Tales of Arise ทาสที่ปล่อยไม่ไป

ในโลกของเกมสวมบทบาทแนวญี่ปุ่นหรือ JRPG (Japanese RPG) ซีรีส์ Tales จาก Bandai Namco ค่ายยักษ์จากดินแดนอาทิตย์อุทัย เรียกได้ว่าเป็น “มหากาพย์” ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นซีรีส์หนึ่งของวงการ ตั้งแต่ออกเกมแรกในปี 1995 หรือกว่า 25 ปีที่แล้ว ซีรีส์นี้ก็ทยอยออกผลงานใหม่ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง นับถึงปี 2021 มีเกมสายหลักรวม 17 เกม เกมสายรองหรือ spin-off อีกหลายเกม ไม่นับการต่อยอดไปเป็นมังงะ อานิเมะ ละครวิทยุ และสื่ออื่น ๆ อีกมากมาย

เกมทุกเกมในซีรีส์ Tales มีเรื่องราวและตัวละครเป็นเอกเทศจากกัน แต่มีจุดร่วมหลวม ๆ ในแง่ระบบเกม ธีมแฟนตาซี กราฟิกสไตล์มังงะสีสันสดใส และดนตรีประกอบอลังการงานสร้าง แต่ Tales of Arise เกมล่าสุดในซีรีส์ นับว่ายกระดับ “การเล่าเรื่อง” ใน Tales และเกมแนว JRPG ขึ้นไปอีกระดับ ด้วยเนื้อเรื่องเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าเกมก่อน ๆ ถ่ายทอดผ่านเส้นเรื่องหลักและบทสนทนาระหว่างตัวละครร่วมทีม

Tales of Arise เป็นเรื่องของการลุกขึ้นปฏิวัติเพื่อปลดปล่อย สมกับคำว่า Arise ในชื่อเกม แต่ “การปฏิวัติ” ในเกมนี้มีหลายชั้นและหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแต่การปฏิวัติทางการเมืองที่เราคุ้นเคยเท่านั้น 

Tales of Arise ฉายภาพชีวิตบนดาวเคราะห์แฝด เรนา และ ดาห์นา ที่คนเชื่อกันว่าเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จนกระทั่ง 300 ปีที่แล้วเมื่อชาวเรนาก่อสร้างดาวเทียมยักษ์เป็นฐานทัพกลางอวกาศ ชื่อ เลเนกิส เรนาส่งกองทัพจากเลเนกิสมารุกรานดาห์นา ปราบปรามประชาชนอย่างเหี้ยมโหดจนยอมแพ้อย่างราบคาบ ทำลายวัฒนธรรมของดาห์นาและทำให้คนบนดาวทั้งใบตกเป็นทาส 

แต่ดาห์นาก็ไม่ต่างจากสังคมอื่น ๆ ตรงที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทนเป็นทาสอยู่ได้ตลอดไป ไม่ช้าก็มีกลุ่มผู้กล้าผุดขึ้นมาในหลายดินแดน พร้อมลุกฮือขึ้นต่อต้านผู้รุกราน เราเล่นเป็น อัลเฟน พระเอกในเรื่อง ทาสชาวดาห์นาที่มีปริศนาลึกลับ สูญเสียความทรงจำตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมีหน้ากากเหล็กปิดหัวทั้งหัว จะถอดออกก็ไม่ได้

อัลเฟนจะได้จับพลัดจับผลูเป็นส่วนสำคัญในขบวนการต่อสู้ของชาวดาห์นา และระหว่างทางก็จะค่อย ๆ ค้นพบกับตัวตนและประวัติของตัวเอง ซึ่งก็ปรากฎว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรนาและดาห์นา 

ประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบัง บิดเบือน และสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อตอบโจทย์ชนชั้นปกครอง

ใครก็ตามที่เคยเล่น JRPG โดยเฉพาะแนว action RPG จะคุ้นเคยกับระบบเกมของ Tales of Arise ภายในไม่กี่นาทีแรก การต่อสู้อาศัยการกะจังหวะกดปุ่มทำคอมโบ ท่าไม้ตายมีทั้งส่วนตัวและท่าร่วมกับเพื่อนร่วมทีม โลกในเกมนี้มีหลายแคว้น ดินแดนและภูมิประเทศให้สำรวจ เส้นเรื่องและภารกิจหลักเดินเป็นเส้นตรง ไม่สับสนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ภารกิจเสริมหลายสิบอันช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ ได้วัสดุมาสร้างเกราะและอาวุธใหม่ ๆ และเติมเต็มเนื้อเรื่อง กราฟิกงาม ๆ แนวอนิเมะ ดนตรีประกอบสุดอลังการ และความลื่นไหลราบรื่นก็ทำให้การสำรวจโลกใน Tales of Arise รื่นรมย์เสมอ โดยเฉพาะเวลาควานหาเพื่อนนกฮูกของ ฮูเติล นกฮูกขวัญใจทีม

การเล่าเรื่องปฏิวัติหรือการปลดปล่อยไม่ใช่เรื่องใหม่ในเกมแนว RPG และ Tales of Arise ก็มีจอมวายร้ายหรือ “บอส” หลายตัวให้กำราบ แต่สิ่งที่ “ใหม่” ก็คือการลงลึกในรายละเอียดของการปลดปล่อย ราวกับว่าเกมนี้มีนักประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยา และนักจิตวิทยามาร่วมกันเขียนเกม ระหว่างเล่นเราจะได้ข้องแวะกับกรณีศึกษาเรื่องทาส การปฏิวัติ และลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งชัดเจนว่าดึงมาจากประวัติศาสตร์ของหลายชาติในโลกจริง 

ดินแดนหนึ่งในเกมเหมือนหลุดมาจากสหภาพโซเวียตสมัยจอมเผด็จการสตาลิน ประชาชนในนั้นใช้ชีวิตอย่างวิตกจริตตลอดเวลา ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเมื่อไหร่เพื่อนบ้านจะไปฟ้องตำรวจมายัดข้อหาไม่ภักดีต่อชาติ ดินแดนอีกแห่งดูเผิน ๆ เหมือนยุคพระศรีอาริย์ ผู้ปกครองชาวเรนา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเคียงข้างชาวดาห์นาใต้ปกครอง ในสังคมที่ตั้งอยู่บนปรัชญาความเท่าเทียมสมัยยุครู้แจ้งของโลกมนุษย์ แต่อุดมคติและอุดมการณ์ทั้งหลายสุดท้ายก็ไม่อาจบดบังความถือดี การเหยียดคนอื่นชนิดที่ถือตัวเองเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ของเผ่าพันธุ์ที่เชื่อว่าฟ้าลิขิตให้ตนมาปกครองเผ่าพันธุ์อื่น 

ดินแดนอีกแห่งเราคิดว่าประชาชนจะแซ่ซ้องยินดีปรีดาที่ได้เป็นอิสระเสียที หลังจากที่ทีมของเราปลดปล่อยพวกเขาจากผู้ปกครองบ้าอำนาจ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนหมองหม่นเต็มไปด้วยความทุกข์ เชื่อว่าตัวเองไร้ค่า ไม่กล้าคิดอะไรด้วยตัวเอง เพราะเคยชินมานานแสนนานกับการถูกสั่งให้ทำงานเป็นวัวเป็นควาย ถูกซ้ำเติมตลอดมาว่าด้อยกว่าเผ่าพันธุ์ที่มาปกครอง และใช้ชีวิตด้วยความกลัวทุกย่างก้าว

การปลดปล่อย “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” หลังจากที่พวกเขาได้รับอิสรภาพทางร่างกายแล้ว แต่ความคิดและจิตใจยังถูกล่ามโซ่ที่มองไม่เห็น จึงเป็นงานที่โหดหินและท้าทายกว่าการเอาชนะวายร้ายผู้ปกครองหลายขุม 

พัฒนาการของตัวละครใน Arise ก็ลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องราวที่เล่า ประสบการณ์เกี่ยวกับการตกเป็นทาส การปลดปล่อย และความท้าทายที่ตามมาของอิสรภาพในหลากหลายรูปแบบ จะทำให้อัลเฟนและเพื่อนร่วมทีมของเขา “เติบโต” ขึ้นระหว่างทาง มองอะไร ๆ อย่างเป็นขาว-ดำน้อยลง ครุ่นคิดถึงความรู้สึกนึกคิดและแรงจูงใจของคนอื่นมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนที่ถูกมองว่าเป็น “วายร้าย” 

Tales of Arise เป็นเกมเจ๋งที่ยกระดับ JRPG ด้วยเหตุนี้ แง่มุมทุกด้านของความเป็นทาส อิสรภาพ และเสรีภาพ ถูกนำเสนออย่างน่าคิดแทบทุกฉากอย่างไม่มักง่ายแม้แต่น้อย ทั้งที่ทีมผู้สร้างจะฉายภาพโลกแบบขาว-ดำให้เราก็ได้ เพราะกราฟิกสวย ๆ ดนตรีเพราะ ๆ และเสน่ห์ของตัวละคร รวมถึงอารมณ์ขัน ก็มีพร้อมสรรพสำหรับการขึ้นแท่นเป็นเกม Tales ชั้นยอดอยู่แล้ว แต่การเขียนโลกที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยสีเทา ๆ ตัวละครก็สีเทา ๆ เช่นกัน รวมถึงการถ่ายทอดธีมหนัก ๆ ก็ทำให้ Tales of Arise โดดเด่นขึ้นไปอีกระดับ และฉีกตัวออกจากขนบเดิม ๆ ของ JRPG ได้อย่างน่าชื่นชม

จุดด้อยของ Arise ก็มีบ้างเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผู้เขียนไม่ชอบมินิเกมในเกมนี้เท่าไรนัก โดยเฉพาะเกมตกปลาและเกมการทำฟาร์ม เพราะตื้นเขินมากและไม่ได้สลักสำคัญอะไรในเกม (แค่เป็นวิธีได้วัตถุดิบมาทำอาหารเลี้ยงทีม)

ระหว่างที่เพลิดเพลินกับการสำรวจโลก ดนตรีเพราะ ๆ และฉากต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาดและวายร้ายทั้งหลาย Tales of Arise ก็ช่วยกระตุกให้เราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า สำนวน “ทาสที่ปล่อยไม่ไป” นั้นไม่ใช่แค่สำนวนสวย ๆ แต่อย่างใด ทว่าเป็นภาวะที่คนจำนวนมาก รวมทั้งตัวเราเองด้วย อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว 

และจะไม่มีวันรู้ตัว ตราบใดที่ไม่พยายามมองให้เห็น “แอก” ที่เทียมหลังเราอยู่ ซึ่งมักจะเป็นแอกที่มองไม่เห็น

[tags]
[seed_social]

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง