Ninja Gaiden กับความยากที่กลายเป็นตำนานของเกมเมอร์


เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นสามารถจดจำเกมนั้น ๆ ได้นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องอันยอดเยี่ยม ระบบการเล่นอันสุดยอด หรือกราฟฟิกอันสวยงามแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่น่าจดจำจนเป็นความประทับใจเป็นบาดแผลในใจได้ก็คงเป็นเรื่องความยากของเกม ถ้ามีความยากในระดับที่ดีและท้าทาย เกมก็จะน่าจดจำ แต่ถ้ายากแบบไร้แก่นสารมันก็จะถูกลืมเลือนไป ซึ่งเกมที่มีความยากในระดับสูงเกมหนึ่งที่กลายเป็นตำนานจนทุกวันนี้และมีคนจดจำได้มากมายก็คือซีรีส์ Ninja Gaiden เกมนี้นั่นเอง

สำหรับเกมยุคเก่าหลายเกม ส่วนใหญ่แล้วล้วนมีจุดกำเนิดมาจากการเป็นเกมตู้หรือเกมอาร์เคดแทบทั้งสิ้น ซึ่ง Ninja Gaiden เองก็เป็นหนึ่งในเกมเหล่านั้น โดยในภาคแรกสุดของเกมนั้นถูกพัฒนาเป็นเกมตู้เปิดให้บริการในปี 1988 ที่อเมริกาเหนือ เป็นเกมเดินหน้าต่อยตีในสไตล์เดียวกับ Double Dragon ออกลุยไปตามถนนหนทางในเมือง ซึ่งในช่วงนั้นตัวเอกของเราที่เป็นนินจาชุดสีฟ้ายังไม่มีขื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่หลายคนก็พอจะจำได้ว่า มีเกมนี้อยู่บนโลกด้วย แม้เกมที่มาก่อนอย่าง Double Dragon จะดูดีกว่ามากก็ตาม

และแล้วทาง Tecmo ของญี่ปุ่นก็เริ่มสร้างตำนานของเกมนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง และแหวกแนวไปจากเดิม

Ninja Gaiden กลับมาอีกครั้งในระบบ NES หรือ Famicom วางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 9 ธันวาคม 1988 และอเมริกาในอีกสี่เดือนให้หลัง คราวนี้ตัวเอกของเราจะมีชื่อว่า Ryu Hayabusa ที่ออกเดินทางไปยังประเทศอเมริกาเพื่อตามหาคนที่ลอบสังหารพ่อของเขา ซึ่งก็เป็นพลอตเรื่องง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไรนัก

แต่ที่ซับซ้อนและสร้างความปวดหัวให้กับผู้เล่นก็คือความยากระดับปีศาจของมันนั่นแหละ ในช่วงแรกนั้นเกมยังไม่ได้ยากขนาดที่รู้สึกลำบากอะไรนัก แค่กะจังหวะดี ๆ เก็บอาวุธและวิชานินจากโหด ๆ ครบก็สามารถผ่านไปได้แล้ว แต่พอผ่านไปได้ นรกของจริงก็จะเริ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้เกมนี้ยากจนหลายคนโอดโอยก็คือการเกิดของศัตรูในเกม พวกมันจะเกิดใหม่ทันทีเมื่อเราขยับจนพ้นฉากไปได้นิดหน่อย เกิดออกมาเรื่อย ๆ จนแทบจะมองไม่เห็นทางว่าจะผ่านได้อย่างไร แล้วพวกมันก็มีรูปแบบการโจมตีที่กวนโอ๊ยไม่ใช่น้อย นึกจะปล่อยพลังก็ปล่อย นึกจะบินมาชนก็มี แล้วในฉากสุดท้ายนี่คือศูนย์รวมนรกของแท้ที่มีครบทุกอย่างกันเลย

หรือถ้าหากคิดว่าแค่ศัตรูตามฉากและบอสอื่น ๆ ยังโหดไม่พอ เกมนี้ก็มีบอสสุดท้ายที่มีทั้งหมดสามร่างที่โหดหินเหลือเกิน และที่แสบที่สุดคือหากพลาดท่าตายไป ผู้เล่นจะต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นฉากเพื่อเดินทางมาเจอบอสอีกครั้ง ย้อนความกลับไปเจอกับอภิมหาฝันร้ายทั้งหมดตั้งแต่ต้นทันที

ให้เทียบง่าย ๆ แบบเกมในยุคนี้คือเราเล่น Dark Souls สู้กับบอสแล้วตายไป เราจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่ Bonfire อันแรกสุดของพื้นที่นั้น เรียกว่าตีกับศัตรูใหม่ หลบกับดักกันใหม่ตั้งแต่เริ่ม จะมีอะไรที่ทรมานบันเทิงไปมากกว่านี้อีกไหมเนี่ย..

แต่เพราะการที่มันยากนี่แหละที่ทำให้เกมเมอร์ระดับฮาร์ดคอร์ต่างชื่นชอบมันมาก โดยเฉพาะสาย Speedrun ที่ต้องรีดเร้นทุกอย่างออกมาจริง ๆ เพื่อพิชิตเกมนี้ให้ได้ และยังมีผู้เล่นยุคใหม่ที่ต่างค้นหาเกมนี้กลับมาลองของกันอยู่เสมอ แม้ภาคถัดมาในยุค Famicom จะถูกปรับลดความยากและความโหดหินลงมา แต่หลายคนก็ยังยกให้ Ninja Gaiden ในภาคแรกเป็นที่สุดในเรื่องของความท้าทายอยู่ดี

Ninja Gaiden ในยุคต่อมาก็ยังคงมีจุดขายในเรื่องของความยากของเกมมาโดยตลอด โดยเฉพาะใน Ninja Gaiden Black ที่ระดับความยาก Ninja นั้นบังคับให้ผู้เล่นต้องทำการหลบการโจมตีทุกอย่างในเกม(ใช่ ทุกอย่างที่ทำให้คุณเจ็บตัวนั่นแหละ)ให้สมบรูณ์แบบที่สุด หรือการจะใช้ท่า Parry ปัดป้องการโจมตีของศัตรูก็ต้องทำให้ตรงเฟรมแบบเป๊ะ ๆ แล้วต้องทำสิ่งเหล่านี้พร้อมกันในเวลาสั้น ๆ เพราะจำนวนศัตรูของโหมดนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว และผู้เล่นต้องเจอแบบนี้ไปอีกทั้งเกม เรียกว่ายากกันแบบบ้าคลั่งกันไปเลย

ปัจจุบันนี้ซีรีส์ Ninja Gaiden นั้นหายไปตั้งแต่ความล้มเหลวของ Yaiba: Ninja Gaiden Z ทั้งความยากที่เกินพอดี มุมกล้องย่ำแย่อัดอะไรไม่โดน และเนื้อเรื่องที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้ถูกนักวิจารณ์และผู้เล่นสับเละ แถมในตอนนี้ Team Ninja ผู้พัฒนาเกมก็กำลังเอาจริงเอาจังกับการสร้างเกมซีรีส์ Dead or Alive ที่ขายได้มากกว่าอยู่ แต่แฟนเกมหลายคนก็แอบเชื่อว่า ในอนาคตข้างหน้าซีรีส์นี้อาจกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นก็บอกได้ยากเหมือนกัน

ท้ายนี้สำหรับคนที่ใฝ่หาเกมที่ยากจนร้องขอชีวิต Ninja Gaiden ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ผู้เขียนขอแนะนำให้ทุกคนได้ลอง

หากคิดว่าการเล่น Dark Souls เหมือนเดินสวนหลังบ้าน Bloodborne เหมือนเดินเที่ยวห้าง Ninja Gaiden อาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนกลับไปสู่สนามรบได้อีกครั้งก็เป็นได้นะครับ