Ping System กับการเปลี่ยนโฉมหน้าในการเล่นโหมด Multiplayer ไปตลอดกาล


ถ้าหากพูดถึงระบบช่วยเหลือการเล่นในเกมแบบ Multiplayer ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ใช้งานได้สะดวกของปี 2019 แล้วละก็ เชื่อว่าระบบ Ping System น่าจะเป็นระบบที่ใหม่ที่สุดในตอนนี้อย่างแน่นอน และด้วยระบบนี้เองที่ทำให้โฉมหน้าของการเล่นโหมด Multiplayer ของเกมต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมหาศาล

ซึ่งเราต้องขอบคุณ Respawn ที่ใส่ระบบนี้เข้ามาใน Apex Legends เกม Battle Royale ของพวกเขา

เพราะนอกจากความใหม่ของระบบการเล่นต่าง ๆ ในช่วงเปิดตัวนั้น ระบบ Ping ก็ถือเป็นตัวชูโรงที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกทึ่งกับความง่ายของมัน จากเดิมที่เรามักจะใช้การพูดออกไมค์เพื่อระบุตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่คราวนี้ไม่ต้อง เพียงแค่กดเรียกคำสั่ง Ping ออกมา แล้วชี้ไปที่จุดที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น เกมบอกให้หมดทั้งศัตรู ไอเท็ม และอีกมากมาย เรียกว่าเป็นระบบที่แสนสะดวกจริง ๆ

ด้วยระบบ Ping นี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดช่องทางในการสื่อสารแบบใหม่ให้ผู้เล่นอีกทางหนึ่ง และเป็นการตัดปัญหาการฟังข้อมูลที่มากจนเกินไปได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการพูดออกไมค์ของแต่ละคนนั้นล้วนสั้นยาวไม่เท่ากัน และในเกมที่ต้องปะทะกับผู้เล่นอื่นอย่างเข้มข้นนี้ บางครั้งการบอกข้อมูลที่มากจนเกินไปก็ทำให้การตัดสินใจของเพื่อร่วมทีมช้าลงอย่างมาก แถมยังสร้างความรำคาญได้ง่ายอีกด้วย และยังเป็นผลดีต่อผู้เล่นที่อาจจะมีความรู้ทางด้านภาษาไม่มาก (หรือไปเจอผู้เล่นชาติอื่นที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน) ให้สามารถสื่อสารได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย

Fortniteนอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้เล่นที่ไม่ชอบเปิดไมค์แล้ว ระบบ Ping ยังสามารถใช้งานเพื่อเคลียร์ความเข้าใจแล้วใช้ในการวางแผนได้เสมือนกับการใช้กระดานวาดแผนแบบในเกมกีฬาได้อย่างลงตัว เพราะบางครั้งการอธิบายแผนกับเพื่อนร่วมทีมด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากเห็นภาพไม่ตรงกัน การนำระบบ Ping มาใช้ชี้จุดต่าง ๆ ประกอบแผนการเล่นก็นับเป็นการประยุกต์ใช้ที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

แม้ว่าเอาจริง ๆ แล้วระบบ Ping นี้จะไม่ใช่ของใหม่แบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะเราเคยเห็นระบบในลักษณะคล้ายกันนี้ในเกมแนว MOBA มาก่อนแล้ว

 

เช่น League of Legends หรือ Heroes of The Storm ที่จะให้ผู้เล่นได้ส่งสัญญาณเตือนผู้เล่นในทีมว่าตอนนี้วาง Ward หรือจุดไหนในเกมเกิดการปะทะขึ้น หรือส่งสัญญาณเพื่อเข้าบุกทำ Team Fight และมีการใช้งานที่ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่ด้วยฝีมือของผู้พัฒนาอย่าง Respawn ที่ปรับปรุงและแก้ไขจนสามารถนำมาใช้ในเกมแนวเดินหน้ายิงได้อย่างลงตัวในที่สุด

และด้วยความยอดเยี่ยมของมันนี่เอง ทำให้ผู้พัฒนาเจ้าอื่น ๆ นำระบบนี้ไปใช้ในเกมของตนอย่างแพร่หลาย

ตัวอย่างระบบ Ping ที่ถูกใส่เข้ามาใน Borderlands 3

ทั้งเกมที่ออกมาก่อนแล้วอย่าง PUBG หรือ Fortnite และเกมที่จะออกมาในอนาคตที่ไม่ใช่แนว Battle Royale อย่าง Borderlands ก็เตรียมที่จะใส่ระบบนี้เข้าไปเช่นกัน แถมระบบนี้ยังมีผู้เล่นหลายคนเรียกร้องให้ใส่เข้าไปในหลาย ๆ เกมที่เน้นการสื่อสารระหว่างผู้เล่นด้วยกันอย่างมาก เช่น Rainbow Six Siege หรือ Counter Strike รวมไปถึงตัวผู้สร้างเกม Overwatch อย่าง Jeff Kaplan เองก็เคยเอ่ยปากชมระบบ Ping ที่ Respawn เป็นผู้พัฒนาอย่างไม่ขาดปากเลยทีเดียว

กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าระบบ Ping จะไม่มีข้อเสียซะทีเดียว กลับกันบางครั้งระบบนี้ก็กลายเป็นระบบที่เอาไว้ DM เพื่อนร่วมทีมได้อย่างเจ็บแสบอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน อย่างเช่นการชี้เป้าหมายเดิมซ้ำ ๆ จนเสียงเตือนขึ้นมาถี่ ๆ ทำให้ก่อให้เกิดความรำคาญได้ หรือการแกล้งบอกเป้าหมายผิด ๆ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งตรงจุดนี้ก็อยู่ผู้ใช้ว่าใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่

แม้จะมีข้อเสีย แต่ข้อดีของระบบนี้ก็มีมากมายไม่น้อย

ที่เห็นได้ชัดก็คือเป็นการสื่อสารอีกช่องทางหนึ่งที่ลดความซับซ้อนหรือกำแพงของภาษาไปได้หลายเท่า และเริ่มมีการปรับใช้ระบบนี้ในเกมแนวอื่น ๆ ที่เป็นแนว Multiplayer มากขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นระบบ Ping นี้ไปโลดแล่นอยู่ในเกมแนวอื่น ๆ อย่างแนวกีฬาอย่าง FIFA หรืออื่น ๆ อีกก็เป็นได้ครับ