Midnight Club เกมแข่งรถบนท้องถนนสุดเร้าใจจากค่าย Rockstar Games

Midnight Club ไม่ใช่เป็นเกมจำลองการสร้าง Nightclub แต่อย่างใด แต่นี่คือซีรีส์เกมแข่งรถอาร์เขตสุดมันจากทีมงานคุณภาพอย่าง Rockstar Games ซึ่งอยู่ในความทรงจำของเกมมอร์สาย Racing หลายคน และผู้เล่นยังคงรอคอยให้แฟรนไชส์นี้ฟื้นกลับมาอีกครั้ง แม้เกมตระกูลดังกล่าวจะเงียบหายไปตั้งแต่ปี 2008 ก็ตาม

Midnight Club มีความพิเศษอย่างไร แล้วทำไมเป็นหนึ่งในเกม Racing ที่มีลายเซ็นตัวเองได้ มาพบกับบทความนี้ได้เลยครับ

Midnight Club: Street Racing

Midnight Club Street Racingในปี 2000 เป็นช่วงเวลาที่เครื่องเกม PlayStation 2 กำลังมีแผนออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ทางทีมงาน Rockstar Games จึงติดต่อกับ Angel Studios มาเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อสร้างเกมสำหรับการเปิดตัวเครื่อง PS2 ทำให้ผลลัพธ์ออกมาจึงกำเนิดเป็นเกมแข่งรถสองเกมคือ Smuggler’s Run กับ Midnight Club: Street Racing ซึ่งออกจำหน่ายในปี 2000

เกม Midnight Club: Street Racing เป็นเกมแข่งรถอาร์เขตที่มีจุดเด่นด้านแผนที่ขนาดใหญ่ เพราะเกมใช้ฉากหลังเป็นเมือง New York ประเทศสหรัฐฯ กับกรุง London ประเทศอังกฤษ และเป็นเกมที่ใช้ระบบการแข่งขันแบบวิ่งผ่าน Checkpoint และไม่มีกำแพงบาร์เรียมาปิดกั้น ทำให้ระหว่างการแข่งขันเกมมอร์จะต้องโฟกัสกับหน้าจอ หรือมองหาเส้นทางลัดตลอดเวลา ซึ่งเป็นประสบการณ์การเล่นเกมแข่งรถอาร์เขตที่ท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม Midnight Club: Street Racing ยังพบกับข้อเสียอื่น ๆ มากมาย ตั้งแต่จำนวนคอนเทนต์กับโหมดการแข่งขันมีน้อย ทำให้เกิดความซ้ำซากช่วงกลางเกม, เกมยากเกินไปในช่วงเริ่มแรกของเกมที่บังคับให้ใช้รถ Taxi เท่านั้น, ระบบการเลี้ยวรถที่ยังมีความรู้สึกแปลก ๆ และคุณภาพกราฟิกยังขาดความน่าประทับใจ หากเทียบกับเกมแข่งรถเกมอื่นของ PS2 ที่ออกจำหน่ายช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ตัวเกมนี้ มีกระแสวิจารณ์ทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยยอดขายเกมบนแพลตฟอร์ม PlayStation 2 สามารถทำได้ถึง 2.5 ล้านชุด ซึ่งจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจมาก ทำให้การสร้างเกม Midnight Club ภาคต่อไป จึงเริ่มต้นทันทีหลังเกมภาคแรกออกวางจำหน่าย

Midnight Club II

ถึงแม้ปี 2002 ทีมงาน Angel Studios จะถูกซื้อกิจการโดยบริษัท Take-Two Interactive แล้วสั่งย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งทีมงาน Rockstar Games และเปลี่ยนชื่อเป็น Rockstar San Diego แต่นั่นก็ไม่ทำให้การพัฒนาเกม Midnight Club II ถูกเลื่อนหรือดีเลย์แต่อย่างใด

Midnight Club II ออกจำหน่ายครั้งแรกในช่วงปี 2003 บนระบบ PC, PlayStation กับ Xbox โดยภาคนี้เกมเมอร์จะได้ตะลุยแข่งรถในเมืองที่อ้างอิงแผนผังจากกรุง Tokyo, กรุง Paris และนคร Los Angeles พร้อมมีการปรับปรุงระบบการเลี้ยว เพิ่มโหมดเกม เพิ่มมอเตอร์ไซค์ จำนวนคอนเทนต์ และระบบเกมเพลย์ใหม่ที่ทำให้เกมเริ่มโด่งดังด้วยระบบ Slipstream Boost ซึ่งทำให้เกมการเล่นมีความสนุกสะใจมากกว่าเกมภาคแรกหลายเท่าตัว

แม้ว่ายอดขายเกม Midnight Club II จะไม่เยอะเท่ากับเกมภาคแรกหรือเทียบยอดขายกับซีรีส์ GTA ซึ่งเกมนี้สามารถทำยอดขายเพียง 1.2 ล้านชุดเฉพาะแพลตฟอร์ม PlayStation 2 เท่านั้น แต่ Rockstar Games ก็ยังคงเปิดไฟเขียวให้พัฒนาเกมภาคต่อไป

Midnight Club 3: DUB Edition

นี่อาจจะเป็นเกม Midnight Club ที่ผู้เล่นหลายคนรู้จักมากที่สุด เพราะภาคนี้ออกวางจำหน่ายช่วงปี 2005 บน PS2, PSP กับ Xbox ซึ่งตรงกับช่วงปลายเจเนอเรชันที่ 6 โดยตอนนั้น เกมเมอร์หลายคนได้ครอบครองเครื่อง PS2 Slim แล้ว

Midnight Club 3 พัฒนาโดย Rockstar San Diego เจ้าเดิม โดยมีการยกระดับคุณภาพเกมให้ดียิ่งขึ้นเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกของเกม Midnight Club ที่ซื้อลิขสิทธิ์จากแบรนด์รถยนต์มาใช้ในเกม, เมืองประกอบไปด้วย San Diego, Atlanta กับ Detroit ซึ่งทั้งสามเมืองเป็นแหล่งอุตสาหกรรมรถยนต์, ปรับปรุงการเลี้ยว รวมถึงด้วยความร่วมมือของนิตยสารรถยนต์อย่าง “DUB” เข้ามาให้คำแนะนำต่อการสร้างคอนเทนต์ ทำให้เกมนี้มีฟีเจอร์โดดเด่นในเรื่องระบบการตกแต่งรถยนต์ที่หลากหลายตั้งแต่ลวดลายรถยนต์ ล้อรถ บอดี้ สปอยเลอร์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่เคยตกแต่งได้เยอะขนาดนี้มาก่อน

ด้านคอร์ของระบบเกมเพลย์ก็ยังคงสนุกสนานตามสไตล์เกม Midnight Club ภาคก่อน คือเกมมอร์จะมีความอิสระในการเลือกเส้นทางแข่งขันที่คิดว่ารวดเร็วที่สุดตามสัญชาตญาณของตนเอง (ขึ้นกับโหมดการแข่งขัน) พร้อมการออกแบบสนามแข่งรถโลดโผนตามสไตล์เกมแข่งรถอาร์เขต ซึ่งทำให้ตัวเกมมีความท้าทาย

แต่ระบบหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือ Power-Up อย่าง Argo ที่สามารถชนรถที่ขวางหน้าได้ทุกคัน, Roar พ้นเสียงคำรามออกมา เพื่อรถยนต์ที่สัญจรด้านหน้าหลีกทางให้ผู้เล่น และ Zone คือการสโลว์เวลาช้าลงพร้อมควบคุมรถง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความสนุกสนานให้เกมเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

Midnight Club 3เนื่องจากเป็นช่วงยุคปลายของเครื่อง PlayStation 2 ทำให้ Midnight Club 3 กล้างัดประสิทธิภาพเกมสูงสุดด้วยการเพิ่มปริมาณรถยนต์สัญจร และปริมาณตำรวจที่ไล่ล่าผู้เล่นระหว่างการแข่งขัน ซึ่งทำให้สกิล Power-Up มีประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยข้อเสียของ Midnight Club 3: DUB Edition มีเพียงอย่างเดียวคือปัญหาเฟรมเรตขาดความเสถียรหลายช่วง แต่สำหรับเกมยุคนั้น ก็ไม่ลดทอนความสนุกลงแต่อย่างไร

เกม Midnight Club 3: DUB Edition ประสบความสำเร็จทางด้านเสียงวิจารณ์ดีเยี่ยม และทำจำนวนยอดขายได้ทั้งหมด 4.54 ล้านชุดเฉพาะแพลตฟอร์ม PlayStation 2 กับ PSP (ไม่รวม Xbox) รวมถึงขึ้นแท่นเป็นเกม Greatest Hits จาก Sony และ Platinum Hits จาก Microsoft รวมถึงปีต่อมา ตัวเกมได้ออกจำหน่ายเวอร์ชัน Remix ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่อัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์เพิ่มขึ้น พร้อมเพิ่มแผนที่ใหม่เป็นกรุง Tokyo

Midnight Club: Los Angeles

Midnight Club Los AngelesMidnight Club: LA เป็นเกมแข่งรถภาคล่าสุดจากค่าย Rockstar San Diego สำหรับเครื่อง PlayStation 3 กับ Xbox 360 ซึ่งนับว่าเวลาผ่านไป 2 ปี หลังการวางจำหน่ายเกมกีฬา Rockstar Games Presents Table Tennis ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “Tech Demo” สำหรับเครื่องเกมเจเนอเรชันที่ 7 เพื่อเตรียมพร้อมกับการสร้างเกม AAA อย่างเต็มรูปแบบ

เป็นครั้งแรกของ Midnight Club: LA ที่เกมเมอร์สามารถมองเห็นตัวละครตัวเอง (รวมถึงน่าแปลกใจคือตัวละครเอกสามารถพูดได้) และแน่นอนว่าการใช้ชื่อท้ายภาคว่า “Los Angeles” คือบ่งบอกว่าเกมนี้ใช้นำแผนที่อ้างอิงมาจากนคร Los Angeles แบบย่อส่วนที่มีขนาดใหญ่เท่ากับ Midnight Club 3 แล้วนำมารวมเป็นแผนที่เดียวกัน

เนื่องจากเกมพัฒนาด้วย RAGE หรือเอนจินของ Rockstar Games ทำให้กราฟิกกับการนำเสนอบรรยากาศเกมมีชีวิตชีวา และมีความใส่ใจในรายละเอียดมากกว่า Midnight Club ทุกภาค, เพิ่มปริมาณรถสัญจร, มีระบบเปลี่ยนสภาพอากาศและเวลาแบบไดนามิก, มี Photo Mode ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเฟรมเรตจากภาคก่อนก็ไม่มีอีกต่อไปแล้วสำหรับเกมภาคนี้

ส่วนระบบเกมการเล่นก็มีการใส่ลูกเล่นเพิ่ม Power-Up ใหม่คือ “EMP” หรือเพิ่มโหมด Freeway Race ที่เป็นการแข่งขันบนถนนเส้นทางด่วนที่มีรถสัญจรตลอด 24 ชม. และเปลี่ยนเกมเพลย์เล็กน้อยอย่างระบบการเจอตำรวจจะไม่ใช่ Scripted อีกต่อไป เป็นต้น แต่ด้วยรวมแล้ว เกมเพลย์ก็ยังคงเหมือนกับเกม Midnight Club 3: Dub Edition แต่ย้ายมาตั้งฐานบนนคร Los Angeles แทน

Midnight Club Los Angeles ขณะที่เกม Midnight Club: LA ประสบความสำเร็จทั้งเสียงวิจารณ์จากเจ้าสำนักเกม แต่ผู้เล่นหลายคนก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ายังไม่ใช่เกมที่ดีที่สุด เพราะแม้เกมเพลย์จะเล่นสนุกสนาน แต่ด้วยปริมาณคอนเทนต์ลดลงจากภาค 3, ปัญหาการด้านความยากไม่บาลานซ์ (Rubber banding), การออกแบบสนามแข่งผาดโผนน้อยลง และโครงสร้างเกมยังคงเหมือนกับภาคเก่า ส่งผลลัพธ์ทำให้เกมเพลย์ซ้ำซากเป็นบางครั้ง ทำให้เกมเมอร์บางส่วนรู้สึกเสียดายไม่ใช่น้อยที่เกมดังกล่าวไปไม่สุดทางเหมือนภาค 3

แต่ด้วยกระแสยอดขายเกมที่ทำได้ทั้งหมด 2.5 ล้านชุดทั้งแพลตฟอร์ม PlayStation 3 กับ Xbox 360 ทำให้เกมเมอร์ยังเชื่อว่าเกม Midnight Club ภาคใหม่อาจจะเกิดขึ้น หลังทีมงานทุ่มเทพัฒนาเกม Red Dead Redemption เสร็จสิ้น และวางจำหน่ายแล้วอย่างแน่นอน…

ฝันสลาย Midnight Club อาจไม่ได้ไปต่อ

Midnight Club 3 ในปี 2009 พนักงาน Rockstar Games คนหนึ่งได้เปิดเผยว่า Rockstar San Diego มีแผนจะพัฒนาเกม Midnight Club ภาคต่อในอนาคตจริง จนกระทั่ง Jay Panek และ Mark Garone ซึ่งเป็นหัวหอกของการพัฒนาเกม Midnight Club และสังกัดกับ Rockstar Games มานาน 10 ปี ได้ถูกไล่ออกจากทีมงานหลังพัฒนาเกม Midnight Club: LA เสร็จสิ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงพนักงานคนอื่น ๆ ต่างพากันลาออก เนื่องจาก “หมดความเชื่อมั่น” ในตัวบริษัท พร้อมกล่าวว่าไม่อยากมีส่วนร่วมพัฒนาเกม Red Dead Redemption อีกด้วย

แม้ Rockstar Games จะยังเปิดโอกาสให้ Rockstar San Diego ได้พัฒนาเกม Midnight Club ภาคต่อ แต่มีข้อแม้ว่าทีมพัฒนาเกมต้องเป็น Outsource และมีพนักงาน Rockstar San Diego จำนวน 5-15 คนในการสร้างเกมดังกล่าว (คาดว่าพนักงานเกือบทั้งหมดถูกมอบหมายให้ไปสร้างเกม RDR) ผลลัพธ์ออกมาเกมภาคใหม่จึงไม่มีทางเกิดขึ้นเลย

นับตั้งแต่ปี 2008 แล้วที่ Rockstar Games ไม่มีวี่แววจะพัฒนาเกม Midnight Club ภาคต่อ เนื่องจากทีมงานมุ่งเน้นสร้างเกมซีรีส์ GTA กับ Red Dead Redemption ซึ่งสามารถทำรายได้อย่างมหาศาล ถึงอย่างนั้น ในฐานะที่ตัวเองเป็นแฟนเกมดังกล่าวมาตั้งแต่ยุคสมัย PlayStation 2 ก็หวังว่า Rockstar จะฟื้นซีรีส์เกมแข่งรถตัวนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close