DRIV3R เมื่อความทะเยอทะยานที่มากเกินไป กลับมาทำร้ายซีรีส์เกมตัวเองจนพินาศ

ซีรีส์ Driver เคยเป็นเกมแอ็กชันที่โด่งดังมากจากสมัย PlayStation และมีวี่แววว่าซีรีส์เกมดังกล่าวสามารถพัฒนาสานทำภาคต่อจนรุ่งไปอีกยาว แต่ว่าตำนานความเจ๋งของ Driver ก็ต้องจบลงที่ภาค Driv3r ด้วยความทะเยอทะยานเกินตัว และพยายามรักษาภาพลักษณ์ของซีรีส์ที่กลายเป็นตราบาปไปอีกนาน

เมื่อความทะเยอทะยาน ส่งผลตรงกันข้าม

Driver 3Driver เป็นซีรีส์เกมแอ็กชัน-ขับรถที่โด่งดังจากยุคสมัย PlayStation ที่ได้รับการพัฒนาภาคต่อจนมีภาคสามโดยใช้ชื่อว่า DRIV3R ซึ่งมีแผนวางจำหน่ายในปี 2004 สำหรับเครื่อง PlayStation 2 กับ Xbox ซึ่งพัฒนาโดยทีมงาน Reflections

Reflections กล่าวว่าเกมดังกล่าวได้เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2000 หรือก่อนที่เครื่อง PlayStation 2 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เริ่มถึงมีการโปรโมตว่าเกมจะมีการพัฒนาปรับปรุงจากภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นโลกวิดีโอเกมที่กว้างใหญ่กว่าเดิม ซึ่งประกอบด้วยแผนที่หลากภูมิภาคเช่นไมอามี (สหรัฐฯ) นีซ (ฝรั่งเศส) และอิสตันบูล (ตุรกี), เพิ่มจำนวนรถยนต์ และระบบความเสียหายของรถยนต์ที่สมจริง

รวมถึงระหว่างการพัฒนาเกม DRIV3R ทีมงานได้จำหน่ายเกม Stuntman ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น Tech Demo สำหรับทดลองเกมเอนจินที่ใช้สำหรับการพัฒนาเกม DRIV3R อีกด้วย ผู้เล่นหลายคนจึงให้ความคาดหวังกับเกมดังกล่าวเป็นอย่างมาก

Stuntman
Stuntman

แต่ระหว่างการพัฒนาเกมช่วง 3 ปีครึ่งหรือเกือบ 4 ปี โปรเจกต์ DRIV3R เริ่มใช้งบประมาณสูงเกินกว่ากำหนดไว้ จน Atari หรือตัวแทนจำหน่ายเกม DRIV3R สามารถวิเคราะห์ว่าเกมดังกล่าวต้องขายให้ได้ 4 ล้านแผ่น เพื่อไปให้ถึงจุดคุ้มทุน (Break Even) และตอนนั้น Atari มีเป้าหมายว่าจะต่อสู้กับเกม Grand Theft Auto: San Andreas ซึ่งมีแผนวางจำหน่ายในปี 2004 ทาง Atari จึงตัดสินใจวางจำหน่ายเกม DRIV3R ก่อน GTA: SA วางขายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ตัวเกมยังสร้างไม่เสร็จ 

รวมถึงช่วง 2 เดือนก่อนวางจำหน่ายเกม DRIV3R ทาง Atari ยื่นข้อเสนอต่อเจ้าสำนักพิมพ์สัญชาติอังกฤษชื่อดังอย่าง Future Publishing ให้นิตยสาร Xbox World กับ PSM2 ได้รับเกม DRIV3R ฟรี เพื่อนำไปรีวิวเกมล่วงหน้าโดยแลกว่าต้องให้คะแนนรีวิวเกมเป็น 9/10 เท่านั้น ซึ่งทาง Future Publishing ก็ตอบตกลงข้อเสนอดังกล่าวDriver 3

แน่นอนว่าหลัง DRIV3R วางจำหน่ายเป็นวันแรก (ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2004) ก็มีกระแสตอบรับที่ไม่ดีมากนัก เจ้าสำนักเกมหลายแห่งต่างวิจารณ์ว่า DRIV3R มีการออกแบบระบบควบคุมแปลกประหลาด, เสน่ห์เกมเพลย์ของซีรีส์ Driver ขาดหายไปกลายเป็นเกม GTA Clone, เนื้อเรื่องตัดต่อแย่ กับประสิทธิภาพ/บั๊กต่าง ๆ ที่แย่เกินทน ทำให้ DRIV3R ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเกมที่น่าผิดหวังที่สุดของปี 2004 และเกิดประเด็นถกเถียงในวงการเกมอันโด่งดังที่เรียกกันว่า “Driv3rgate” ที่ทำร้ายซีรีส์ Driver และ Atari จนไม่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงให้กลับมาอีกครั้ง

