใหม่มาให้กับต่อสู้ดุดันมากยิ่งขึ้น โดย Neutral Game ของเกมนี้นั้นเรียกได้ว่าช้ามาก ช้าถึงขนาดที่การก้าวเดินเพื่อฟุตเวิร์คเฉย ๆ นั้นอืดอาดจนชวนให้รู้สึกอึดอัดได้เลย แต่การออกท่าต่าง ๆ นั้นมีความเร็วที่สูง เรียกว่าต้องจ้องกันแบบตาไม่กระพริบเพื่อโจมตีหรือป้องกันเลย และถ้าโดนโจมตีหนักหรือคอมโบสักชุดเข้าไป รับรองว่ามีเจ็บหนักแน่นอนไม่ว่าจะเจอกับใครก็ตาม

และด้วยการที่ตัวเกมเน้นไปที่การต่อสู้ในแบบชิงไหวชิงพริบเช่นนี้ ตัวเกมจึงมีระบบที่ช่วยให้การชิงไหวพริบกันนั้นหลากหลายมากขึ้น เช่น Just Defense ที่ถูกดัดแปลงมาจากเกมดังในเครืออย่าง Garou: Mark of The Wolves ที่ถ้าหากป้องกันการโจมตีได้สำเร็จก่อนที่การโจมตีจะเข้าถึงตัว จะเกิดแสงสีฟ้าและทำให้ฟื้นตัวจากการถูกโจมตีได้ไวขึ้น จนสามารถโจมตีสวนกลับคู่ต่อสู้ได้เลย หรือถ้าใจถึงพอก็สามารถใช้ท่าปัดการโจมตีของคู่ต่อสู้ไปเลยก็ได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้อาวุธหลุดมือได้ และถ้าใครอาวุธหลุดมือ ก็จะเสียเปรียบในเกมนั้นอย่างมากทันที

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ระบบที่เสริมแก่การตั้งรับเพียงอย่างเดียว ในเกมรุกก็ยังมีระบบช่วยเหลือหลากหลายมากเช่นกัน เช่นเกจความโกรธที่มีความพิเศษเพิ่มขึ้นมา โดยของเดิมนั้นจะทำให้เราสามารถใช้ท่าโจมตีปลดอาวุธคู่ต่อสู้ได้ และโจมตีได้แรงขึ้น แต่ในภาคนี้นอกจากจะสามารถใช้ท่าต่าง ๆ ตามที่ว่าไปก่อนแล้ว ท่าไม้ตายแบบหนักบางท่าจะมีคุณสมบัติพิเศษที่โจมตีหลายครั้งมากขึ้น เมื่อนำไปใช้เป็นคอมโบก็จะรุนแรงอย่างมหาศาลทีเดียว

และนอกจากนั้นยังมีท่าไม้ตายใหญ่อีกหนึ่งท่าที่สามารถใช้ได้หนึ่งครั้งต่อเกม (เหมือนกับใน Mortal Kombat ที่มี Fatal Blow กับ Krushing Blow ให้ใช้นั่นแหละ คล้าย ๆ กัน) ซึ่งถ้าโดนเข้าไปนี่หน้ามืดได้เลย แต่จะออกท่าค่อนข้างช้ามาก จึงเหมาะกับการใช้โจมตีสวนกลับศัตรูที่เสียจังหวะอย่างมากเสียมากกว่า

ซึ่งการบริหารและใช้งานความสามารถต่าง ๆ นี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้ความตื่นเต้นในการเล่นจ้องตากันนั้นทวีคูณขึ้นไปหลายเท่า เกมนี้จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้เล่นที่ชอบชิงจังหวะไหวพริบ เพราะเกมนี้แค่ขยับหรือกระพริบตาเพียงนิดเดียว กระแสของเกมก็สามารถเปลี่ยนได้เลย ใครที่มี Reflex ดี ๆ หรือตอบสนองได้ไว เล่นเกมนี้ได้เปรียบชาวบ้านแน่นอน

ส่วนตัวละครต่าง ๆ นั้นมีจุดเด่นจุดด้อย และสไตล์ในการเล่นที่แตกต่างกันมากทีเดียว แถมท่าไม้ตายต่าง ๆ นั้นก็ถูกแก้ไขให้กดง่ายกว่าเดิมมาก และที่สำคัญมีการแบ่งประเภทการต่อสู้ที่เหมาะสมกับรูปร่าง เช่น Shiki ที่มีท่าเคลื่อนที่ฉับพลันและความเร็วที่ค่อนข้างมาก แต่จะโจมตีได้ไม่แรงเท่าตัวละครผู้ชาย เป็นต้น

แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบที่ Neutral Game มีความเชื่องช้าแบบนี้ก็อาจจะเกลียดไปเลย แถมยังไม่ค่อยมีคอมโบที่น่าตื่นตาตื่นใจให้เห็นเท่าไหร่นัก (คือมีแน่ ๆ แต่ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญเท่ากับท่าที่ใช้โจมตีสวนกลับแบบรุนแรง) แถมตัวเกมในบางยกอาจจะจบเร็วมากในวิธีที่คาดไม่ถึงได้อีกด้วย ใครที่มีปฏิกิริยาตอบสนองดี ๆ น่าจะเล่นเกมนี้ได้เก่งกว่าใครเพื่อนเลยทีเดียว

Performance ดี สมฝีมือที่อยู่มานาน

สำหรับประสิทธิภาพของเกมบนระบบ PS4 นั้นถือได้ว่าดีทีเดียว แม้จะมีการโหลดที่ค่อนข้างนานสักหน่อย แต่ก็ถือเป็นระยะเวลาปกติที่ไม่ต่างจากเกมอื่นมากนัก ส่วนเฟรมเรทวิ่งได้ลื่นเต็มกำลังที่ 60 เฟรมแบบไร้ปัญหาใด ๆ เรียกว่าทำออกมาได้ดีไม่มีที่ติเลย

และสำหรับระบบออนไลน์นั้นก็ถือว่าทาง SNK ปรับปรุง Net Code มาได้ดีเช่นเคย ซึ่งยังคงรักษาความดีจาก The King of Fighters XIV เอาไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องหาผู้เล่นที่มีสัญญาณดี ๆ เล่นด้วยเช่นกัน ซึ่งความหน่วงช้าในห้องที่สัญญาณเต็มนั้นแทบจะไม่รู้สึกเลย แต่ถ้าสัญญาณอ่อนลงมาก็อาจจะมีอาการหงุดหงิดได้ และยังหาผู้เล่นได้ไม่ยากอีกด้วย

Conclusion

Samurai Shodown ถือเป็นเกมต่อสู้ที่อนุรักษ์ความดีงามของมันในสมัยก่อนเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง และเสริมระบบใหม่ให้การเล่นลึกขึ้นไปอีกขั้น สมกับเป็นเกมที่ “ตัดสินแพ้ชนะในชั่วพริบตา” เหมือนกับการดวลดาบในชีวิตจริงที่รู้ผลกันอย่างรวดเร็ว แม้ Neutral Game ทั่วไปจะค่อนข้างช้ากว่าเกมอื่น ๆ และในส่วนของโหมดการเล่นที่ไม่ได้แหวกแนวหรือหลากหลายนัก แต่ถ้าหากคุณเป็นผู้เล่นเกมต่อสู้ตัวยง และเป็นแฟนเดนตายของค่าย SNK ด้วย นี่คือเกมที่ไม่ควรพลาดครับ

คะแนน 7.5/10