Eternal Darkness ยอดเกมเขย่าขวัญ ผู้สร้างตำนานความหลอนไปถึงนอกจอ

หลังจากคราวก่อนเราเคยได้พูดถึงเกมแนวสยองขวัญทางจิตวิทยาหรือ Psychological Horror ไปบ้างแล้ว ซึ่งมันเป็นสยองในแบบที่เล่นกับจิตใจของผู้เล่นผู้ชมจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ มีหลายเกมที่มีการนำเสนอในรูปแบบดังกล่าวและประสบความสำเร็จไม่น้อย หรือไม่ก็ถูกจดจำมาจนถึงวันนี้ และเกมที่เราจะเอามาพูดกนวันนี้ก็เป็นเกมระดับตำนานของ Gamecube ที่สร้างความน่ากลัวในระดับที่ “เล่นกันนอกเกม” ได้อย่างยอดเยี่ยม เกมนั้นก็คือ Eternal Darkness นั่นเอง

ย้อนกลับไปสมัยปี 2002 ยุคที่เครื่อง PlayStation 2 ครองตลาดคอนโซลอย่างเหนียวแน่น แซงหน้าคู่แข่งอย่าง Dreamcast ของ Sega หรือ Gamecube จาก Nintendo ไปไกลลิบ มีทั้งเกมของตัวเองและเกมจากผู้พัฒนาเจ้าอื่นมาลงกันเพียบ ยอดขายก็มหาศาล ทำให้ทาง Nintendo และ Sega ต้องงัดทุกอย่างมาสู้ จนสุดท้ายก็สู้ไม่ไหวแพ้พ่ายไป

แม้ศึกใหญ่จะพ่าย แต่ Nintendo Gamecube ก็ถือเป็นเครื่องเกมที่มีเกมน่าสนใจออกวางจำหน่ายมากมายไม่ใช่เล่น ทั้งจากทาง Nintendo เอง หรือตำนานแรกของ Resident Evil 4 ก็มีจุดเริ่มต้นในเกมเครื่องนี้(พร้อมคำประกาศกร้าวของ Shinji Mikami ที่หัวคงหลุดออกจากบ่าไปแล้วเป็นสิบรอบ)

และ Eternal Darkness ก็เป็นเกมสยองขวัญบน Gamecube อีกเกมที่ทำได้ดี แม้จะแทบไม่มีคนรู้จักก็ตาม แต่มันก็มีสิ่งที่น่าจดจำชนิดที่ว่าคนเคยเล่นไม่มีทางลืมลงได้เลย

Eternal Darkness มีชื่อภาคแบบเต็มว่า Sanity Requiem เป็นผลงานของค่าย Silicon Knight ค่ายเกมผู้ทะเยอทะยานจากแคนาดา ผู้เคยประสบความสำเร็จมาก่อนกับ Blood Omen: Legacy of Kain เกมแอคชั่น RPG เนื้อหาสุดล้ำลุ่มลึก และด้วยความเจ๋งพวกเขาทำให้ทาง Nintendo จับเซ็นสัญญามาพัฒนาเกมบนเครื่องคอนโซลของพวกเขา ทำให้โปรเจกต์การพัฒนาเกมในซีรีส์ Eternal Darkness เริ่มต้นขึ้นตรงจุดนั้น แต่ด้วยการพัฒนาที่ยาวนาน จากเดิมที่เกมจะวางจำหน่ายบน Nintendo 64 ก็ย้ายมาวางขายบน Gamecube แทนในเวลาต่อมา

Eternal Darkness Sanity's Requiem

Eternal Darkness เป็นเกมที่บอกเล่าเรื่องราวความลึกลับและน่ากลัวของแต่ละยุคสมัย ผ่านมุมมองของตัวเอกหลาย ๆ คน ซึ่งมีตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องคือ Alexandra Roivas สาวน้อยผู้ค้นหาความลับของตระกูลที่แอบซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ของคุณปู่ที่ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม และเพราะคดีไม่คืบหน้า ทำให้เธอต้องค้นหาเบาะแสด้วยตัวเอง จนในที่สุดเธอก็ได้พบกับคัมภีร์แห่งความมืดชั่วกัลป์หรือ Tomb of Eternal Darkness และทำให้เธอค้นพบความลับอันสยดสยองที่ไม่มีวันลืมไปตลอดกาล

หากพูดถึงระบบ Gameplay Eternal Darkness นั้นมีระบบการเล่นที่คล้ายคลึงกับเกมสยองขวัญยุคเดียวกันอย่าง Resident Evil หรือ Silent Hill อยู่หลายจุด ทั้งมุมกล้องแบบ Fixed Camera หรือระบบการจัดการไอเท็ม ปราบเหล่าปีศาจจากนรก ซึ่งเรื่องราวจะมีการตัดสลับไปยังยุคต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ ซึ่งเราจะได้เจอกับปีศาจหลากหลายรูปแบบในเกมนี้

แต่สิ่งที่น่าสนใจเสียยิ่งกว่าระบบการเล่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Break the 4th Wall” หรือการพังกำแพงที่สี่ของเกมเข้ามาเล่นกับจิตใจของผู้เล่นโดยตรง ไม่ใช่ตัวละครในเกม ด้วยระบบที่เรียกว่า Sanity Meter หรือมาตรวัดสติของตัวละครในเกมที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผีลืมหลุมทั้งหลาย ยิ่งเจอก็ยิ่งกลัวจนสติแทบหลุดออกจากร่าง และเมื่อมาตรวัดสติลดต่ำลงถึงจุดหนึ่ง เกมก็จะเริ่มเล่นเรา…

เริ่มจากเบาะ ๆ อย่างเกมขึ้นจอฟ้าและกลับมาใหม่ การควบคุมเพี้ยน เกมปิดเสียงเอง มีภาพหลอนลอยไปลอยมา หนักข้อเข้าก็คือแกล้งลบเซฟเกมของคนเล่นหรือวางไอเท็มหลอก ๆ เอาไว้ให้เก็บ หรือหนักข้อเข้าก็แกล้งจบเกมแล้วไล่ให้ไปรอเกมภาคต่อ(แบบหลอก ๆ ) ปิดท้ายด้วยเสียงร้องชวนสติหลุดของตัวละครในเกม

“ไม่นะ! มันเป็นไปไม่ได้!”

และมุกแบบนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งเกม แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวละครของคุณจะครองค่าสติให้สูงได้ตลอดทั้งเกม ยังไงก็ต้องเจอลูกไม้พวกนี้โผล่มาหลอกหลอนตลอดเวลา เป็นการส่งความกลัวจากในเกมไปสู่ผู้เล่นได้อย่างชาญฉลาดและร้ายกาจยิ่ง

Eternal Darkness ได้รับคำวิจารณ์จากสื่อเกมในระดับที่ค่อนข่างสูง ด้วยความแปลกแหวกแนวที่ไม่มีเกมไหนเคยทำมาก่อน นั่นคือการส่งต่อความกลัวมาสู่ตัวผู้เล่นโดยตรงไม่ใช่แค่ตัวละครในเกม และเป็นเกมขายดีติดอันดับของเครื่อง Gamecube อีกด้วย จนทำให้พวกเขามั่นใจในผลงานและมีโครงการจะทำภาคต่อในอนาคต

แต่น่าเสียที่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะ Silicon Knight ดันเกิดปัญหาขึ้นจนเจ๊งไปเสียก่อน

ต้นเหตุของปัญหานั้นมาจากการพัฒนาเกม Too Human นั้นมีความทะเยอทะยานมากไป ตัวผู้พัฒนาอยากจะใส่อะไรเข้าไปมากเกินจนงบบานปลาย นำพาไปสู่ปัญหากับ Epic Games ที่ทางทีมงานทำเรื่องขอใช้ Unreal Engine เพื่อมาพัฒนาเกม แต่กลับผิดสัญญาจนเกิดการฟ้องร้องใหญ่โต และในที่สุดพวกเขาก็แพ้คดีและถูกฟ้องล้มละลาย แผนการสร้างเกมอื่น ๆ ในเครือก็ระเหยไปกับสายลมในที่สุด

แม้จะมีความพยายามในการกลับมาอีกครั้งด้วยโปรเจกต์การระดมทุมผ่าน KickStarter ในชื่อว่า Shadow of Eternal โดยทีมงานที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ยอดการะดมทุนก็ไปได้ไม่สวยจนสุดท้ายมันก็ไม่เคยเกืดขึ้นมาอีกเลย และคาดว่าเราน่าจะไม่ได้เห็นภาคต่อของเกมนี้ไปอีกนานทีเดียว

กระนั้นสิ่งที่ Eternal Darkness เหลือทิ้งไว้นั้นคือสิ่งที่น่าจดจำ และยังไม่มีเกมสยองเกมไหนที่กล้าแหวกกรอบกำแพงที่สี่หนักหน่วงขนาดนี้ และเราเชื่อว่าในอนาคตจะมีเกมสยองขวัญที่มีลูกบ้ากล้านำเสนออย่างที่เกมนี้เคยทำเอาไว้แน่นอน

เพราะบางครั้งความกลัวไม่ได้ออกมาจากเกม แต่ก่อกำเนิดขึ้นในจิตใจของเราผ่านการปั่นหัวอย่างชาญฉลาดจนเราอาจไม่รู้นั่นเองครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close