ช่วงนี้ผู้เขียนก็ยังวนเวียนอยู่กับ Street Fighter ซีรีส์เกมต่อสู้อยู่เนือง ๆ เพราะมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจควรนำมาเล่าถึง ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่ในเรื่องที่เกี่ยวกับเกมเท่านั้น เพราะด้วยความนิยมอย่างสุดกู่ของมันในยุค Street Fighter II ทำให้มันถูกแปลงเป็นสื่อบันเทิงและสินค้ามากมาย ทีเด็ดที่หลายคนให้ความสนใจมากก็คือการดัดแปลงเนื้อเรื่องของเกมมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และ Street Fighter เองก็หนีไม่พ้นวัฎจักรนี้ ซึ่งมันก็กลายมาเป็นหนังที่แฟนเกมทั้งรักทั้งเกลียดไปโดยปริยาย

ต้นกำเนิดของภาพยนตร์ Street Fighter นั้นมาจากเหตุผลง่าย ๆ ก็คือทาง Capcom ต้องการขยายแฟรนไชส์ไปยังวงการภาพยนตร์ ให้กลายเป็นภาพยนตร์แอคชั่นจากเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีการขยายจักรวาลให้กลายเป็นหนังจากเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมานี่เอง

และนั้นก็เป็นต้นกำเนิดของปัญหาที่ทำให้มันกลายเป็นหนังจากเกมที่บัดซบที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา โดยมีปัญหาเด่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการสร้างเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

กำหนดการออกฉายที่ถูกเร่ง

Steven de Souza มือเขียนบทจาก Die Hard และ Commando หนังแอคชั่นยุค 90 ยอดนิยมรวมไปถึงมีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกวางให้มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เขาได้รับหน้าที่ในการกำกับ และด้วยการที่เขาเป็นแฟนเกม Street Fighter อยู่แล้ว ทำให้เข้ารู้สึกอยากจะกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยอย่างมาก(และเพื่อพิสูจน์ตัวเองในวงการสร้างหนังด้วย) แต่พอเขาได้รับรู้ว่า ทาง Capcom ต้องการให้ Street Fighter เป็นหนังแอคชั่นสไตล์ James Bond เขาก็รู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาทันที รวมไปถึงกำหนดการออกฉาย ทาง Capcom ต้องการให้หนังเรื่องนี้ออกฉายในเดือนธันวาคมปี 1994 ที่ตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสปี 1994 และในช่วงเจรจาก็เป็นช่วงปี 1993 หมายความว่าเขามีเวลาแค่ปีเดียวในการเตรียมงานทุกอย่างตั้งแต่คัดตัวทีมงานนักแสดงและถ่ายทำที่แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว แต่สุดท้ายตัวภาพยนตร์ก็สามารถออกฉายได้ทันเวลาพอดี

เนื้อเรื่องที่ไม่ตรงกับที่หลายคนคาดหวัง

จากเอกสารและข้อมูลที่ De Souza ได้รับมาจากทาง Capcom นั้น มีการระบุถึงเนื้อเรื่องของตัวหนังที่เหล่าตัวเอกทั้งหลายจะต้องบุกไปยังฐานทัพลับของ M.Bison เพื่อหยุดยั้งแผนการครองโลกของเขาด้วย ซึ่งมันผิดจากที่คาดหวังอย่างมากเพราะ Street Fighter ในโลกของวิดีโอเกมนั้นเป็นการงานแข่งขันประลองยุทธ์ค้นหาสุดยอดนักสู้ ไม่ใช่หนังแอคชั่นตูมตามแบบ James Bond แถมตัวละครเอกที่พวกเขาต้องการก็คือ Guile นายพันแห่งกองทัพอากาศ ไม่ใช่ Ryu พระเอกในเวอร์ชั่นเกมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งฟังมาถึงตรงนี้ De Souza และตัวแทนจาก Capcom ก็เกิดเป็นไอเดียที่อยากจะทำหนัง Street Fighter ออกมาเป็นแนวแอคชั่นระเบิดโลกสไตล์ James Bond ที่ได้เห็นกัน แม้ในช่วงแรก De Souza จะไม่รู้สึกว่าไอเดียนี้จะเข้าท่านัก แต่หลังจากที่ร่วมกันคิดกับตัวแทนของ Capcom ก็เห็นว่าเข้าท่าอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งมันก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น และแน่นอนว่าแฟน ๆ เกมหลายคนต่างไม่ปลื้มอย่างมาก

