รีวิว Rage 2 “คน-เดือด-คลั่ง”


สานต่อผลงาน คน-เดือด-คลั่ง โดยทีมสร้าง Just Cause และ Mad Max

Story

หลังจากเหตุการณ์ภาคแรก อาร์ค(Ark) หรือหลุมหลบภัยที่เก็บผู้รอดชีวิตจากอดีตได้ผุดขึ้นมาทั้งหมด และพวกเขาก็เริ่มสร้างสังคมใหม่ พร้อมกับรวมพลังกันขับไล่อำนาจมืดที่เรียกตัวเองว่า The Authority หลังเหตุการณ์สงบ เหล่าผู้รอดชีวิตจากอดีตก็ได้ร่วมกันก่อตั้งกองกำลังของตัวเองขึ้นมาในชื่อ Ranger

30 ปีต่อมา ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Ranger คนใหม่ ผู้สืบชายสายมาจากผู้รอดชีวิตยุคเก่า เหล่าทหาร Ranger จะมีความพิเศษกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะพวกเขาสามารถใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ทำให้พวกเขามีพลังราวกับยอดมนุษย์ แต่มีข้อแม้ว่าผู้ที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ได้จะต้องเป็นคนของ Ark หรือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากผู้รอดชีวิตที่อยู่ใน Ark ซึ่งเราเองก็คือบุคคลที่ถูกต้องตามสายเลือด และในวันนี้ พวก Authority ก็ได้กลับมาอีกครั้ง มันเลยเป็นหน้าที่เราที่ต้องไปฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก

นี่คืออีกหนึ่งเกมที่เราไม่ต้องใส่ใจกับเนื้อเรื่องเลยก็ได้ เนื้อเรื่องของ Rage 2 มีไว้เพื่อให้เรามีเหตุผลในการไปยิงผู้ร้าย ความลึก ความแปลก ความน่าสนใจ อย่าไปแคร์ เรามาเพื่อความัน และก็ไม่ต้องห่วงว่าเราจะต้องเล่นภาคแรกมาก่อน มันไม่สำคัญเลย เพราะแค่คัทซีน ตอนที่กด New Game นั่นก็คือการสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เราต้องรู้ไปแล้ว แต่ถ้าคุณเคยเล่นมาก่อน คุณจะได้เห็นการ Throwback การเอาของเดิมมาให้เจอ คุณจะได้เห็นว่า 30 ปีต่อมา หลาย ๆ สิ่งมันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ใครที่เคยเล่นภาคแรกก็อาจจะชอบ แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่สำคัญอยู่ดี

นอกจากเนื้อเรื่องจะไม่มีความน่าสนใจแล้ว ตัวเกมยังสั้นเอามาก ๆ ถ้าคุณเล่นแบบเอาให้จบอย่างเดียว ไม่สำรวจ ไม่วิ่งเล่น ไม่เถลไถล แค่เวลาซัก 4-5 ชั่วโมง ก็น่าจะจบ ซึ่งถ้าตามรูปแบบ cliché ของเกมแนวนี้มันควรจะเป็นเพียงครึ่งเกมเท่านั้น แต่สำหรับ Rage 2 มันจบลงแค่ตรงนี้ ยิ่งทำให้มันหมดความน่าสนใจกว่าเดิม

Presentation

พอจะพูดได้ว่า Rage 2 คือเกมที่รวมรูปแบบจากหลาย ๆ เกมมาไว้ด้วยกัน มันมีความเป็น Doom ความเป็น Just cause ความเป็น Far Cry แล้วก็ Rage ในแบบดั้งเดิม

โลก Open world ของ Rage 2 จะเปิดให้เราลุยไปได้ทุกที่ตั้งแต่เริ่มเกม สิ่งที่จะจำกัดเราไว้มีเพียงความยากของศัตรูเท่านั้น แต่ Rage 2 ก็ไม่ใช่ RPG ถ้าคุณอยากจะลองฝืนเข้าไปลุยทั้งที่ยังไม่พร้อม คุณก็พอมีโอกาสชนะได้อยู่ แต่ก็อาจจะหัวร้อนอย่างไม่จำเป็น

ถ้าคุณจำรูปแบบของ Far Cry 5 ได้ คุณจะได้เจอการนำเสนอในรูปแบบเดียวกัน การเถลไถลทำมิชชั่นไม่ได้ทำให้คุณเคว้งคว้างไร้จุดหมาย แต่มันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวละครและการดำเนินเรื่อง ในเกมนี้เราจะมีพันธมิตรที่แบ่งเป็น 3 ฝ่าย สีของมิชชั่นแต่ละแบบจะบ่งบอกว่าการทำมิชชั่นตัวนั้นจะเป็นการเพิ่มแต้มให้กับฝ่ายใด เมื่อแต้มของฝ่ายนั้นสูงถึงระดับหนึ่งก็จะเป็นการเพิ่มเลเวลของฝ่ายนั้น ซึ่งคุณต้องใช้มันเพื่อปลดมิชชั่นหลัก

ทุกครั้งที่เลเวลของแต่ละฝ่ายเพิ่มขึ้น คุณจะได้แต้มในการปลดล็อคความสามารถใหม่ ที่แต่ละฝ่ายก็จะมีสไตล์ของความสามารถไม่เหมือนกัน นั่นคือยิ่งสำรวจเยอะ ลุยเยอะ เราก็ยิ่งเก่งขึ้น และใน Rage 2 มันไม่มีอาวุธ หรือ ความสามารถใด ๆ ที่ล็อคไว้ตามเนื้อเรื่อง ถ้าคุณไปเจอเมื่อไหร่ คุณก็เอามาใช้ได้ทันที อาวุธ กับ สกิล แต่ละอย่างมันอยู่ที่ไหนบ้าง ในจุดนี้เกมจะไม่บอกตรง ๆ แต่มันจะใช้รูปแบบเดียวกับ Far Cry 5 นั่นคือ คุณต้องหาข้อมูลเอง อาจจะเป็นการคุยกับคนอื่น ดูป้ายประกาศ อ่านไฟล์ หรือ ซื้อข้อมูลจากคนขาย พอได้ข้อมูลแล้ว มันถึงจะปรากฏในแผนที่ หรือเราจะสำรวจไปเจอด้วยตัวเองก็ทำได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าเราอยากสำรวจอยากเถลไถลมากเท่าไหร่ ก็เอาให้เต็มที่ไปเลย

แต่ถ้าคุณไม่ชอบการลุยแหลก เละเทะ ไร้สมอง คุณควรจะถอยให้ห่างเกมนี้ เพราะ 90% ของทุกจุดในแผนที่ คือการเข้าไปยิงตัวร้าย มิชชั่นในแบบอื่นมีอยู่ไม่กี่แบบ ซึ่งมันก็เป็นการเลียนแบบ Far cry 5 มาอีกเช่นกัน มันจะเป็นมิชชั่นแบบที่เราต้องหาทางแก้พัซเซิลเพื่อเข้าไปเอาของที่อยู่ด้านใน ซึ่งดีไซน์ของมันก็ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับ Far cry 5 แต่ในเมื่อระบบการต่อสู้ คือหัวใจหลักของเกมนี้อยู่แล้ว มันก็สมเหตุสมผลที่ส่วนใหญ่เราจะเน้นยิงกันอย่างเดียว แต่ถ้าคุณเบื่อการยิงกันเมื่อไหร่เกมนี้จะไม่เหลืออะไรให้สนุกอีกเลย

แถมมันมีดีไซน์หลายอย่างที่อุตส่าห์ทำมา แต่ไม่มีเหตุผลให้เราแคร์ เช่น ระบบการต่อสู้ด้วยยานพาหนะ ถ้าเรายิ่งทำมิชชั่นที่เกี่ยวกับรถ อย่างเช่นทำลาย convoy หรือแข่งรถ คุณจะได้ของอัพเกรดที่ทำยานพาหนะแกร่งขึ้น แต่คุณจะสนทำไมในเมื่อตลอดมิชชั่นหลัก ไม่มีจังหวะไหน ที่คุณต้องใช้รถในการต่อสู้ หรือระหว่างที่เราเล่นแบบอิสระ ก็ไม่มีใครมาโจมตีเราแบบจริงจังซักครั้ง หรืออย่างลานประลองที่มีเงินเป็นของตัวเอง ถ้าอยากซื้อของจากที่นี่ก็ต้องใช้ Token ที่ได้จากการเข้าไปเล่นในลานประลอง แต่คุณจะสนทำไมในเมื่อที่อื่นก็มีของขายในแบบเดียวกัน แถมดีไซน์ของลานประลองกับการแข่งรถก็มีใหเล่นนิดเดียว ขนาดภาคแรกที่ว่าน่าเบื่อยังมีให้เล่นเยอะกว่า

ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า content เกมนี้ไม่คุ้มราคาเกมเลย เกมราคาเกือบ 2,000 บาท แต่คุณภาพ ไม่ถึงพันบาท

Gameplay

อย่างที่ผมบอกเกมนี้มันรวมหลาย ๆ เกมไว้ด้วยกัน ซึ่งจุดที่ทำได้ดีที่สุดก็คือสไตล์การยิงแบบ Doom สไตล์การเล่นแบบ Push-forward combat มันคือความสนุกที่ถอดมาจาก Doom อย่างสมบูรณ์แบบ บวกกับความโลดโผน ในสไตล์ใกล้เคียงกับ Just cause ยิ่งเพิ่มความสะใจเข้าไปใหญ่

แม้มันอาจจะไม่ใช่ Doom ซะทีเดียว ใน Rage 2 คุณไม่สามารถหลบการโจมตีทุกอย่างด้วยการวิ่ง ในบางจังหวะคุณก็ต้องใช้ที่กำบัง คุณไม่ต้องรอให้พลังชีวิตฟื้นด้วยตัวเองแบบภาคแรก แต่คุณจะได้ทำแบบเดียวกับ Doom ภาค 2016 นั่นคือถ้าอยากได้พลังเพิ่ม คุณต้องฆ่าให้เยอะ เพื่อให้มันดรอปของเติมพลังออกมา แต่ศัตรูบางชนิดมันก็ไม่ดรอปของเติมพลัง ทำให้บางจังหวะคุณต้องเติมพลังด้วยวิธีอื่น อาจจะเป็นการทุบกล่อง การทำลายเป้าหมาย หรือว่าพกยาไปเติมเอง แถมศัตรูในเกมนี้ มันก็ไม่ค่อยดรอปกระสุน ถ้ากระสุนหมดคุณต้องหาเก็บเองหรือไม่ก็แวะซื้อกับพ่อค้า

ส่วนระบบพลังพิเศษ มันจะให้อารมณ์คล้ายกับ Mass Effect แต่ความบ้าหลุดโลกของมันจะเป็นสไตล์เดียวกับเกม Just cause มันจะเป็นสกิลที่มีช่วง cooldown แต่ยิ่งเราอัพเกรดเราก็สามารถทำให้มัน cooldown เร็วขึ้น มีพลังแรงขึ้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันผสมกับอย่างอื่นยังไง จะเปิดด้วยท่าอะไร แล้วตามด้วยอะไร ทุกอย่างอยู่ที่ความสร้างสรรค์ ยิ่งฆ่าเยอะ ฆ่าเร็ว คุณจะยิ่งเพิ่มระดับคอมโบให้สูงขึ้น เลขคอมโบคือตัวชาร์จพลังให้กับท่าไม้ตาย หรือ Overdrive การเปิด Overdrive จะทำให้อาวุธกับสกิลของเราแรงขึ้น 2 เท่า ที่ยิ่งทำให้มหกรรมแห่งการบู๊ล้างผลาญของเราดุเดือดกัมปนาทยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ทุกมิชชั่นจะเป็นการยิงกัน เพราะถ้ามองในแง่ของเกม Shooting นี่คือหนึ่งในเกมที่สะใจที่สุดเท่าที่คุณจะหาเล่นได้ตอนนี้เลย

แต่ก็อย่างที่บอกอีกนั่นแหละ นี่คือจุดที่ดีที่สุดของเกมนี้ ถ้าคุณเบื่อการยิงกันเมื่อไหร่ก็จบกัน และที่แย่ก็คือ คุณจะเบื่อเกมนี้เร็วมาก เพราะว่าเกมมันไม่ท้าทายเลย ในช่วงแรกมันอาจจะยากระดับหนึ่ง เพราะคุณยังไม่ค่อยอึดของก็ไม่ค่อยมี แต่พอเรายิ่งอัพเกรดสกิล อัพเกรดพลัง อัพเกรดอาวุธ คุณจะเริ่มโหดขึ้นจนถึงระดับที่ไม่มีอะไรสู้ได้ แม้แต่บอสตัวใหญ่ก็กลายเป็นเป้าซ้อมยิง

ที่น่าเสียดายคือ จริง ๆ แล้ว เกมนี้ก็มีอะไรที่ท้าทาย แต่มันไม่ค่อยโผล่ออกมาให้เราเจอ อย่างภารกิจทำลายป้อมปืนของ Authority ช่วงแรก ๆ ผมรู้สึกว่ามันยากมาก คุณต้องฉากหลบ ต้องกระโดด ต้องโผล่ออกไปยิงในจังหวะที่ถูกต้อง ออกไปผิดจังหวะแทบจะโดน One shot kill ตลอด แล้วยิ่งพลังมันลด ความโหดของป้อมปืนก็ยิ่งสูงขึ้น จริงอยู่ว่าพอถึงช่วงหลังมันก็เริ่มง่ายขึ้น แต่นี่ก็ยังเป็นภารกิจที่เราประมาทไม่ได้ นี่คือหนึ่งตัวอย่างของดีไซน์ที่ดี แต่ก็มีอยู่นิดเดียว มันเลยทำให้เกมน่าเบื่อเร็วมากทั้งที่มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้

Performance

แม้ว่าภาพของเกมนี้จะดูคล้ายกับเอนจิ้น ID tech ที่ใช้ในเกม Doom กับ Wolfenstein แต่นี่คือ APEX Engine เอนจิ้นตัวเดียวกันที่ใช้ใน Just Cause กับ Mad Max เพราะดูจากวิธีเล่นแสงเงากับรายละเอียดฉาก มันดูไม่คล้ายกับผลงานก่อน ๆ เท่าไหร่เลย แต่มันดูเป็นสไตล์ของ Id software มากกว่า และถ้าคุณไม่ Fast travel เกมนี้จะไม่มีฉากโหลดให้เห็นเลย ทำให้การผ่านไปแต่ละที่มันลื่นไหลตลอด

และในจุดที่เป็นฉากโหลดจริง ๆ มันก็โหลดเร็วมาก อย่างเวลากด Fast Travel หรือตายแล้วกลับมาเริ่มใหม่ แค่ไม่ถึง 10 วินาที เกมก็ให้เราเล่นต่อได้แล้ว ยิ่งตอนที่เราเปิดเกมโหลดเซฟมันยิ่งเร็วกว่านี้อีก เท่าที่ลองนับดูไม่ถึง 5 วินาทีเลย ถ้าเกิดไม่นับอาการกระตุกนิด ๆ เวลาที่เราขับรถข้ามไปแอเรียใหม่ นี่เป็นการ Optimize เกมที่ยอดเยี่ยมมาก

แต่ถ้าพูดถึงการกินแรงเครื่อง อันนี้ผมบอกไม่ค่อยได้ ด้วยพลังของ RTX 2080 ti  ทำให้ผมเล่นมันได้เกิน 100 FPS แทบจะตลอดเวลา บนความละเอียด 2560×1440 หรือ 2K แต่ถ้าเครื่องผมเล่นภาพ 2K ได้เกิน 100 เฟรมตลอด เครื่องระดับกลาง ๆ ก็ไม่น่ามีปัญหามากถ้าเล่นในความละเอียดระดับ 1080p ถ้านับข้อเสียอีกซักเรื่องนึง ก็คงเป็นแค่รายละเอียดฉากในระยะใกล้มันอาจจะยังไม่สวยงามเท่าเกมระดับ triple A แต่อย่าลืมว่านี่คือเกม Open world ที่คุณผ่านไปทุกจุดโดยไม่ต้องโหลดฉาก ได้ขนาดนี้ผมว่าก็สุดยอดแล้ว

Verdict

คิดซะว่านี่คือเกม warm-up ก่อนจะได้สัมผัส Doom Eternal ความสะใจในการยิงกันคือที่สุดของเกมนี้เลย แต่ด้วยคุณภาพคอนเท้นต์ที่ไม่คุ้มราคาเกมกับความท้าทายที่จืดเร็วมาก ถ้าใครคิดจะซื้อเกมนี้ก็คิดให้ดีแล้วกันครับ

GamingDose Score: 5.6/10