ผลวิจัยเผย ผู้เล่น MOBA มีแนวโน้ม IQ มากกว่าผู้เล่นเกมประเภท Shooting

Lakeland Observer, อเมริกา เปิดเผยว่า เหล่านักวิจัยได้มีการทดสอบถึงความสัมพันธ์ของการเล่นของมนุษย์เเละความฉลาดทั่วไปของเขา โดยเป็นงานที่ได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยเเล้วด้วย โดยเป็นการทดสอบ IQ ที่ใช้ “เกม” เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เเละผลที่ออกมาก็น่าสนใจมาก

โดยการทดสอบจะเเบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนเเรกจะให้นักเล่นเกม League of Legends (LoL) จำนวน 56 คน มาทำเเบบทดสอบวัด IQ ตามเเบบมาตรฐานที่ใช้วัด IQ ทั่วไป ผลการทดสอบได้ผลว่า เหล่าเพลเยอร์ที่มีเเรงค์สูงๆ จะสามารถทำเเบบทดสอบได้ดีกว่า โดยจะมี IQ อยู่ราวๆ 115 -125 คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด

การทดสอบที่สอง เป็นการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครกว่า 20,000 คน โดยมาจากเกม MOBA 2 เกม (LoL เเละ Dota 2) เเละเกมเเนว FPS อีก 2 เกม (Destiny และ Battlefield 3) โดยข้อมูลที่นำมาใช้คือ คะเเนนที่สามารถเล่นเกมนั้น ๆ ได้ (เป็นตัววัดศักยภาพในการเล่นเกม) เเละอายุของพวกเขา ผลการทดสอบระบุว่า เพลเยอร์ของ LoL เเละ Dota 2 นั้นมีเเนวโน้มที่จะมีศักยภาพในการเล่นเกมมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-20 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่คนจะมี IQ ได้สูงสุดเช่นกัน

League of Legends (LoL)

ซึ่งตรงนี้เเตกต่างกับผู้เล่นของเกมเเนว FPS ที่จะมีศักยภาพในการเล่นสูงสุดในช่วงอายุที่ต่างจากเกม MOBA โดยสาเหตุได้มีการระบุว่า เกม FPS จะใช้ทักษะที่เเตกต่างกับเกมเเนว MOBA โดยจะเน้นไปที่ปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว ความเเม่นยำในการเลือกเป้าหมาย (ยิง) เเละการตัดสินใจในเวลาอันสั้นเป็นหลัก

เเต่เกม MOBA จะเน้นไปที่ความจำเป็นส่วนหนึ่ง เเละอีกส่วนคือความสามารถในการเลือกเเผนการที่จะใช้ ซึ่งการตัดสินใจของเกม MOBA หลายครั้งจะต้องคำนึงถึงคู่ต่อสู้เเละสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย เเน่นอนว่าผู้เล่นเกม MOBA นั้นมีเรื่องที่ต้องจำมากกว่าเกม FPS ทั้งความสามารถของตัวละคร การใช้คอมโบสกิลต่าง ๆ รวมถึงความสามารถของ Item เเละวิธีใช้มันอีกด้วย

Dota 2

ในงานศึกษาวิจัยก่อนหน้าระบุว่า ผู้คนที่เล่นเกมเเนววางเเผนได้ดี (ที่ภายหลังพัฒนาไปเป็นเเนว MOBA) นั้นมีเเนวโน้มที่จะทำข้อสอบ IQ ได้คะเเนนสูงกว่าคนทั่วไป เเละงานวิจัยนี้ก็ได้ต่อยอดจากสิ่งที่เคยศึกษาไปนั้น โดยการศึกษาในเกมที่มีผู้เล่นหลายล้านคนทั่วโลกอย่าง LoL เเละ Dota 2 ที่ได้ทดสอบไป ผลที่ได้ก็คือ เครื่องมือใหม่ที่สามารถใช้ในการวัดความฉลาดของมนุษย์เเบบเบื้องต้น ที่ไม่ซับซ้อน สะดวก เเละง่ายต่อการเก็บข้อมูล

สำหรับเเนวคิดที่ใช้เกมในการทดสอบ IQ นั้น ที่จริงเเล้วเริ่มพัฒนามาตั้งเเต่การใช้เกมตัวต่อ 3 มิติในการวัด ซึ่งประหยัดเเละทำได้ง่ายกว่าการทดสอบโดยใช้เเบบทดสอบหลายเท่า เเละยังทำให้ผู้ทดสอบไม่รู้สึกเบื่อในขณะทำการทดสอบอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยก็ทิ้งท้ายไว้ว่า งานของพวกเขาไม่ได้จะพยายามที่จะสรุปว่า คนที่เล่มเกมจะเก่งกว่าคนทั่วไป ๆ เเต่เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำเกมมาใช้ในกระบวนการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ในเรื่องการวัดความฉลาดของมนุษย์ ที่จะเป็นประโยชน์มากหากว่าทำได้สำเร็จ หรือหากพบว่ามันทำได้จริงตามที่ตั้งสมมุติฐานเอาไว้

ตัวต่อ 3 มิติสำหรับวัด IQ ในรูปเเบบต่าง ๆ

ในส่วนท้ายของรายงานยังระบุต่อว่า การทดสอบ IQ โดยผ่านเกมที่ผู้คนจำนวนมาก จะเป็นประตูที่สำคัญที่สามารถใช้ในการประเมิน IQ ของคนจำนวนมากได้ในคราวเดียว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการทดสอบ IQ ระดับนานาชาติเลยก็เป็นได้ เพราะเหมือนเป็นการทดสอบผู้คนจำนวนมากด้วยข้อสอบที่เหมือนกัน พร้อมกัน เเละในเวลาเดียวกัน โดยการทดสอบนี้ยังสามารถใช้ต่อยอดในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในการตอบสองต่อเหตุการณ์บางอย่างนอกเหนือจากการวัด IQ ได้ด้วย

ซึ่งหากใครยังจำกันได้ เเนวคิดที่ใช้เกมในการทดสอบผู้คนจำนวนมากนั้นก็เคยเกิดขึ้นมาเเล้วจริงๆ ในเหตุการณ์ “Corrupted Blood Incident” ซึ่งภายหลัง ก็ได้มีการใช้ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น มาประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกเเห่งความเป็นจริงหากเกิดเหตุการณ์เเบบนั้นขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยสามารถอ่านรายละเอียดของเรื่องนี้ต่อได้ ที่นี่

Source : lakelandobserver.com

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close