Driv3rgate ตำนานฉีกหน้าเจ้าสำนักเกม

Driver 3นอกจาก DRIV3R จะมีกระแสวิจารณ์ไม่ดีจากเจ้าสำนักเกมชื่อดังหลายแห่งอย่าง Gamespot ที่ให้คะแนนเกมเพียง 5/10, Eurogamer ให้ 3/10, GameSpy ให้ 2/5 และ IGN ให้ 5.5/10 แล้ว ผู้เล่นหลายคนที่ลองสัมผัสเกม DRIV3R ครั้งแรกแล้วรู้สึกผิดหวังกับคุณภาพเกมดังกล่าว ก็เริ่มออกมาตั้งคำถามผ่านกระทู้บนเว็บ Gamesradar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Future Publishing ทันทีว่าทำไมบทความวิจารณ์เกม DRIV3R ของนิตยสาร PSM2 กับ Xbox World ถึงให้คะแนนรีวิวเกมเยอะเกินความเป็นจริง

แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่ง Future Publishing ได้ทำการลบกระทู้ที่มีเนื้อหาวิจารณ์เกม DRIV3R ทั้งหมดออกไป ทำให้กระแสต่อต้านจากเหล่าเกมเมอร์รุนแรงยิ่งขึ้น จนผู้เล่นหลายคนเริ่มสมัครสมาชิกเว็บบอร์ด Gamesradar หลายบัญชีเพื่อโจมตีและฟลัดกระทู้เกินกว่า moderator จะควบคุมได้ รวมถึงมีการดัดแปลงข้อมูล Wikipedia ของหน้า DRIV3R จนเสียหาย ทำให้ Nick Ellis ฝ่ายนักเขียนอาวุโสจากนิตยสาร Xbox World ออกมาควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการสร้างกระทู้แยกทันที

บทวิจารณ์เกม Driv3r ในนิตยสาร PSM 2 ที่ให้ 9/10

ซึ่งแน่นอนว่าทีมตัวแทนจำหน่าย Atari ก็ได้รับกระแสวิจารณ์จากเหล่าเกมมอร์หลายคนที่ออกผลิตภัณฑ์เกม DRIV3R ในคุณภาพน่าผิดหวัง แต่แทนที่ทีมงานจะปล่อยให้กระแสดราม่าดับหมอลงไปเอง บริษัทกลับขุดหลุมฝังศพตัวเองลึกยิ่งกว่าเดิมด้วยการจ้างพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์และฝ่ายการประกันคุณภาพจาก Babel Media เพื่อโพสต์รีวิวเกม DRIV3R ด้านบวกบนเว็บไซต์รีวิวเกมหลายแห่ง รวมถึงสร้างบัญชีปลอมบนเว็บบอร์ด Gamesradar เพื่อปกป้องเกม DRIV3R จนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้ถูกขนานนามว่า “Driv3rgate”

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป มีพนักงาน moderator จำนวนสองคนออกมายอมรับว่าทำงานให้กับ Babel Media เพื่อเขียนปกป้องเกม DRIV3R ด้วยความตั้งใจของตัวเองจริง รวมถึงเจ้าสำนัก Future Publishing ได้ยกระดับเป็นการลบกระทู้ทั้งหมดที่มีการกล่าวถึง Driv3rgate อีกด้วย ทำให้สงครามระหว่างเกมเมอร์ และเจ้าสำนัก Future Publishing, Atari ยืดเยื้อต่อไปจนกระแสดราม่าสงบลงในเวลาต่อมา

เกม Driv3r สามารถขายได้เพียงประมาณ 750,000 ชุดทั่วโลก (โดยมีประเทศอังกฤษแหล่งเดียวที่ขายได้ 300,000 ชุด) ทำให้บริษัท Atari ขาดทุนอย่างมหาศาล (ซ้ำรอยจาก E.T.) จนต้องขายทีมพัฒนาเกม Reflections และแฟรนไชส์ Driver ให้กับ Ubisoft ในปี 2006 หลังจากเกม Driver: Parallel Lines มีกระแสยอดขายไม่ดี แม้เกมดังกล่าวโปรโมตว่าเป็นเกมที่ “ย้อนกลับสู่รากเดิมของเกมดั้งเดิมที่เน้นการขับรถ” ก็ตามDriv3r ปัจจุบัน เกม Driver ภาคล่าสุดมีชื่อว่า Driver: San Francisco ซึ่งพัฒนาโดย Ubisoft Reflections และจัดจำหน่ายโดย Ubisoft ในปี 2011 สำหรับ PC, PS3 กับ Xbox 360 แล้วจากนั้นก็ไม่เห็นซีรีส์เกม Driver ภาคใหม่นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง