รีวิว Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin หยุดล่า มาเลี้ยงมอนฯ ในสไตล์อาร์พีจีจ๋า แต่พกลูกเล่นมาเพียบ

Monster Hunter กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาไล่ล่า แต่จะมาสานต่อเรื่องราวของเหล่าไรเดอร์ ใน Monster Hunter Stories สปินออฟชุดสุดพิเศษ ที่จะเปลี่ยนความสนุกในการพัฒนาตัวละคร เป็นความสนุกในการไล่ล่าเนื้อหาสุดพิเศษ พร้อมเก็บรวบรวมเหล่ามอนสเตอร์ตัวร้าย นี่คือคอนเซปต์โดยรวมของสปินออฟชุดนี้ 

เรื่องราวของ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin จะน่าสนใจขนาดไหน จะทำออกมาได้ถึงรส RPG พร้อมเก็บรักษาเสน่ห์ของซีรีส์เอาไว้ได้หรือเปล่า ไปอ่านกันในรีวิวตัวนี้

Story

ในจักรวาลของ Monster Hunter นอกจากเหล่า Hunter ที่เรารู้จักกันดีในตัวเกมภาคปกติ ยังมี ‘Rider’ หรือนักขับขี่อยู่ในโลกนี้ด้วย หน้าที่ของพวกเขา คือการรวบรวมมอนสเตอร์ และพัฒนาให้กลายเป็นคู่หูนาม ‘Monsties’ เพื่อใช้ทั้งเป็นพาหนะ และเป็นกองกำลังในเวลาเดียวกัน

เนื้อหาของ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ในภาคนี้ จะเล่าเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ประหลาด เพราะจู่ ๆ เหล่า Rathalos ก็หายไปทั่วทั้งโลก เกิดการขุดค้นตำนานของ Wings of Ruin เรื่องราวของ Rathalos ในตำนานผู้ไร้ปีก ที่หากกางปีกเมื่อใด จะเกิดเป็นเปลวไฟทำลายล้างโลกจนสิ้น ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทั้ง Hunter และ Rider ต่างนั่งก้นไม่ติดเก้าอี้ ต่างตามหาคำตอบกันทั้งนั้นว่าจะหยุดยั้งเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นไร

ผู้เล่นรับบทเป็น Rider ฝึกหัดผู้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม (และพูดไม่ได้) หลานชาย/สาว ของ ‘Red’ ไรเดอร์ในตำนานที่หายสาบสูญไปจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดยเราถูกโชคชะตานำพาให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งกลายเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการช่วยโลกไว้จากภัยอันตราย

ถ้าคุณสัมผัสเกม RPG จากฝั่งญี่ปุ่นมาบ่อย ๆ เนื้อเรื่องของ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin คือพล็อตคุ้นเคยประจำประเทศ ที่คุณอาจสัมผัสมาแล้วมากกว่าสิบครั้ง กับการผลักตัวเอกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไปรับภาระอันยิ่งใหญ่ พร้อมกรอกหูว่ามันจะสำเร็จได้หากคุณมีความ “เชื่อมั่น” มากพอ ซึ่งเนื้อหาในเกมนี้ จะออกมาในทำนองเดียวกับที่เล่ามา

แม้ว่า Monster Hunter เดิมจะไม่ใช่เกมที่เน้นเล่าเรื่อง แต่เนื้อหาของมันก็ไม่ได้ตื้นเขิน ซึ่งใน Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ก็ยังทำได้ดี กับการผูกเรื่องราวและ Lore ต่าง ๆ เข้าด้วยกันในช่วงแรก แต่เนื่องด้วยการออกแบบกราฟต์ของเนื้อหาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ส่งผลให้เนื้อหาในช่วงท้ายค่อนข้างน่าเบื่อ และเมื่อถึงจุดที่จะต้องบรรจบกัน อารมณ์ตื่นเต้นในช่วงแรกนั้น ก็ไม่อยู่ให้คุณรู้สึกแล้ว ทิ้งไว้แต่ความดีใจ ว่าในที่สุดมันก็จบเสียที

Presentation

สภาพแวดล้อมกับ Monster Hunter ถือเป็นของคู่กันมาแต่ช้านาน เพราะการล่ามอนสเตอร์แต่ละครั้ง คุณจะต้องไล่ล่า แกะรอย เสาะหามันจนถึงถิ่นที่อยู่ ฉะนั้นในเรื่องความงดงามของฉาก ความหลากหลายของงานภาพ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ทำได้ดีแบบไม่มีข้อโต้แย้ง

ทุ่งหญ้า ป่าดิบชื้น ทะเลทราย ทุ่งหิมะ ทุกอย่างที่คุณพอจะนึกได้ Monster Hunter Stories 2 เนรมิตมาให้ไม่แพ้ Monster Hunter ปกติเลย ขาดแต่การไล่ล่าหาเบาะแส ที่มาเป็นกิมมิคเล็ก ๆ เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอ ในการบ่งบอกความเป็นมอนฮันแล้ว

แต่ข้อดีทั้งหมดทั้งมวลอาจต้องพังทลาย หากคุณมองมันซ้ำ ๆ เป็นร้อยหน เพราะตัวเกมมีปัญหาอย่างมากในการออกถนนหนทางในฉาก เนื่องจากตัวเกมน่าจะใช้การ Random Generate มากกว่าการเขียนทุกอย่างด้วยมือ ส่งผลให้แผนที่ในเกม เกิดความซ้ำซากตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกมเลยทีเดียว

ที่เป็นแบบนั้น เพราะ Monster Hunter Stories 2 ไม่ใช่เกม Open World และไม่ได้มีแผนที่ใหญ่เพียงไม่กี่แผนที่ พวกเขาเอาระบบการจับสัตว์มาผูกไว้กับแผนที่ด้วย เมื่อใดที่คุณต้องการจะจับมอนสเตอร์สักตัว คุณต้องพาตัวเองเข้าไปในแผนที่ที่เรียกว่า Monster Den เพื่อนำไข่ออกมา

และตลอดทั้งชีวิตการเล่นเกม คุณจะต้องเข้า Monster Den เป็นหมื่นเป็นพันครั้ง แน่นอนว่าจำนวนแผนที่ขนาดนี้วาดมือเองคงไม่ได้แน่ ๆ แต่ส่วนหนึ่งก็รู้สึกแย่เหมือนกัน กับการเดินเข้าไปแล้วเจอแผนที่ซ้ำ ๆ ลักษณะเดิม ๆ ในแบบที่หลับตาเดินก็ยังทำได้ สิ่งนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญทีเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่า ช่วงท้ายของเกมนี้มันน่าเบื่อสุด ๆ จนไม่อยากจะหาอะไรใหม่ ๆ อีกแล้ว อยากเพียงเล่นให้มันจบ ๆ ไป

Gameplay

เนื่องจากเราเป็น Rider ทำให้การล่ามอนสเตอร์ทำโดยตัวเองไม่ได้ เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Monsties’ มอนสเตอร์คู่ใจมาเป็นตัวช่วย โดยการหา Monsties นั้น ทำได้ด้วยการบุก Monster Den ไปหยิบ ๆ ล้วง ๆ ไข่ในรัง เอามาฟักจนกลายเป็นตัว

ระบบการปรับแต่ง Monsties หลัก ๆ คือการพัฒนายีนส์ของสายพันธุ์ให้แข็งแกร่ง โดยจะมาในรูปแบบของตารางบิงโก 9 ช่อง ให้ปรับแต่งธาตุ ปรับแต่งสกิลกันตามสนุก ทุกมอนสเตอร์สามารถเป็นได้ทุกรูปแบบตามที่เราต้องการ จะหยิบสกิลของตัวนั้นมาใส่ตัวนี้ ทีละเล็กละน้อย สร้างเป็นมอนสเตอร์ไอคอนนิคของเราคนเดียว (แต่จะเก่งหรือเปล่า อันนี้ไม่รู้)

ระบบการต่อสู้ของเกมก็เป็นอะไรที่สนุก กับการแบ่งลักษณะโจมตีออกเป็นสามรูปแบบ และมาวัดกันว่าใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ มันคือการเป่ายิงฉุบในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ ทำให้เราต้องคอยจดจำ และโฟกัสว่ามอนสเตอร์ตัวนี้มีท่าโจมตีแบบไหน และท่าโจมตีจะเปลี่ยนไปแบบใด หากเข้าสู่สถานะต่าง ๆ

ลักษณะของการ Break ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจากตัวเกมหลักก็ยังมีอยู่ ในเกมนี้มอนสเตอร์จะใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนของร่างกาย ในการใช้สกิล ใช้ความสามารถพิเศษต่าง ๆ โดยเราสามารถโจมตีเน้นในส่วนนั้น ๆ ได้เพื่อทำลายชิ้นส่วน และเมื่อมันถูกทำลาย สกิลต่าง ๆ ที่อาศัยส่วนดังกล่าวก็จะใช้งานไม่ได้

ฟังดูแล้วค่อนข้างน่าตื่นเต้น และต้องบอกเลยว่ามันตื่นเต้นจริง ๆ แต่ได้เพียงในช่วงแรกเท่านั้น เพราะตัวละครที่อ่อนแอ ทำให้เราต้องพึ่งพาระบบนี้เป็นส่วนใหญ่ ต้องพยายามไม่ให้พลาด เพื่อเก็บรักษาทรัพยากรอันน้อยนิดเอาไว้ใช้เอาตัวรอดในเทิร์นถัด ๆ ไป

แต่เมื่อตัวละครเริ่มเก่ง คู่หูเริ่มเข้าที่ ทุกอย่างจะเหมือนถูกรีเซ็ต แน่นอนว่าตัวเกมไม่ได้ง่ายขึ้น มอนสเตอร์ยังคงมีลูกเล่นใหม่เพิ่มขึ้น และเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ด้วยความสามารถของตัวละครที่มากขึ้น พร้อมด้วยทรัพยากรมหาศาล ทำให้เราสามารถมองข้ามเมคานิคบางอย่างไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องธาตุ, ชนิดอาวุธ ที่จะเห็นผลในช่วงหลังน้อยลงจนแทบไม่ได้สนใจ มีเพียงการต่อสู้แบบเป้ายิงฉุบเท่านั้น ที่ยังสำคัญพอให้โฟกัส

การพัฒนาคู่หูก็เช่นกัน แม้ในเกมจะมียีนมากมายกว่าร้อยชนิดให้เลือกใช้ แต่จังหวะของเกมก็ทำให้การล่าก่อนหน้านี้ ดูจะไร้ค่าไปเลย ด้วยการล็อคยีนระดับสูง หรือมอนสเตอร์ดี ๆ ไว้ในช่วงท้าย ทำให้ในช่วงแรก แม้คุณจะพยายามมากแค่ไหนในการพัฒนามอนสเตอร์ มันจะเก่งได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น และเมื่อคุณเล่นไปเรื่อย ๆ คุณจะรู้สึกว่า มอนสเตอร์ที่คุณได้มาใหม่ แม้ยังไม่ได้พัฒนาปรับแต่งใด ๆ มันดันเก่งกว่าตัวเก่าเสียอีก ซึ่งมันก็เหมือนการบังคับกลาย ๆ ให้คุณทิ้งมอนสเตอร์ที่ฟาร์มมาหลายชั่วโมง เพื่อมอนสเตอร์ตัวใหม่ที่ได้มาแบบไม่ตั้งใจนั่นเอง

Performance

เป็นครั้งแรกที่ Monster Hunter Stories ถูกนำมาลง PC หลังจากภาคแรกลงให้เฉพาะ 3DS (และมือถือเมื่อไม่นานมานี้) ทำให้ภาคนี้ เราได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงที่ทีมพัฒนาจะพามันไปได้ โดยไม่จำกัดอยู่แค่ว่า ลงเฉพาะคอนโซลของนินเทนโดเพียงอย่างเดียว

ในการเล่นจริง บอกได้เลยว่าตัวเกมจะไม่มีปัญหา งอแงอะไรเลยหากสเปกเครื่องสามารถผ่านขั้นแนะนำมาได้ เอาตรง ๆ แค่ GTX 1050TI ก็เพียงพอแล้วสำหรับเกมนี้ แม้ภาพของเกมจะสวยงามก็จริง แต่ลายเส้นและการออกแบบ ค่อนข้างเอื้อให้ชาวพีซีสเปกต่ำอย่างเรา ๆ สามารถเล่นเกมนี้ได้อย่างไหลลื่น สบาย ๆ

ในภาพแบบ 4K กับการ์ดจอ RTX 3070 ตัวเกมก็ทำได้ดีแบบไม่มีปัญหาเฟรมหล่นเฟรมร่วงแต่ประการใด ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะตัวเกมใส่โหมดความเร็ว x2-x3 มา ซึ่งโหมดแบบนี้มักจะมีปัญหากระตุกแปลก ๆ ที่เกิดจากการเรนเดอร์ภาพไม่ทัน แต่กับเกมนี้ ไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเลยแม้สักครั้งขณะเล่น

บั๊กก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพูดถึง เนื่องจากในปัจจุบัน ไม่ว่าเกมใด ๆ ที่วางจำหน่ายในช่วงปีนี้ – ปีที่ผ่านมา มักจะมีบั๊กเต็มไปหมด แต่ Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ตั้งแต่เริ่มเล่นยันจบเกม เราเคลมได้เลยว่า ไม่มีบั๊กเกิดขึ้นแม้แต่อย่างเดียว ถือว่าเก็บงานเนี๊ยบสุด ๆ ในเรื่องของ Performance

สรุป

Monster Hunter Stories 2: Wings of Ruin ถือเป็นเกมที่มอบประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ในช่วงแรก มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ และระบบที่พาให้ติดพันกับมันได้หลายชั่วโมง แต่พอเริ่มหมดช่วงของความเข้มข้น เกมก็แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่อง และเกมเพลย์เองก็ตาม เสมือนรถไฟเหาะที่เดือดดาลในช่วงแรก แต่ช่วงท้ายกลับมาตายกับท่าหมุนควงสว่านโง่ ๆ ซ้ำไปซ้ำมาแบบไม่รู้จบ นี่อาจจะเป็นผลงานที่ใช้คำว่า “ดี” ได้ แต่ต้องบอกเลยว่า มันไม่เหมาะสำหรับทุกคน

7/10

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close