Sable สุนทรียะ อิสรภาพ และการเติบโต

ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (โดยเฉพาะการ์ดจอและพลังประมวลผล) ที่รุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ข่าวดีสำหรับคอเกมทุกเพศทุกวัยอีกเรื่องก็คือ “ความหลากหลาย” ของเกมที่มีให้เราเล่น ทุกวันนี้นักพัฒนาจำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลกพยายามฉีกแนวออกจากขนบเดิมๆ ของเกมอย่างต่อเนื่อง และแนวเกมที่น่าติดตามเป็นอันดับต้นๆ ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ของการนำเสนอ ก็คือเกมที่ไม่ได้ให้เราเล่นเป็นฮีโร่กู้โลกหรือพระเอกนางเอกหนังบู๊ แต่ให้เราเล่นเป็นคนธรรมดา เน้นการใช้ชีวิตธรรมดา แต่หวังว่าส่วนเสี้ยวของชีวิตที่ได้สัมผัสในเกม จะช่วยสะกิดใจให้เรามองอะไรๆ ในมุมที่แตกต่างจากเดิม

ในบรรดาเกมที่เน้นการเป็น “คนธรรมดา” ผู้เขียนสนใจเกมที่ใช้ธีม “จากเด็กเป็นผู้ใหญ่” หรือ coming of age เป็นแกนกลางเป็นพิเศษ ธีมนี้ให้เราเล่นเป็นเด็กที่กำลังจะเป็นวัยรุ่น หรือวัยรุ่นที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ เน้นการสำรวจการเติบโตทางอารมณ์ นำเสนอเรื่องราวอย่างเข้าอกเข้าใจว่า “เด็ก” หรือ “วัยรุ่น” มองโลกอย่างไร มองผู้ใหญ่อย่างไร และพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายอะไรบ้างบนเส้นทางการเติบโต เกมธีมนี้ที่โด่งดังมีอาทิ Night in the Woods, Oxenfree, Life is Strange, Mutazione และซีรีส์ Persona

Sable เกมแรกจาก Shedworks สตูดิโออินดี้ในอังกฤษ สร้างความฮือฮาตั้งแต่เปิดตัวเทรลเลอร์ในงาน E3 ปี 2018 ด้วยกราฟิกลายเส้นสวยงามน่าหลงใหล ซาวด์แทร็กติดหูจาก Japanese Breakfast และโลกทะเลทรายเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา

สามปีผ่านไป เกมตัวเต็มก็ทำให้แฟนๆ ที่รอคอยโล่งอก เพราะ Sable ไม่เพียงแต่ต้องถูกจารึกว่า เป็นเกมที่งดงามที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์เกม แต่ระบบเกมและเรื่องราวยังน่าประทับใจไม่แพ้กราฟิกและดนตรีประกอบ ถึงแม้ระบบการขับยานคู่ใจจะไม่ลื่นไหลราบรื่นเหมือนกับเกมแอ๊กชั่นฟอร์มยักษ์ก็ตาม (แต่พออัพเกรดยานคู่ใจไปถึงจุดหนึ่งก็จะลื่นไหลขึ้นมาก)

Sable คือชื่อของตัวละครหลักในเกมที่เราควบคุม เธอเป็นสาวน้อยที่กำลังจะเข้าพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ ซึ่งในเผ่าของเธอ “พิธีกรรม” นี้หมายถึงการขับมอเตอร์ไซค์บินได้คู่ใจออกไปโลดแล่นนอกถิ่นเกิด ไปสำรวจโลกกว้างนอกเผ่าเพื่อค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก่อนที่จะกลับเผ่ามาเข้าร่วมส่วนสุดท้ายของพิธีกรรม เลือกอาชีพที่เราอยากทำด้วยการเลือก “หน้ากาก” ประจำอาชีพนั้นๆ เป็นหน้ากากติดตัว

หน้ากากที่เราจะมาเลือกช่วงท้ายเกมคือสิ่งที่เราจะสะสมระหว่างทาง ด้วยการแลก “เหรียญ” (badge) ของอาชีพต่างๆ กับหมอผีหน้ากาก เมื่อสะสมเหรียญได้ครบสามอันก็จะแลกหน้ากากของอาชีพนั้นๆ ได้ เราจะได้เหรียญเหล่านี้จากการทำภารกิจที่หลากหลาย พอเดาได้ล่วงหน้าว่าจะได้เหรียญอาชีพอะไรจากลักษณะของงานที่ทำ เช่น ถ้าเราต้องปีนขึ้นภูเขาสูงลิบ ก็มีแนวโน้มที่จะได้เหรียญ “นักปีน” เป็นรางวัล ถ้าขายของให้กับพ่อค้าเยอะๆ ก็อาจได้เหรียญ “พ่อค้า” เป็นรางวัล การสะสมเหรียญและหน้ากากต่างๆ เป็นความสนุกส่วนหนึ่งในเกม โดยเฉพาะในเมื่อมีหน้ากากลึกลับบางอันที่เราจะได้มาด้วยการทำภารกิจลับที่ไม่เกี่ยวอะไรกับหมอผีหน้ากาก และแม้หลังผ่านฉากจบเกมแล้ว เราก็ยังสำรวจโลกต่อไปได้ เพราะจะมีหน้ากากอีกหลายใบที่เรายังไม่ได้มา

โลกของ Sable คือดาวเคราะห์อุดมทะเลทรายอันไกลโพ้นจากระบบสุริยะ ในอนาคตห่างไกลจากปัจจุบันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี อนาคตที่มนุษย์เดินทางออกไปสำรวจและตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

