Mega Drive อดีตเครื่องเกมดัง ผู้ต่อกรกับ Nintendo อย่างสมศักดิ์ศรี


ก่อนที่ Nintendo จะมีคู่แข่งอย่าง Sony เข้ามาต่อกรในวงการวิดีโอเกมคอนโซลนั้น ก็มีค่ายเกมอย่าง Sega ที่เรียกได้ว่าต่อกรกับพวกเขาได้อย่างสูสีคู่คี่อย่างมาก ซึ่งก็มาจากความสามารถของเครื่องคอนโซลรุ่นหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและความสามารถมากมาย ที่เกมเมอร์ชาวไทยต่างรู้จักกันในชื่อว่า Mega Drive นั่นเอง

เชื่อว่าทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในช่วงต้นยุค 90 นั้นสงครามบนเครื่องเกมคอนโซลระหว่าง Nintendo และค่ายเกมอื่น ๆ นั้นดุเดือดอย่างมาก ไม่ว่าจะทั้งผู้ที่ครองตลาดอยู่แล้วอย่าง Nintendo ที่มีเครื่อง Famicom หรือ NES อยู่ในมือพร้อมเกมมากมาย Atari ที่พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อกลับมาผงาดในวงการอีกครั้ง และ Sega ที่เริ่มเห็นแววในการรุกเข้าสู่ตลาดเกมตั้งแต่ปี 1986 ด้วยเครื่อง Mark III หรือ Master System แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก

ซึ่งเครื่อง Master System ของ Sega นั้นแม้จะมีสเปกที่ดูดีและสีที่สดใสมากกว่า NES จาก Nintendo แต่ด้วยจำนวนเกมที่วางจำหน่ายออกมาคู่กันนั้นน้อยกว่ามาก จนไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากเหล่าผู้เล่นในญี่ปุ่นและอเมริกา แต่กลับไปโด่งดังในประเทศบราซิลและยุโรปแทน แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะแย่งส่วนแบ่งการตลาดของ Nintendo ที่มีอยู่ถึง 92 – 95% ในตอนนั้นกลับมาได้

และนั่นทำให้พวกเขาเริ่มโปรเจกต์พัฒนาเครื่องเกมที่จะมาคว่ำยักษ์ใหญ่อย่าง Nintendo ลงให้ได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครื่องเกมในแบบ 16-bit ที่เหนือล้ำทางด้านเทคโนโลยีขึ้นมา

โดยชื่อแรกที่ทาง Sega คิดขึ้นมานั้นก็คือ MK-1601 ที่เปรียบเสมือนกับรหัสของอาวุธ แต่ทาง Sega ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเรียกเครื่องเกมตัวนี้ว่า Mega Drive โดยคำว่า Mega นั้นสื่อถึงสิ่งที่สุดยอดยิ่งกว่า และ Drive นั้นคือคำที่เชื่อมโยงกับคำว่าความเร็วและพลัง ทว่าตัวเครื่องถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Genesis ในอเมริกาเนื่องมาจากปัญหาทางด้านเครื่องหมายการค้า และในประเทศเกาหลีใต้ก็ถูกเปลี่ยนเป็น Super Gameboy และ Super Aladin Boy แทน

เครื่อง Mega Drive วางจำหน่ายครั้งแรกในญี่ปุ่นวันที่ 29 ตุลาคม 1988 ด้วยราคา 21,000 เยน ตามหลังเครื่องที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่าง PC-Engine ของ NEC ร่วมปี โดยในช่วงแรกนั้นสามารถเป่าคู่แข่งที่ออกมาก่อนหน้านี้กระจุย ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือล้ำกว่า ภาพและสีสดใส เสียงเพลงประกอบยอดเยี่ยม และความจุของเกมที่ยาวมากกว่า เรียกว่าเจ๋งกว่าในทุก ๆ ด้านแบบไม่ต้องสืบเลย

และในประเทศอเมริกาเองก็โหมโรงโฆษณากันแบบข้ามปี พร้อมป่าวประกาศว่านี่คือเครื่องเกมที่จะพลิกโฉมหน้าของวงการไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยเทคโนโลยี 16-bit CPU ที่ประมวลผลได้เทพกว่าเดิม และออกวางจำหน่ายในวันที่ 14 สิงหาคม 1989 ในเมืองนิวยอร์กกับลอสแองเจลิส ก่อนที่จะออกขายไปทั่วอเมริกาในเดือนถัดมา พร้อมชูให้เป็นเครื่องเกมสำหรับผู้ชื่นชอบความหรูหราและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าของ Nintendo

แน่นอนว่าหลังจากวางจำหน่ายไปได้พักหนึ่ง ทาง Sega ก็โหมโฆษณาโจมตีทาง Nintendo อย่างต่อเนื่องทันที ทั้งในเรื่องของกราฟฟิกที่เหนือกว่า เร็วกว่า และเสียงที่คมชัดกว่า หรือกระทั่งราคาเองก็ถูกนำมาขิงกันผ่านสื่อทางโทรทัศน์อย่างกว้างขวาง สมกับที่เคยประกาศเอาไว้ว่า พวกเขามีเป้าหมายที่จะคว่ำ Nintendo ให้ได้ในสงครามครั้งนี้

หนึ่งในโฆษณาสุดขิงของ Sega ที่สื่อชัดเจนว่า “Sega ทำในสิ่งที่ Nintendo ทำไม่ได้”

รวมไปถึงสโลแกนการโฆษณาที่ออกไปในเชิงรุกมากกว่าของ Sega ที่น่าจะเรียกว่าโดนใจใครหลาย ๆ คน อย่างเช่นสโลแกน Genesis Does What Nintendon’t ที่เอาชื่อค่ายคู่แข่งมาดัดแปลงบอกกันแบบกลาย ๆ ว่า “Genesis ทำสิ่งที่พวกเอ็งทำไม่ได้เฟ้ย” อะไรแบบนั้น เรียกว่าขิงกันแบบไม่ไว้หน้ากันเลย

และด้วยการโหมทำตลาดอย่างหนักทั้งในเชิงรุกและตัวเกมที่แหวกจาก Nintendo ไปพอสมควร ทำให้ Mega Drive ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำในวงการได้ร่วมปีในฝั่งอเมริกาและยุโรป ทำยอดขายไปได้สูงถึง 40 ล้านเครื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือที่ขายไปได้ถึง 20 ล้านชุด และในยุโรปอีก 8 ล้านชุด เรียกว่านำเครื่อง SNES ไปแบบเป็นเอกฉันท์กันเลย

Mega Drive มีเกมที่น่าสนใจหลายเกมวางจำหน่ายออกมามากมาย ซึ่งโดยส่วนมากก็จะเป็นเกมของพวกเขาเองแทบทั้งสิ้น เช่น Sonic The Hedgehog ที่ถูกวางตัวให้กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของลุง Mario หรือเกมกีฬาต่าง ๆ ที่น่าจดจำมากมาย เช่น NBA Jam กับการเล่นบาสที่เหนือจริงจนบอลลุกเป็นไฟ Outrun เกมซิ่งรถคันแรงเอาใจหญิงไปทั่วโลก และอีกมากมายที่เรียกว่าโดนใจผู้เล่นทั่วโลกไม่น้อย

นอกจากนั้นเครื่อง Mega Drive เองก็เป็นเครื่องเกมที่มีอุปกรณ์ประกอบร่างเสริมประสิทธิภาพออกมามากมาย เช่นชุดเครื่องเกม Sega CD ที่ใช้เครื่อง Genesis เป็นส่วนประกอบเพื่อเล่นเกมแบบแผ่น CD ได้ หรือ Sega 32X หัวโปรเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลให้เล่นเกมที่กราฟฟิกระดับสูงได้ เรียกว่าน่าจะเป็นเครื่องรุ่นแรก ๆ ที่สามารถพัฒนาระบบกราฟฟิกไปสู่ระดับ 32-Bit ได้โดยที่ไม่ได้ใช้สื่ออื่นอย่างแผ่น CD อีกด้วย

แต่แม้จะมีการออกโฆษณาหรืออุปกรณ์เสริมออกมาอย่างมหาศาล แต่สุดท้าย Sega ก็ยังถูกคู่แข่งปราบลงจนราบคาบอยู่ดี ไม่ว่าจะทั้งเครื่อง PC Engine CD ของ NEC ที่กลับมาใหม่ในเวลาไม่กี่ปี หรือ Super Famicom ของ Nintendo เองที่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่และมีขบวนเกมดังตบเท้าออกมาต้อนรับเพียบ ทำให้ Mega Drive ถูกลืมแทบจะไปในทันทีในตลาดญี่ปุ่นรวมไปถึงบ้านเรา แม้ความร้อนแรงของฝั่งอเมริกาและยุโรปจะยังมีมากกว่าก็ตาม

และอีกสาเหตุก็คือความล้มเหลวของบรรดาอุปกรณ์เสริมที่ด้อยประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะเจ้าหัวโปร Sega 32X ที่ย่ำแย่เหลือทน และเครื่อง Sega CD ที่ขายได้ไม่ดีอย่างที่คาด ทำให้ Sega ต้องเจ็บหนักจากความผิดพลาดในครั้งนี้ จนถูกคู่แข่งแซงไปได้ในท้ายที่สุด หล่นจากตำแหน่งผู้นำตลาดวิดีโอเกมไปในทันที

แม้ทาง Sega จะไม่ยอมแพ้ ออกวางจำหน่ายเครื่องเกมในรุ่นต่อไปอย่าง Sega Saturn และ Dreamcast ออกมาในภายหลัง แต่ก็ไม่สามารถกู้หน้าและฝ่าวิกฤติออกมาได้ ซึ่งจากความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้พวกเขาต้องถอนตัวออกจากตลาดผู้ผลิตเกมคอนโซลไปในที่สุด ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้พัฒนาเกมในเครื่องคอนโซลและอาร์เคดเพียงอย่างเดียว ไม่มีการผลิตเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ออกมาอีกจนถึงตอนนี้

ถึงในตอนนี้ Mega Drive จะกลายเป็นตำนานไปแล้ว แต่มันก็ยังคงได้รับการปลุกชีพกลับมาอีกครั้งในฐานะเครื่องเกมแบบ Classic ที่กลับมาผลิตใหม่ในปัจจุบัน ด้วยขนาดที่เล็กลงและมีเกมให้เล่นไม่น้อยเพื่อให้แฟนเกมรุ่นเก่าได้ย้อนอดีตกัน แถมยังมีราคาจับต้องได้ เรียกว่าเป็นเครื่องที่นักสะสมหลายคนต้องการอยากได้มาครอบครองกันเลย ถือเป็นตำนานอีกหนึ่งบทที่เหล่าเกมเมอร์ในไทยพอจะจดจำมันได้ไม่รู้ลืม

ว่าครั้งหนึ่ง Nintendo เคยมีคู่แข่งที่รุกหนักในตลาดวิดีโอเกม จนผู้เล่นฝั่งตะวันตกต้องเทใจไปให้พวกเขา พร้อมจารึกไว้ในใจจนถึงทุกวันนี้ครับ

แหล่งข้อมูล: Sega FANDOM