รายงานระบุว่าคอมพิวเตอร์เกมมิ่งและจอมอนิเตอร์ มียอดขายพุ่งขึ้นถึง 26.8% ทั่วโลกในปี 2020

ในช่วงล็อคดาวน์ตลอดทั้งปี 2020 คอมพิวเตอร์เกมมิ่งและจอมอนิเตอร์คือสินค้าที่มีความต้องการพุ่งขึ้นมากถึง 26.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวน 55 ล้านชิ้น จากรายงานของ International Data Corporation (IDC)

โดยสินค้าที่มีผลต่อตัวเลขมากที่สุดยังคงเป็นโน้ตบุ๊คเกมมิ่ง ที่แม้ว่าจอแสดงผลจะไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ผลิตโน้ตบุ๊ค แต่ก็ยังเติบโตขึ้นมาได้ถึง 26.9 เปอร์เซ็นต์ จากการที่ผู้ใช้สามารถซื้อไปได้ด้วยจุดประสงค์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตาม

ขณะที่ทางด้าน PC และจอมอนิเตอร์ก็เติบโตขึ้นมาถึง 77 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยมียอดการจัดส่งออกถึง 14.3 ล้านชิ้น ซึ่งตลาดที่มีความต้องการมากที่สุดคืออเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก และฝั่งเอเชียแปซิฟิกด้วย (รวมทั้งญี่ปุ่น) ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศล็อคดาวน์อย่างเข้มข้นทั้งสิ้น

Jitesh Ubrani ผู้จัดการฝ่ายวิจัยด้านมือถือและอุปกรณ์ผู้ใช้งานของ IDC กล่าว

“น่าเสียดายที่อะไหล่หลายชิ้นของคอมพิวเตอร์เกมมิ่งยังคงขาดแคลน รวมถึงกระแสการขุดเหมือง Crypto ที่ก็ยังคงร้อนแรงอยู่ ความต้องการสินค้าเหล่านี้จึงสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้”

“ทั้ง GPU ใหม่ ๆ , เกมใหม่ที่รองรับ Ray-tracing รวมถึงการเติบโตของความต้องการเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้นของอุปกรณ์เกมมิ่ง ซึ่งน่าจะยังคงสูงต่อไปในปี 2021”

IDC คาดการณ์ว่าตลาดเกมมิ่งจะยังคงอยู่ในจุดที่หลายคนให้ความสนใจเช่นนี้ต่อ จากการที่ฝั่ง PC โดยรวมเริ่มกลับสู่สภาวะปกติหลังสถานการณ์โรคระบาดแล้ว

นอกจากนั้นยังมองว่าจอมอนิเตอร์เกมมิ่ง จะมีปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นแซงคอมพิวเตอร์เกมมิ่งเป็นครั้งแรกในปี 2021 ด้วยเช่นกัน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้มียอดการผลิตและจัดจำหน่ายที่สูงได้ถึง 72.9 ล้านชิ้นในปี 2025 เลยทีเดียว

Jay Chou ผู้จัดการฝ่ายวิจัยด้านจอมอนิเตอร์ของ PC กล่าว

“คล้ายกันกับตลาดโน้ตบุ๊ค, จอมอนิเตอร์เองก็ต้องเจอกับปัญหาชิ้นส่วนขาดแคลน และมีความต้องการที่สูงมาก”

“OEMs (Original Equipment Manufacturers) ต้องฉลาดที่จะจัดสรรทรัพยากรให้ดี เพื่อเผชิญหน้ากับความขาดแคลนในตอนนี้ ทำสินค้าให้ออกมาตอบสนองความต้องการและคุ้มค่าที่สุด. IDC คาดการณ์ว่าจอมอนิเตอร์จะยิ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงขึ้นอีกในหลาย ๆ ปีต่อจากนี้”

ที่มา : BusinessInsider

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close