แล้วเหตุใดลูกหลานของมนุษย์ที่ท่องอวกาศมาถึงดาวดวงนี้ใน Sable กลับไม่ได้อยู่ในสังคมไฮเทค แต่อยู่กันแบบชนเผ่าสมัยโบราณ เชื่อและศรัทธาในเทพเจ้าหลายองค์ ยานอวกาศกลับกลายเป็นซากปรักหักพัง นี่คือปริศนาประการหนึ่งที่เราจะได้ค้นหาคำตอบระหว่างการท่องโลก – ถ้าเราอยากทำ

เรามองโลกผ่านสายตาบุคคลที่สาม และการผจญภัยในโลกนี้ก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง เราจะวิ่ง ปีน เดิน ร่อน (ด้วยการถือหินวิเศษ) และขับมอเตอร์ไซค์บินได้คู่ใจ ผ่านเขตต่างๆ 6 เขตบนดาว แต่ละเขตมีภูมิประเทศเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ล้วนแต่สวยงามน่าหลงใหล ระบบการปีนในเกมนี้ไม่ลื่นไหลมากนัก และต้องอาศัยความช่างสังเกตพอควรกว่าจะคุ้นเคย แต่สักพักเราจะมองออกว่าพื้นผิวแบบไหนที่ปีนไม่ได้ ซึ่งก็คือโลหะแทบทุกชนิดในยานอวกาศ ส่วนเราจะวิ่งหรือปีนได้ไกลขนาดไหนก่อนต้องพักเหนื่อยขึ้นอยู่กับระดับ “ความอึด” (stamina) ซึ่งลดลงเรื่อยๆ เมื่อออกแรง (ระบบเดียวกันกับ Breath of the Wild) และขอบเขตความอึดนี้ขยายได้ด้วยการทำภารกิจในเกม

Sable เป็นเกมผจญภัยที่เรียบง่าย ทั้งเกมไม่มีฉากต่อสู้ ไม่มีบอสหรือศัตรูใดๆ ให้ประมือ เราเพียงแต่ท่องโลกกว้าง สำรวจแง่มุมต่างๆ คุยกับผู้คนระหว่างทางที่พบเจอ และครุ่นคิดว่าตัวเราหรือ Sable อยากเป็นอะไรในโลกใบนี้ เราทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ สำหรับตัวผู้เขียนเอง กิจกรรมที่ชื่นชอบเป็นอันดับต้นๆ ใน Sable คือการปีนป่ายไปหานักเขียนแผนที่ ซึ่งมักจะอยู่จุดสูงสุดในแต่ละเขตของเกม เราสังเกตเห็นพวกเขาได้จากการมองหาบอลลูนตรวจสภาพอากาศที่ผูกติดกับเพิงทำงาน จากนั้นก็ต้องครุ่นคิดว่าจะปีนไปถึงได้อย่างไร หยุดพักฟื้นพลังตรงชะง่อนผาไหนได้บ้าง ประโยชน์ของการปีนไปถึงนักเขียนแผนที่ก็คือเราสามารถซื้อทั้ง “เหรียญ” ของนักเขียนแผนที่ และแผนที่ของเขตนั้นๆ ซึ่งก็ทำให้การสำรวจง่ายดายกว่าเดิมมาก

ความเรียบง่ายและ “เปิด” ของ Sable มอบอิสรภาพไร้ขีดจำกัด เราจะรู้สึกเหมือนได้ออกสำรวจโลกจริงๆ และระหว่างทางก็ได้สำรวจตัวเองจริงๆ ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ภารกิจทั้งหลายในเกมมีน้อยมากที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ ในแง่การขับเคลื่อนเส้นเรื่องไปข้างหน้า และไม่มีเส้นตายใดๆ ที่ต้องกังวล ทำให้เราสามารถหยุดพักได้ทุกเมื่อเพื่อชื่นชมกราฟิกที่สวยงามทุกเวลา (เกมนี้มี “นาฬิกา” มีพระอาทิตย์ขึ้นและตกเหมือนดาวเคราะห์โลก) เมื่อหายเหนื่อยหรือได้ชมพระอาทิตย์ยามอัศดงอย่างเต็มอิ่มแล้วก็ออกเดินทางต่อไป อยากเห็นรูปปั้นลึกลับสูงทะมึน ภูผาที่ไม่แน่ใจว่าเกิดจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ ซากยานอวกาศเร้นลับ สัตว์ต่างดาวที่มีพฤติกรรมพิศวง และโบราณวัตถุประหลาดของชนเผ่าโบราณ

อิสรภาพที่ Sable มอบให้ แปลว่าเกมนี้จะยาวหรือสั้นเท่าไรก็ได้ที่ใจต้องการ ผู้เขียนใช้เวลากว่า 18 ชั่วโมงเพราะอยากทำภารกิจที่ต้องใช้เวลานานมากรายการหนึ่ง (ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำก็ได้) แต่ถ้าจะให้ครบ 100% จริงๆ น่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมง ขณะที่ถ้าบุกตะลุยทำแต่ภารกิจหลัก อาจจะไปถึงฉากจบได้ภายในเวลา 10 ชั่วโมงเศษๆ หรือน้อยกว่านั้น

แต่เราจะรีบร้อนไปใย ในเมื่อสุนทรียะของการสำรวจช่างเย้ายวนใจ และอิสรภาพในการสำรวจโลก – ทั้งโลกข้างนอกและโลกข้างในตัวเรา – ก็คือกุญแจของการเติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง