The Evil Within สานต่อความสยองแบบสั่นประสาทจากผู้สร้าง Resident Evil

จากผู้ให้กำเนิด Resident Evil ผีชีวะ ที่กลายมาเป็นเกมสยองขวัญสุดมันขวัญใจแฟนเกมทั่วโลก และเดินทางมาจนถึงภาค 8 แต่ผู้ให้กำเนิดอย่าง Shinji Mikami ก็ได้แยกตัวออกไปทำสิ่งใหม่ในช่วงปี 2014 นั่นคือการให้กำเนิดเกมสยองขวัญอีกเกมอย่าง The Evil Within ที่ตอนนี้มีออกมาทั้งหมด 2 ภาค และถือว่าเป็ฯเกมดีซะด้วย วันนี้เราขอพาทุกท่าน ย้อนกลับไปดูเกมสยองขวัญสั่นประสาทที่ได้ Shinji Mikami มาเป็นผู้สร้างกัน

The Evil Within – หลอนคลั่ง เขย่าประสาท

The Evil Within นั้น กว่าจะเปิดตัววางจำหน่ายในปี 2014 แต่จริง ๆ แล้ว ตัวเกมเริ่มพัฒนากันมาตั้งแต่ปี 2010 ภายใต้ชื่อชั่วคราวว่า Project Zwei โดยผู้ให้กำเนิด Resident Evil อย่าง Shinji Mikami มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับเกม และร่วมงานกับสตูดิโอ Tango Gameworks ก่อนที่ภายหลังสตูดิโอนี้จะถูกซื้อโดย ZeniMax และไปเป็นส่วนหนึ่งของ Bethesda

จุดประสงค์ของ Mikami คือ เขาต้องการสร้างเกมแนวสยองขวัญเอาตัวรอด เพราะเขาเชื่อว่าเกมสยองขวัญในยุคนั้น เน้นการเล่นแบบแอ็คชั่นมากกว่าการเอาตัวรอด นั่นทำให้ตัวเกมในภาคแรกนี้ ผู้เล่นจะถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด มีอาวุธ กระสุนน้อย และศัตรูที่ทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวว่าจะฆ่าตายหมดหรือไม่ และบางฉากยังเต็มไปด้วยกับดักมากมาย ที่ถ้าหากว่าเล่นไม่ระวังก็อาจจะตายเพราะกับดักก่อนเจอศัตรูซะอีก

ผู้เล่นจะรับบทเป็น Sebastian Castellanos ที่ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมหมู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาจึงรีบพานักสืบมือใหม่อย่าง Juli Kidman และ Joseph Oda ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก่อนที่ฝันร้ายทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้

สำหรับเกมภาคแรก ตัวเกมเป็นเกมแนว Survival Horror และเนื่องด้วยมันมาจากฝีมือของ Shinji Mikami ผู้สร้าง Resident Evil ทำให้เกมเพลย์และระบบการเล่นจะมีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ตัวเกมใส่ระบบที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน เช่นการฆ่าศัตรูที่มักจะดรอป Green Gel เพื่อให้เรานำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการอัปเกรดตัวละคร อาวุธ และการเล่าเรื่องของเกมจะใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบจบเป็นบท ๆ ไป ศัตรูของเราภายในเกม นอกจากพวกที่ดูเหมือนซอมบี้อย่าง Huanted แล้ว เกมยังใส่ศัตรูประเภทฆ่ายาก ตายยากอย่างเช่น Reborn Laura และ The Keeper มาไว้ในเกมอีกด้วย และบางครั้งเรายังต้องคอยหลบหนีจาก Ruvik ศัตรูหลักประจำเกม ที่พร้อมจะฆ่าเราตายในช็อทเดียวด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้เกมภาคแรกดูน่าจดจำ คือการเล่าเรื่องแบบมีที่มาที่ไป มีเหตุผลรองรับ พร้อมกันนั้นยังเต็มไปด้วยความพิศวงของฉาก ด้วยการตัดต่อ การเล่าเรื่อง ที่เหมือนเราอยู่ในหนังอย่าง Inception ถูกถีบส่งจากฉากหนึ่ง สู่ฉากหนึ่ง กลายเป็นเกมสยองขวัญที่น่ากลัว ทั้งการปะทะกับศัตรูและการเล่าเรื่องเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ภาคแรกของเกมยังมีปัญหาอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการมี Letterbox หรือหรือขอบดำบนล่างใส่มาในเกม ซึ่งทำให้มุมมองการเล่นดูแปลก ๆ ไปจากการโดนขอบดำบัง หรือในช่วงแรกที่มีข่าวว่าจะทำการล็อคเฟรมไว้ที่ 30 ด้วย แต่ภายหลังก็ปลดล็อคให้ และภาพรวมของ The Evil Within ภาคแรก ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีในฐานะเกม Survival Horror

The Evil Within ภาคแรกยังมีความรุนแรง และฉากโหด ๆ มากมาย จนการวางขายในประเทศญี่ปุ่น ต้องตัดทอนเนื้อหาความรุนแรงลง และมันกลายเป็นเกมขายดีในสหราชอาณาจักรในช่วงวางจำหน่าย แน่นอนว่าการประสบความสำเร็จที่ดีงามขนาดนี้ ย่อมต้องมีภาค 2 ตามออกมา

The Evil Within 2 – หลอนในอีกรูปแบบ พร้อมยกระดับเกมเพลย์

ในภาค 2 นี้ ส่วนของเนื้อเรื่องก็ดำเนินการต่อจากภาคแรก แม้จะเป็นการ Time Skip ไปกว่า 3 ปี แต่ Sebastian ก็ได้รับข่าวใหม่ว่าลูกสาวของเขายังไม่ตาย และเขาต้องกลับเข้าสู่ STEM อีกครั้ง เพื่อตามหาลูกสาวสุดที่รัก

ในแง่ของเนื้อเรื่องในภาคนี้ยังคงกลิ่นอายความโหด ความสั่นประสาทเอาไว้อย่างครบถ้วนไม่ต่างจากภาคแรก เกมยังคงเป็นเกมการเล่นแบบ Survival Horror มุมมองบุคคลที่ 3 เช่นเคย แต่คราวนี้ Shinji Mikami ได้ลดบทบาทตัวเองลง จากผู้กำกับไปเป็นผู้อำนวยการสร้าง และเกมนี้ใช้เวลาในการพัฒนาสั้นกว่าภาคแรกมาก โดยตัวเกมเริ่มพัฒนากันในเดือนมีนาคม 2015 และวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2017

จุดเด่นของเกมนี้คือ การเขียนบทของเกมที่มือเขียนบทอย่าง Syoji Ishimine และ Trent Haaga เขียนให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าใจโลกของเกมได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะในภาคแรกหลายคนลงความเห็นว่าเนื้อหาของเกมมันซับซ้อนจนเกินไปในช่วงท้าย

เกมเพลย์ในภาคนี้ถูกปรับปรุงยกเครื่องใหม่ เช่นการคราฟท์ไอเทมก็จะใช้สิ่งของแยกกันอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ได้ใช้ Green Gel แบบเหมารวมเหมือนภาคแรก ส่วน Green Gel จะใช้อัปเกรดความสามารถของตัวละครที่แตกต่างกันออกไปหลายสาย แล้วแต่ว่าเราอยากให้ตัวละครเก่งในด้านใด

เมื่อภาคนี้วางขาย มันทำยอดขายได้ถึง 42,941 ชุดในญี่ปุ่น ถือเป็นอันดับสามในสัปดาห์ที่วางขาย น่าเสียดายที่ยอดขายมันยังไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ ทุกวันนี้เราจึงยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีภาค 3 ตามออกมา

จากผีชีวะสู่ความหลอนในโลกเสมือนจริง

สำหรับผู้ที่เล่น The Evil Within มาแล้ว จะรู้ว่าโลกภายในเกมนี้ เกิดขึ้นในระบบ STEM ขององค์กร Mobius แต่มันก็ทำออกมาได้ดีซะจนเรานึกว่าเป็นโลกของความเป็นจริง เมื่อเทียบกับผีชีวะหรือ Resident Evil ที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส ซอมบี้ และมีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์แล้ว ฝั่ง The Evil Within จะเป็นการเล่นกับความหลอนทางจิตวิทยา ออกแนว Psychological มากกว่า ถือว่าเป็นมุมมองวิสัยทัศน์ของ Shinji Mikami ที่น่าสนใจ แม้ว่าในภาค 2 เขาจะลดหน้าที่ตัวเองไปเป็นเพียงผู้อำนวยการสร้างก็ตาม

แม้จะน่าเสียดายที่ทุกวันนี้เราไม่เห็นวี่แววของภาคใหม่ แต่ The Evil Within ถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกมสยองขวัญที่แฟนเกมสยองขวัญไม่ควรพลาดจริง ๆ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close