Tamagotchi อดีตของเล่นยอดฮิต ผู้กลายเป็นแพะรับบาปของสังคม

เชื่อว่าเหล่าเกมเมอร์ที่มีอายุอานามผ่านยุคสมัย 90 มาแล้วน่าจะรู้จักและคุ้นเคยกับของเล่นชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Tamagotchi กันแน่นอน มันคือเกมสัตว์เลี้ยงแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เล่นจะต้องให้อาหาร ดูแล และเลี้ยงดูให้เติบโตโดยที่ไม่ตายจากเราไปเสียก่อน ความนิยมของมันทำให้ก่อเกิดกระแสมากมายทั้งในทางที่ดีและไม่ดี และรวมไปถึงการตกเป็นจำเลยของสังคมที่มองว่าวิดีโอเกมคือสิ่งชั่วร้ายอีกด้วย

วันนี้ GamingDose จะขอพาทุกคนย้อนอดีตกลับไปสู่ยุคที่เกมสัตว์เลี้ยงจำลองนี้ได้รับความนิยมถึงขีดสุด และการตกเป็นจำเลยต่อสังคมที่รุนแรงอย่างคาดไม่ถึงครับ

อันที่จริงแล้วประวัติในการค้นคว้าและพัฒนาเจ้าเกม Tamagotchi นี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยของเล่นชิ้นนี้ถูกพัฒนาและคิดค้นโดยคุณ Akihiro Yokoi จาก WiZ และคุณ Aki Maita จาก Bandai วางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1996 และวางขายทั่วโลกในปีถัดมา ซึ่งชื่อของมันนั้นเป็นการนำคำว่า Tamago (たまご) ที่แปลว่าไข่ มารวมกับคำว่า uotchi (ウオッチ) หรือนาฬิกาข้อมือมารวมกัน จนกลายเป็น Tamagotchi นั่นเอง

วิธีการเล่นของเกม Tamagotchi นั้นไม่ยาก เมื่อเปิดเครื่องมาเราจะได้ฟักไข่และเลี้ยงดูเจ้า Gotchi ตั้งแต่ยังเป็นตัวกลม ๆ จนเติบโตกลายร่างไปได้หลากหลายตามวิธีการเลี้ยงของแต่ละคน คอยทำความสะอาด ดูแลไม่ให้ป่วย และคอยเล่นกับมันให้อารมณ์ดี ใครเลี้ยงแบบไหนก็จะมีร่างเจริญวัยที่เติบโตไปตามนั้น

ด้วยความน่ารัก พกสะดวกไปได้ทุกที่เพราะมันมีขนาดเล็ก เป็นที่ถูกอกถูกใจเด็กและสาว ๆ ที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่ติดปัญหาเรื่องสถานที่หรือเวลาในการเลี้ยง ทำให้มันขายดีจนหมดเกลี้ยงร้านเกมและของเล่นในญี่ปุ่นทุกร้านอย่างรวดเร็ว หลายคนซื้อไปเลี้ยงเป็นสิบตัวพร้อมกับมีรุ่นพิเศษและเกมเลียนแบบจากประเทศอื่นออกวางขายมากมาย รวมไปถึงในบ้านเราด้วยเช่นกัน

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Tamagotchi นั้นได้รับรางวัล Ig Noble ในปี 1997 สาขาเศรษฐศาสตร์อันเนื่องมาจากการทุ่มเวลาค้นคว้าเกมสัตว์เลี้ยงเสมือนจริงอีกด้วย แม้จะเป็นรางวัลขำ ๆ แต่ก็ยืนยันได้ว่าความสำเร็จของเจ้า Tamagotchi นี้เป็นของจริงไม่ต้องสงสัยทีเดียว การันตีได้จากยอดขายที่สูงมากถึง 82 ล้านชุดเฉพาะจากทาง Bandai ไม่รวมของเลียนแบบอื่น ๆ อีกด้วย

ความนิยมของเจ้า Tamagotchi นี้ก็บุกมาถึงบ้านเราด้วยเช่นกัน มีทั้งของแท้ของเทียมปั่นราคาขายกันอย่างสนุกสนาน จนมีราคาพุ่งไปถึงหลายพันบาท แถมยังมีการต่อยอดไปเป็นของเล่นใหม่ ๆ ที่มีรูปแบบคล้ายกันอย่าง Digimon และได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ของเล่นสัตว์เลี้ยงพกพาได้รับความนิยมแบบหยุดไม่อยู่นั่นเอง

ทว่าด้วยความโด่งดังของมันนั้นเปรียบเสมือนกับดาบสองคม เพราะ Tamagotchi นั้นกลายเป็นสินค้าที่ทุกคนให้ความสนใจ คนเล่นก็ใส่ใจเจ้าตัวสัตว์เสมือนนี้เสมือนลูกตัวเอง โดยเฉพาะเด็ก ๆ จนทำให้หลายโรงเรียนต้องห้ามไม่ให้นักเรียนเอาของเล่นชิ้นนี้มาจากบ้าน เพราะเสียงดังแจ้งเตือนเวลาให้อาหารนั้นจะมารบกวนในเวลาเรียน รวมไปถึงทำให้หลายคนไม่สนใจเรียนไปด้วย กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนกังวลไปในทันที

หรือแม้แต่เรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึงก็มีให้เห็น อย่างเช่นมีข่าวที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ว่ามีโจรขโมย Tamagotchi ส่งจดหมายขู่เรียกค่าไถ่จากเจ้าของเป็นจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงสื่อลู้ปกครองหลายคนโยงเหตุอาชญากรรมที่เป็นคดีดังหลายชิ้นว่ามีเหตุมาจากเจ้าสัตว์เลี้ยงเสมือนตัวนี้ จนทั้งจิตแพทย์ นักวิชาการ และผู้มีอำนาจหลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อบุตรหลานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้มากมาย

หรือถ้าจะยกตัวอย่างให้ไปไกลกว่านั้น ก็ต้องอ้างอิงจากคดีฆาตกรรมอันโด่งดังของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Kobe Child Murder ในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1997 ที่คนร้ายมีนามแฝงว่า Seito Sakakibara ซึ่งเขาเป็นเด็กชายที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ฆ่าเด็กพิเศษคนหนึ่งแล้วตัดหัวนำมาวางไว้ที่หน้าประตูโรงเรียน พร้อมกับยัดจดหมายท้าทายตำรวจให้มาจับเขา พร้อมกับลงชื่อ Sakakibara อีกทั้งยังส่งจดหมายความยาวกว่าพันคำไปให้สำนักหนังสือพิมพ์ Kobe Shinbun แสดงความเกลียดชังต่อระบบการศึกษาและอีกมากมายที่อัดอั้นตันใจมานาน

พาดหัวของหนังสือพิมพ์ tabloid ของญี่ปุ่น ที่เผยโฉมหน้าของเด็กชายที่เชื่อว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดัง

สุดท้ายหลังจากตามสืบคดีอย่างหนักหลายเดือน พวกเขาก็สามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ ด้วยการตามสืบจากลายมือของเด็กในโรงเรียนที่คุณครูประจำชั้นจดจำได้ ทั้งนี้เด็กชายผู้ก่อเหตุได้รับสารภาพอีกว่า เขาได้ทำร้ายเด็กสามคน และสังหารเด็กหญิงอีกหนึ่งคน ซึ่งก็ได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แม้จะมีคนบางส่วนไม่ปักใจเชื่อว่าเขาคือ Sakakibara ตัวจริงก็ตาม และตอนนี้เด็กชายคนดังกล่าวก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำแล้ว

แล้วเรื่องที่ว่ามานี้เกี่ยวอะไรกับ Tamagotchi?

ประเด็นที่น่าสนใจนี้มาจากข่าวของสื่ออย่าง Los Angeles Times ที่มีระบุเอาไว้ท้ายข่าวว่า มีผู้คนบางส่วนโทษว่า เหตุที่ Sakakibara ออกก่ออาชญากรรมเช่นนี้ก็เพราะเกม Tamagotchi ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนั้น และยังมีการโยงไปถึงสถิติการก่ออาชญากรรมจากเยาวชนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนั้นอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่บางคนอาจจะโกรธแค้นจนต้องหาแพะหรือผู้รับผิด และวิดีโอเกมก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดแล้วนั่นเอง

แม้จะกลายเป็นกระแสด้านลบอย่างรุนแรง แต่ยอดขายของ Tamagotchi นั้นก็ยังคงพุ่งสูง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับ Bandai และในรุ่นหลัง ๆ ก็มีการปรับระบบการเล่นให้ช่วงเวลาในการให้อาหารเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งความนิยมในระดับนี้ก็ทำให้มีแฟนเดนตายหลายคนที่ออกอาการเศร้าสร้อยที่ Tamagotchi ของตนเองต้องตายลงไป ถึงขนาดจัดงานศพให้กันเลย

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน อุตสาหกรรมเกมจะเติบโตมากเท่าไหร่ เราก็ยังเห็นการโทษวิดีโอเกมว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความเลวร้ายหลายประการมาจนถึงตอนนี้ แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง Donald Trump เองก็เคยออกมากล่าวโทษวิดีโอเกมว่าเป็นต้นเหตุแห่งความรุนแรงด้วยเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ไม่มีข้อยกเว้นกับ Tamagotchi และเราน่าจะต้องได้ยินเรื่องเหล่านี้อีกอย่างแน่นอน

ทว่าแม้ภาพลักษณ์ที่คนในสังคมบางส่วนมองว่า Tamagotchi เป็นเกมที่มอมเมาเยาวชน และทำให้พวกเด็ก ๆ ไม่สนใจการเรียน แต่ความนิยมและยอดขายของมันก็ยังทำให้เราได้เห็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่และตัวละครจากเกมไปแทรกอยู่ในสื่อต่าง ๆ หลายชิ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นสิบปี รวมไปถึงเนื้อหาของเกมที่เป็นการเอาใจใส่และดูแลสัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่สิ่งที่มีพิษภัยแต่อย่างใด หนำซ้ำจะทำให้ทุกคนที่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงสัตว์สามารถเรียนรู้ในเรื่องนี้ได้ด้วย

ท้ายนี้มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากฝากไว้สำหรับคุณผู้อ่านทุกคน นั่นก็คือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน กระแสต่อต้านต่อสิ่งบันเทิงต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่วิดีโอเกมนั้นจะยังคงมีอยู่ พวกเราเองในฐานะคนเล่นเกมก็ต้องให้ความเข้าใจแก่บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นเกมเมอร์เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ว่าวิดีโอเกมนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องเลวร้าย การรับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่นนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งครับ

ข่าวอ้างอิง: Boy, 14, Arrested in Slaying That Appalled Japan – Los Angeles times 

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close