Persona 4 the Golden ชีวิตวัยรุ่น และการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริง

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เกมเมอร์สาย JRPG บน PC น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปลื้มกันไม่น้อย เพราะมีเกมใหม่ในแนวนี้มาให้เล่นกันเพียบ ซึ่งหนึ่งในเกมที่ออกวางขายและมีคนเฝ้ารอกันมานานก็คือ Persona 4 The Golden ผลงานระดับสุดยอดของ Atlus ผู้สร้างชื่อจาก Shin Megami Tensei มานานหลายปี และ Persona ก็เป็นชื่อที่ถูกต่อยอดมาจากเกมในตำนานเกมนี้นั่นเอง

ต้องออกตัวก่อนว่าสำหรับผู้เขียนเองแม้จะรู้จักชื่อ Persona และ Shin Megami Tensei มานาน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแบบเต็ม ๆ เนื่องจากไม่มีเครื่องคอนโซลเล่นในยุคนั้น ได้แต่ฟังเพื่อนฝูงและโลกอินเทอร์เนตพูดถึงความเจ๋งของมัน จนมาถึงตอนนี้มันก็เป็นเกมที่มีภาคหลักให้เล่นเฉพาะบนเครื่อง PlayStation เท่านั้น

จนการมาของ Persona 4 The Golden ที่ประกาศวางจำหน่ายบน Steam นั้นก็ทำให้ผู้เล่นเกมแนว JRPG รวมไปถึงแฟนของซีรีส์นี้ดีใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่วางจำหน่ายเฉพาะบนเครื่อง PS Vita มานาน ว่าในที่สุดก็จะได้สัมผัสกับความยอดเยี่ยมของเกมนี้เสียที

Persona 4 เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จำเป็นต้องมาอาศัยอยู่กับญาติตระกูล Dojima ในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Inaba ที่ในตอนแรกนั้นก็เป็นเมืองที่สงบสุข ทว่าในช่วงเวลานั้นก็มีคดีฆาตกรรมขึ้นในเมืองถึงสองคดี ซึ่งผู้ตายนั้นคือคนที่ปรากฏตัวในรายการทีวีลึกลับหลังเที่ยงคืนในวันฝนตกทุกครั้ง และคน ๆ นั้นจะตายในวันที่หมอกลงจัด ซึ่งด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้เพื่อนแล้วเหล่าตัวเอกสามารถเดินทางเข้าไปในโลกทีวีได้ พร้อมกับได้รับพลังที่เรียกว่า Persona มา และการตามสืบคดีลึกลับของเหล่านักเรียนมัธยมปลายก็เริ่มต้นขึ้น

หากดูผ่าน ๆ เนื้อเรื่องของ Persona 4 นั้นเป็นพลอตโหล ๆ ที่เห็นได้ทั่วไปในการ์ตูนญี่ปุ่น เหล่าตัวเอกที่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย พลังเหนือธรรมชาติ และภัยที่มองไม่เห็น เรียกว่าหันไปทางไหนเราก็มักจะเห็นประเด็นหรือเนื้อเรื่องในลักษณะนี้ออกมาให้ดูกันอยู่ตลอดจนถึงตอนนี้

แต่สิ่งที่ Persona ทำได้ดีคือการเล่าเรื่องและปูเนื้อหาให้กับตัวละครสำคัญทุกตัว เราจะค่อย ๆ รู้สึกผูกพันกับพวกเขามากขึ้น ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางด้านความสามารถและจิตใจ ทำให้เรารู้สึกอยากเอาใจช่วยพวกเขามากขึ้น และชวนให้เราคิดถึงชีวิตในช่วงวัยรุ่น ที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน เผชิญหน้ากับปัญหาร่วมกัน จนก่อเกิดเป็นสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด เป็นกำลังใจที่ทำให้เรารู้สึกเข้มแข็งและพร้อมเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิตจริงต่อไป

หากจะให้พูดกันตามความจริง กลุ่มเพื่อนแห่งโรงเรียนมัธยม Yasogami นั้นก็เรียกว่าค่อนข้างสมบูรณ์แบบ การได้คลุกคลีกับพวกเขาก็ช่วยให้เราแอบคิดถึงช่วงเวลาในสมัยเรียน หรือก็ฝันอยากจะมีชีวิตวัยรุ่นที่มีความสุขเช่นนี้ด้วย การได้ออกไปทำกิจกรรมหรือได้พูดคุยกันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแห่งนี้ไปด้วยเช่นกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการนำเสนอเรื่องของพลังพิเศษในเกมที่เรียกว่า Persona

ซึ่งคำว่า Persona นั้นก็คืออีกตัวตนหนึ่งของเราที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน การที่จะควบคุมมันได้นั้นก็คือจำเป็นต้องยอมรับสิ่งตัวตนที่อยู่ในจิตใจของตัวเองเสียก่อน และตัวตนด้านมืดหรือ Shadow นั้นก็เปรียบเสมือนกับความต้องการส่วนลึกที่เรามักจะปฏิเสธมัน พยายามลืมว่าสิ่งนั้นไม่เคยมีอยู่จริง ไม่ใช่ตัวเอง

ซึ่งในชีวิตจริงของเรา การไม่ยอมรับความจริงว่าความปรารถนาที่เราต้องการในใจลึก ๆ นั้นถือเป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ทั่วไป หลายครั้งที่อยากแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ก็ถูกสิ่งอื่นอย่างกรอบความคิดของคนอื่น วัฒนธรรม ฐานะ และอีกมากมายกดเอาไว้ และเพื่อไม่ให้ตนเองต้องเจ็บปวด จึงจำเป็นที่จะหลีกเลี่ยงและปฏิเสธการเผชิญหน้าความต้องการนั้นเสีย

ถ้ายกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและถูกใจผู้เขียน ก็คงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงของ Naoto ตัวละครคนสุดท้ายของทีมสืบสวน ที่เราได้เห็นมาดของเธอในตอนแรกที่แต่งตัวเป็นผู้ชาย สวมบทนักสืบช่วยไขคดีที่ซับซ้อนได้มากมายตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าในสังคมที่ตำรวจเป็นใหญ่และความชอบที่แปลกแยกจากผู้หญิงด้วยกันทำให้เธอมักถูกทิ้งไว้อยู่เบื้องหลัง รวมไปถึงยังถูกปฏิบัติราวกับเธอเป็นเด็กอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นปมในใจเธอมานานมาก และความกดดันเหล่านี้ถูกส่งมายัง Shadow ของเธอที่มีการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้กลายเป็นหุ่นยนต์ เพื่อให้ได้มาสู่การยอมรับในฐานะ “เจ้าชายยอดนักสืบ” แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยืดอกยอมรับว่า แม้เธอจะโตขึ้นจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ แต่เพศสภาพของเธอจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป ด้วยความช่วยเหลือจากเหล่าตัวเอกและการยอมรับในจุดนี้จึงทำให้เธอสามารถเดินหน้าต่อไปได้นั่นเอง

ด้วยธีมของขีวิตวัยรุ่นและการเผชิญหน้าความจริงนี้ ทำให้ Persona 4 Golden เป็นเกมที่น่าจะกระแทกใจเหล่าวัยรุ่นหรือคนที่มีความฝันอย่างเต็มเปี่ยม

แม้จะฉีกจากธีมที่เคยมีมาในภาคก่อนที่ว่าด้วยเรื่องราวความโหดร้ายของโลกในเงามืด แต่มันก็ทำให้ Persona เป็นเกมที่เข้าถึงผู้เล่นได้หลากหลายมากขึ้น แม้จะมีเรื่องราวเบื้องหลังที่หนักอึ้งซ่อนอยู่ แต่หากเราเผชิญหน้ามันด้วยจิตใจที่เข้มแข็งร่วมกับเหล่ามิตรสหายที่เชื่อใจ เราก็จะสามารถผ่านมันไปสู่ปลายทางอันสวยงามได้นั่นเอง

จากความยอดเยี่ยมของ Persona 4 The Golden นี้เอง ทำให้ผู้เขียนไม่แปลกใจว่าเพราะอะไรเกมนี้ถึงมีแฟนเกมที่ชื่นชอบและติดตามอย่างมากมาย แม้ระบบของเกมหรือส่วนอื่นจะไม่ได้แตกต่างจากเกมแนว JRPG อื่น ๆ ในตลาด ทว่าการนำเสนอและเรื่องราวของมันที่สร้างความประทับใจอย่างมากนี่แหละ ทำให้มันถูกพูดถึงอย่างมากมาย และภาคต่อของมันก็ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเช่นเคย

ซึ่งสำหรับผู้เขียนเอง หลังจากเล่นภาคนี้จนจบ ก็คงเตรียมตัวไปสนุกกับโลกของจอมโจรขโมยหัวใจใน Persona 5 The Royal ต่อ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความยอดเยี่ยมที่ไม่ได้ลดลงไป และมีประเด็นน่าสนใจให้ได้สำรวจอีกมากมายเช่นเดิม แต่ก็คงต้องทำภารกิจเล่นเกมนี้ให้จบก่อนถึงจะตัดใจไปเล่นได้นั่นเอง หรือถ้ามีโอกาสจริง ก็อยากจะหาภาคสามมาเล่นด้วยเหมือนกัน เพื่อเข้าใจโลกของเกมให้มากขึ้นตามไปด้วย

ท้ายที่สุดนี้สำหรับผู้เขียน Persona 4 The Golden นั้นถือเป็นเกมที่คอเกมแนว JRPG ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง หรือถ้าใครอยากลองจมดิ่งเข้าสู่ทีวีโดยที่ไม่เคยจับเกมแนวนี้มาก่อนก็ต้องขอแนะนำเช่นกัน เพราะตัวเกมเข้าใจง่าย มีโหมดสอนที่ครบถ้วน และมีเนื้อเรื่องน่าสนใจ และมีเนื้อหามากมายให้ได้สนุกกันมากเกินหลักร้อยชั่วโมง ด้วยราคาแค่ห้าร้อยกว่าบาทก็สามารถสนุกกับเกมนี้ได้ยาว ๆ กันเลย ใครที่ที่นึกไม่ออกว่าช่วงนี้จะเล่นเกมอะไรดี Persona 4 The Golden อาจเป็นคำตอบของคุณครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close