ปัญหาสารพัดจากตัวนักแสดง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในโปรเจคนี้ก็คือเรื่องของนักแสดง ทาง Capcom ให้ทุนในการสร้างหนังมาที่ 35 ล้านเหรียญ แต่ทุนสำหรับค่าตัวนักแสดงส่วนใหญ่หมดไปกับค่าตัวของ Jean Claude Van Damme และ Raul Julia ไปซะเกือบครึ่งแล้ว(ซึ่งเป็นคำสั่งโดยตรงจากทาง Capcom เอง) ทำให้การค้นหานักแสดงที่จะมาเป็นนักแสดงสมทบยิ่งยากขึ้นไปอีก และทำให้เราได้เห็นความอลเวงในการเลือกตัวนักแสดงมากมาย โดยแรกสุดนั้นบทของ Ryu จะรับบทโดย Kenya Sawada นักแสดงชาวญี่ปุ่น แต่ติดปัญหาตรงที่ทักษะภาษาอังกฤษของเขาไม่แข็งแรงพอ ทำให้บทเป็นของ Byron Mann นักแสดงอีกคนแทน(ส่วนตัวคุณ Sawada ก็ไปรับบทอื่นในเรื่องแทน) และการหานักแสดงคนอื่น ๆ ก็แทบจะดูเหมือนการจับยัดเข้าไปให้เต็มจำนวนตัวละคร แม้หลายคนจะเป็นนักแสดงที่มีชื่อในภายหลังอย่างเช่น Kyle Minogue นักแสดงสาวชาวออสเตรเลีย(ที่ De Souza เจอเธอโดยบังเอิญบนเครื่องบินในประเทศไทยเพราะเธอมาถ่ายแบบนิตยสาร Who พอดี แล้วก็ชวนมาเล่นหนังเลย) หรือ Ming-Na Wen ที่รับบท Chun-Li และนักแสดงอื่น ๆ จนเต็มแบบทุลักทุเล

นอกจากเรื่องการคัดตัวนักแสดงแล้ว นักแสดงบางคนก็สร้างปัญหาให้กับการถ่ายทำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Van Damme ที่ในตอนนั้นมีปัญหาติดเฮโรอีนอย่างหนัก รวมไปถึงแอบมีสัมพันธ์คบชู้กับ Kyle Minogue อีกต่างหาก แถมช่วงเวลาถ่ายทำ เขาเองก็มาสายเพราะมัวแต่เสพยาอยู่ในที่พัก จนทำให้เวลาถ่ายทำไม่พอ ต้องถ่ายซ่อมในภายหลังบ่อยมาก ส่วน Raul Julia ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงอย่างมาก จนทำให้ De Souza จะต้องสลับคิวถ่ายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเขา โดยหลายฉากถูกถ่ายในช่วงที่สภาพร่างกายของ Raul แข็งแรงขึ้นแล้ว ซึ่งโชคดีที่ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่คุณ Raul จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยในระหว่างถ่ายทำนั้น De Souza ต้องคอยถาม Raul ว่าทานยาแล้วหรือยัง และไปถาม Van Damme ว่า”วันนี้เลิกเล่นยาหรือยัง” กันเลยทีเดียว

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนน่าจะรู้สึกแปลก ๆ ในช่วงเวลาที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คือชื่อของตัวละคร Ryu ที่หลายคนออกเสียงเรียกเขาว่า ”ไร-ยิว” แทนที่จะเป็น “ริว” แบบที่เราเรียกกัน นั้นก็เพราะตัวของ Damian Chapa ผู้ที่รับบทเป็น Ken เพื่อนสนิทในเกมนั้นไม่สามารถออกเสียงคำว่า “ริว” ได้ ทั้ง ๆ ที่นักแสดงคนอื่นในกองไม่มีปัญหานี้ ทำให้ผู้กำกับอย่างคุณ De Souza ต้องบอกกับทุกคนว่าให้เรียกชื่อ Ryu ว่า “ไร-ยิว” แทน หลังจากที่พร่ำสอนวิธีการออกเสียงมานานกว่าสามวันแล้วไม่เป็นผล

อุปสรรคจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้

เริ่มแรกสุดนั้นทาง De Souza วางเวลาในการถ่ายทำเอาไว้ที่สองเดือน โดยแบ่งถ่ายที่กรุงเทพห้าสัปดาห์ และที่ออสเตรเลียในช่วงเวลาที่เหลือเพื่อถ่ายทำฉากเสี่ยงตายต่าง ๆ แต่แล้วปัญหาหลายอย่างก็เกิดขึ้น ทั้งเรื่องของสภาพอากาศที่ร้อนจัดและตัวทีมงานบางคนที่เกิดการป่วยกะทันหันจนต้องถอนตัวจากโปรเจคไป หรือไปถูกจับในเมืองเพราะขับรถสวนเลน และอีกสารพัดสิ่งจนทำให้การถ่ายทำในไทยล่าช้ากว่าที่ควรมาก และยังไม่นับรวมที่นักแสดงชายหลายคนติดใจร้านอาบอบนวดของไทยจนเสียงานเสียการ และทุนสร้างเองก็ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ แถมจะเลื่อนก็ไม่ได้เพราะทาง Capcom ได้กำหนดวันฉายไปแล้วคือวันที่ 24 ธันวาคม 1994 และรวมไปถึงมีการประกาศขายของเล่นของหนัง Street Fighter จากค่าย Hasbro ที่ดูยังไงก็เหมือนกับเอาหุ่นในชุด G.I Joe มาย้อมสี และของเล่นต่าง ๆ ที่ทาง Hasbro วางจำหน่ายนั้นก็มีผลกับในหนังด้วยอีกต่างหาก กลายเป็นว่านี่คือหนังแอคชั่นที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ และพ่วงการขายของเล่นเข้าไปด้วย ซึ่งมันยิ่งตอกย้ำไปอีกกับการแก้เรทหนังให้กลายเป็น PG-13 จากตอนแรกที่เป็นเรท R อีกด้วย

ตัวอย่างโฆษณาของเล่นจากในหนังที่ดูแล้วเหมือนเอาโมเดลเก่าของ G.I Joe มาย้อมแมวขาย

แต่จนแล้วจนรอด หนังก็ถูกสร้างออกมาจนเสร็จด้วยทุนที่ตั้งไว้แต่แรกที่ 35 ล้านเหรียญ พร้อมกับวันถ่ายทำเพิ่มเติมเพื่อถ่ายฉากต่อสู้ระหว่าง Vega และ Ryu ซึ่งต้องขอบคุณทีมงานตัดต่อและฝีมือการแสดงของ Raul Julia ที่ช่วยให้หนังไม่ห่วยไปมากกว่านี้ และหลังจากออกฉาย หนังก็พอเอาตัวรอดไปได้ด้วยรายได้รวมทั่วโลกที่ 99 ล้านเหรียญ(แต่ในวันเปิดตัวหนังทำไปได้เพียง 3.1 ล้านเหรียญเท่านั้น) แต่หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นแผลใจให้กับทั้งผู้กำกับและนักแสดง รวมไปถึงรับคำวิจารณ์แง่ลบในตอนนั้นมากมาย แต่ก็ได้รับการยอมรับในภายหลังว่าเป็นหนังคัลท์ที่เต็มไปด้วยความบ้าแบบสุดกู่แต่ก็ดูเอาบันเทิงได้เหมือนกัน

ซึ่งหลังจากนั้น Capcom เองก็ยังไม่ยอมแพ้กับการเข็นเกม Street Fighter มาทำเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง กับภาคใหม่ในปี 2009 กับ The Legend of Chun-Li แต่คราวนี้ผลที่ออกมาเรียกว่าตายสนิทแบบไม่ต้องปลุกขึ้นมาเลยเพราะตัวหนังย่ำแย่ในทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นฉากบู๊หรือบทของมัน แถมรายรับก็น้อยนิดเพียง 12.8 ล้านเหรียญจากทุนสร้าง 18 ล้าน ทำให้ทาง Capcom ไม่ยอมเสี่ยงทำหนังจาก Street Fighter ต่อไป แต่เคราะห์ดีที่ภาพยนตร์ Fan Made อย่าง Assassin’s Fist นั้นได้รับกระแสตอบรับที่ดีและดูได้สนุก จนทำให้เริ่มมีข่าวว่าภาคต่อของซีรีส์นี้กำลังจะกลับมาฉายเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

อย่างที่เราเห็นกันว่าในตอนนี้ทาง Capcom เองก็เตรียมส่งภาพยนตร์จากเกมในเครือออกมาอีกมากมายหลายเรื่องในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น Monster Hunter และ Mega Man ก็ต้องมาดูกันว่าจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน หรือจะจบสิ้นชีวิตกลายเป็นหนังโปรดเฉพาะกลุ่มอย่างที่ Street Fighter ภาคแรกทำเอาไว้ครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง – Street Fighter: The Movie — What went wrong

Wikia – Street Fighter (Film)

StolenHeart

เค้ก – Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง