Fahrenheit กับจุดเปลี่ยนสู่แนวทางใหม่ของ Quantic Dream


ถ้าหากเราพูดถึงค่ายเกมอย่าง Quantic Dream เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงเกมที่มีการเล่าเรื่องที่ให้ผู้เล่นกำหนดหนทางที่ต้องการของเกมได้ตามที่ต้องการ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงในตอนท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานเลื่องชื่ออย่าง Heavy Rain หรือ Detroit: Become Human ที่เรียกว่าสร้างความประทับใจให้ผู้เล่นอย่างสูง

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ พวกเขาก็มีผลงานที่เรียกว่าปูรากฐานให้กับเกมในยุคหลังของพวกเขาอย่างมากมาย และยังสร้างความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ กับเกมผจญภัยที่มีชื่อว่า Fahrenheit นั่นเอง

omikron the nomad soul ผลงานแรกสุดของ Quantic Dream

จริง ๆ ผลงานแรกของ Quantic Dream นั้นไม่ใช่ Fahrenheit แต่เป็นเกมผจญภัยในโลกอนาคตสุดคัลท์อย่าง Omirkon The Nomad Soul ที่มีระบบการเล่นที่ดีและมุกตลกจิกกัดสุดกวน และยังขายได้กว่า 600,000 ชุดทั่วโลก ซึ่งก็เคยมีการแผนทำภาคต่อไว้แล้ว แต่ติดปัญหาหลายอย่างจนถูกยกเลิกไป

จนกระทั่ง David Cage ผู้ก่อตั้งและมือเขียนบทของ Quantic Dream ได้เริ่มเขียนบทเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ชื่อดังอย่าง 24 ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกันใน 24 ชั่วโมง นับรวมเป็นหนึ่งซีซั่น ผ่านมุมมองของตัวละครในเรื่องหลายคนรวมกัน และบทของเกมนี้ก็มีความยาวมากถึง 2,000 หน้า ยำรวมไอเดียที่มาจากภาพยนตร์ดังมากมายอย่าง Fight Club, Snake Eyes, Seven, Dune และอีกมากมาย และพัฒนาระบบเกมที่ต่อยอดมาจากเกมดังจากญี่ปุ่น Shenmue รวมกับเวลาพัฒนาอีกร่วมสองปี จนกลายมาเป็น Fahrenheit นั่นเอง

Fahrenheit หรือ Indigo Prophecy วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2005 บนระบบ PS2, Xbox และ PC

ตัวเกมบอกเล่าเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งเกิดคดีฆาตกรรมลึกลับที่เชื่อมโยงกับลัทธิประหลาดและพลังเหนือธรรมชาติ ท่ามกลางภัยพิบัติพายุหิมะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เล่นจะได้เห็นเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครหลักอย่าง Lucas Kane ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม Carla Valenti และ Tyler Miles ตำรวจคู่หูจาก NYPD และตัวละครอื่น ๆ ตามสถานการณ์ นำพาไปสู่ฉากจบที่หลากหลายตามการเล่นและสิ่งที่เลือกในเกม

แม้ฉากจบหลายแบบจะไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่สิ่งที่ Fahrenheit นำเสนอนั้นลงตัวในหลายอย่าง เช่นระบบ Mental Health หรือสุขภาพจิตที่จะลดลงถ้าหากทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมหรือกระทบกระเทือนจิตใจ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื้อเรื่องในช่วงนั้นด้วย เช่นถ้าหากค่า Mental Health ในบางช่วงขึ้นสูงพอ ก็จะเป็นการเปิดตัวเลือกไปสู่หนทางใหม่ให้ผู้เล่นได้เลือกเล่นต่อไปด้วย หรือถ้า Mental Health ลดต่ำลงจนถึงจุดวิกฤติ ก็จะจบเกมทันที

สิ่งที่เป็นข้อดีและดึงดูดผู้เล่นตั้งแต่สมัยที่มี Demo ออกมาอีกอย่างก็คือทางเลือกในการในเล่นอันมากมาย ยกตัวอย่างเช่นในฉากแรกของเกมที่ Lucas ก่อเหตุฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะซ่อนหลักฐานอย่างแนบเนียนและออกมาจากร้านอาหารแบบไม่มีคนผิดสังเกต หรือลุกลี้ลุกลนออกจากร้านแบบมีพิรุธได้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการเล่นในฉากต่อ ๆ ไปอย่างเป็นระบบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

และที่น่าสนใจคือการตัดต่อและดำเนินเรื่องราวนั้นทำได้ดีมาก มีการวางมุมกล้องที่ดีและเหมาะสมราวกับภาพยนตร์ แม้กราฟฟิกและแสงเงาจะยังไม่ล้ำหน้านักในยุคนั้นแต่ก็พอจะทดแทนกันได้ รวมไปถึงการตัดฉากแบ่งครึ่งในฉากภารกิจแบบเล่นแข่งกับเวลาก็ชวนให้ลุ้นและตื่นเต้นไม่น้อย แม้ในช่วงหลังจะบังคับให้ผู้เล่นต้องเล่นเกมแบบกดตามจังหวะเยอะมากไปหน่อยก็ตาม

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไม Fahrenheit ที่วางขายในอเมริกานั้นต้องใช้ชื่อว่า Indigo Prophecy นั้น ก็เพราะตัวเกมมีการแก้ไขเนื้อหาในเกมให้เหมาะสมกับระบบการจัดเรทในอเมริกามากขึ้น (เช่นฉากร่วมเพศและเปลือยอกในเกม) และเมื่อได้วางจำหน่ายออกมา ตัวเกมก็ประสบความสำเร็จไปพอสมควร ด้วยยอดขายกว่า 700,000 ชุดหลังวางจำหน่ายมาได้สามปี ก่อนที่จะพุ่งไปล้านชุดในเวลาต่อมาหลังจากมีเวอร์ชั่น Remaster ออกมา รวมไปถึงยังได้คำชมจากผู้เล่นและสื่อต่าง ๆ ในระดับที่ดีอีกด้วย

และเพราะรากฐานที่วางเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมใน Fahrenheit นี่เอง ทำให้แนวทางการพัฒนาเกมของ Quantic Dream ชัดเจนขึ้นมากในช่วงหลัง

เพราะผลงานชิ้นต่อมาอย่าง Heavy Rain นั้นได้ทั้งเงินและกล่องไปอย่างมากมาย ด้วยยอดขายที่สูงลิ่วถึง 5.3 ล้านชุด กับระบบตัวเลือกที่หลากหลายและแตกแขนงออกไปได้อีกมากกว่าเดิม แถมในยุคหลังยังได้ดาราชื่อดังมาร่วมงานกันมากมาย จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่มีตัวเลือกซับซ้อนมากมายให้รับชมนั่นเอง

Heavy Rainปัจจุบันนี้ Quantic Dream ยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่ซุ่มพัฒนาอยู่แต่ยังไม่ได้ประกาศออกมา แต่ในช่วงปีที่แล้ว เกมอย่าง Detroit: Become Human ก็กลายเป็น Talk of The Town ที่เกมเมอร์รวมไปถึงบุคคลทั่วไปต่างพูดถึงกันอย่างมากจากความลงตัวและการนำเสนอเนื้อหาที่หนักแน่นสมจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีรากฐานมาจากเกม Fahrenheit ที่ถูกต่อยอดในด้านระบบการเล่นและการตัดสินใจที่นำพาเรื่องราวไปในทิศทางที่ผู้เล่นต้องการได้อย่างหลากหลายนั่นเอง

ด้วยจุดเริ่มต้นอันสุกสกาวของ Fahrenheit ทำให้เราได้เห็นการเติบโตอย่างมากมายของพวกเขา จนมาเป็น Quantic Dream ที่ทุกคนรักได้จนถึงทุกวันนี้ครับ