C&C Red Alert 2 สุดยอดเกมวางแผนคลาสสิกร่วมสมัย แม้ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ตายจาก


Sir, Yes Sir ! เชื่อว่าเกมเมอร์มากกว่า 97% ต้องผ่านเกมวางแผนในตำนานอย่าง C&C Red Alert 2 ที่เห็นได้ตามร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เล่นผ่าน Lan กันหลายคนในยุคต้นปี 2000 ซึ่งเดือนหน้าเกมนี้เกือบจะครบอายุ 18 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่คอยสร้างสีสันและมีให้พูดถึงเกมนี้มาโดยตลอด ในขณะที่ Red Alert 3 ตกกระป๋องเป็นที่เรียบร้อย

นี่คือ “C&C Red Alert 2 สุดยอดเกมวางแผนคลาสสิกร่วมสมัย แม้ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ตายจาก” บทความนี้จะพูดถึงความเจ๋งของเกม Red Alert 2 ที่แม้ว่าจะเป็นเกมปี 2000 แต่ยังเป็นเกมที่ตรึงตราใจเกมเมอร์หลายคนจนต้องกลับมา Install เกมนี้กันอีกรอบ และยกเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาลจากเจ้าสำนักหลายแห่ง

C&C Red Alert 2 คืออะไร

Red Alert 2 เป็นหนึ่งในซีรี่ส์ Command & Conquer เป็นภาคต่อจากภาคแรกที่ออกขายในปี 1996 เป็นเกมประเภทวางแผนแบบเรียลไทม์ของทีมผู้พัฒนา Westwood Pacific ที่ได้วางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม ปี 2000 ลง Exclusive เฉพาะแพลตฟอร์ม PC เท่านั้น

สิ่งที่เกมนี้มีเอกลักษณ์ ก็คือฉากคัตซีนในรูปแบบ Live Action ในความละเอียดระดับ Full Motion กับการนำเสนอ Alternate Timeline ที่จำลองรูปแบบสงครามโลกครั้งที่สามได้ล้ำสมัย ทำให้เกมนี้ได้รับกระแสวิจารณ์ในแง่บวก และสามารถทำยอดขายประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเกม Red Alert 2 สามารถขายได้ทั้งหมด 4.3 ล้านแผ่นในสหรัฐอเมริกา และ 300,000 แผ่นในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ระหว่างเดือนมกราคม ปี 2000 ถึงเดือนสิงหาคม ปี 2006

หลังจากได้เกริ่นเกี่ยวกับเกม Red Alert 2 ก็ได้เวลาเข้าถึงเนื้อหาหลักของบทความซะทีว่า เกม Red Alert 2 ทำไมถึงเป็นวางแผนที่หลายคนชื่นชอบ โดยมีเหตุผลมีดังนี้

Red Alert 2

การนำเสนอสุดล้ำด้วยฉาก Live Action และกราฟิก 2D ไม่เปลืองสเปก

วงการเกมยุคปี 2000 หลายเกมได้เริ่มก้าวข้ามภาพกราฟิก ให้มีความสวยงาม, Immersive และเน้นออกแบบตัวละครโดยใช้โพลิก้อน 3D ที่จะมีความละเอียดยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่สำหรับเกม Red Alert 2 ที่ยังคงนำเสนอกราฟิกที่ย้อนยุคกลับไปปี ’90 ที่ภาพกราฟิกยังคงรูปแบบสไตล์ 2D ที่ค่อนข้างล้าสมัย แต่เกมเมอร์สามารถมองข้ามในจุดนี้ได้เพราะการนำเสนอของ Red Alert 2 สอบผ่านฉลุยตั้งแต่ปกยันตัวเกม

ฉากคัตซีนในเกม Red Alert 2 ทั้งหมดจะใช้นักแสดงเป็น Live Action ในความละเอียดระดับ Full Motion ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ใหม่ เพราะว่าเกมในยุคต้นปี 1990 ได้ใช้ลูกเล่นนี้จนรู้สึกโหล่ไปแล้ว แต่เกมนี้พิเศษตรงที่การนำเสนอมีการลงทุนตั้งแต่การแต่งตัว แต่งหน้า ฉากหลังที่ผสมผสนระหว่าง CG และ Live Action อย่างลงตัวและมีฉากที่น่าจดจำ ทำให้การนำเสนอของเกมนี้น่าสนใจมากกว่าเกมอื่น ๆ โดยเฉพาะภาพฉาก Kirov Airship จำนวนมากลอยผ่านหอเทพีเสรีภาพ

แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ค่อยซีเรียสติดตลก กับวีดีโอ Cinematic ที่เกมเมอร์รุ่นใหม่จะรู้สึกขัดใจในเรื่องคุณภาพก็ตาม (ก็เป็นเกมยุค ’00 อ่ะ ทำได้ขนาดนี้ก็หรูแล้ว) แต่เพราะการ Presentation ในเกณฑ์ระดับดีเยี่ยมและน่าสนใจ ทำให้เกมนี้ครองใจชาวเกมเมอร์ในยุค ’00 ได้ไม่ยาก

Red Alert 2
Red Alert 2 แค่ปกเกมก็กินขาดแล้ว

เกมเพลย์เล่นง่าย แต่เสพติด ต้องขอบคุณการออกแบบมิชชั่นสุดสร้างสรรค์

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ระบบเกมเพลย์ของเกม Red Alert 2 โดยรวมแล้วเล่นง่าย และ Casual ที่สุดในบรรดา C&C ทั้งหมด บวกกับการออกแบบมิชชั่นได้อย่างสร้างสรรค์ในโหมด Campaign ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสัมพันธมิตรหรือฝั่งโซเวียต ทำให้การเล่นเกม Red Alert 2 รู้สึกเสพติดเป็นอย่างมาก

พูดถึงเนื้อเรื่องก่อน ในโหมด Campaign สามารถเลือกเล่นได้สองฝั่ง คือ ฝั่งสัมพันธมิตรที่เป็นพระเอกหลัก และฝั่งสหภาพโซเวียตที่เป็นเนื้อเรื่อง Alternate Timeline ในเหตุการณ์ภาคนี้ แต่โดยรวมแล้วผู้เขียนชอบเล่นเป็นฝั่งสหภาพโซเวียตเพราะรู้สึกน่าสนใจและมีอุปสรรคมากกว่า

ในขณะที่เนื้อเรื่องฝั่งสมพันธมิตรจะมีหน้าที่ปะทะป้องกันการรุกรานจากสหภาพโซเวียตเปรียบเสมือนเป็นตำรวจโลกตามสไตล์อเมริกาฟั*เย้ แต่เมื่อเกมเมอร์ได้ลิ้มลองเป็นฝั่งสหภาพโซเวียต คุณจะได้พบอุปสรรคมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงอำนาจ การทรยศหักหลังจากการขยายอำนาจคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลกที่ยากที่จะควบคุมได้ ทำคุณจะต้องปะทะฝั่งพันธมิตรกับทำลายคนทรยศในสหภาพโซเวียตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเนื้อหาใหม่ที่ไม่มีเกมไหนกล้านำเสนอมาก่อน

มิชชั่นเองก็ออกแบบได้หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น มิชชั่นนี้จะมามาในรูปแบบสร้างฐานทั่วไป แต่มิชชั่นต่อมาอาจจะเป็นแนววางแผนลอบเล้นที่มีทรัพยากรจำกัดและต้องดูแลทหารให้ดีเป็นพิเศษ หรือบางมิชชั่นฝั่งเราก็เสียเปรียบสุด ๆ ด้วยปริมาณ ผู้บัญชาการอย่างเราจะต้องกอบกู้พลิกสถานการณ์ให้ได้รวดเร็วที่สุดจนกว่าจะสายเกินไป

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบ Operation: Big Apple ของโซเวียตมากที่สุด โดยผู้เล่นจะต้องส่ง Engineer ยึด Battle Lab ของฝั่งตรงข้ามเพื่อสร้างหอควบคุมจิต Psychic Beacon กลางตึก World Trade Center ณ กรุง New York แล้วเมื่อสร้างหอควบคุมจิตสำเร็จ ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเริ่มถล่มทุกอย่างเหมือนส่งคนไปตายเพื่อที่จะทำลายตึกนี้ให้จนได้ ไม่งั้นทั่วกรุงจะตกอยู่ในอำนาจกำมือของโซเวียตในพริบตา แล้วเมื่อ Psychic Beacon เริ่มทำงาน ทั่วแผ่นที่จะโดนเราควบคุมทั้งหมด ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่รู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก

Red Alert 2
Operation: Big Apple

ยูนิตมีเอกลักษณ์ และมีวิธีการเล่นที่ต่างกัน

สองฝั่งมีวิธีการเล่นที่แตกต่างกัน ในขณะที่ฝั่งสัมพันธมิตรจะมีเทคโนโยลีล้ำหน้า ทหารประสิทธิภาพ รถถังแห่งอนาคต และมียูนิตเรือรบที่ดีที่สุดในเกม ตรงกันข้ามฝั่งโซเวียตจะล้าสมัย ทหารจะเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่ยานพาหนะรบของโซเวียตมีประสิทธิภาพน่ากลัว อย่างเช่น Kirov Airship, Apocalypse Tank และ Dreadnought

สิ่งที่เกมนี้ทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก เพราะว่าแต่ล่ะยูนิตจะมีหน้าที่ตายตัวของมันเองโดยไม่มีออฟชั่นเสริม เพียงแค่เกมเมอร์ศึกษาคุณสมบัติยูนิตแบบไม่จำเป็นต้องรู้ลึก ก็สามารถเข้าใจและจับเม้าส์กดคีย์บอร์ดแล้วเล่นได้ทันที ซึ่งเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้เกมนี้เล่นง่าย แต่ก็รู้สึกท้าทายและระทึกเมื่อพบกับผู้เล่นที่มีสกิลเหนือกว่า

Red Alert 2

Yuri Revenge – Standalone ภาคเสริมสำหรับเกมเมอร์ผู้รักความท้าทาย

ถ้าคิดว่า Red Alert 2 มันยากไม่พอ ตัวเสริม Yuri Revenge จะตอบโจทย์ให้แก่คุณเอง โดยเนื้อเรื่องตัวนี้จะเชื่อมต่อจากภาค Red Alert 2 และจะเพิ่มยูนิตใหม่เล็กน้อยพร้อมกับอัปเดตเสียงเฉพาะตัวให้กับยานพาหนะรบทุกคัน พร้อมเนื้อหาตัวนี้จะเพิ่มฝั่งตัวร้ายแท้ 100% อย่างทีม Yuri สีม่วงพลังจิตสุดโอเว่อร์พาวเวอร์และมีความแข็งแกร่งกว่าทั้งสองฝั่ง

ถ้าหากผู้เล่นที่แสวงหาความท้าทาย หรือต้องการเนื้อหาใหม่ ๆ ที่เชื่อมต่อกับเกม Red Alert 2 ในรูปแบบ Standalone ละก็ คอนเทนต์ตัวนี้แหล่ะที่คู่ควรจะครอบครองและเล่นมัน

Red Alert 2

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเกม C&C Red Alert 2 ได้โด่งดังในยุคต้นปี ’00 ที่ยังคงรักษาชื่อเสียงได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะแนวคิดเกมนี้มันช่างล้ำสมัยมาก ๆ ล้ำจนไม่รู้สึกว่าเกมมันเก่าแก่ไปตามกาลเวลา แถมเกมเพลย์ยังสนุก เล่นง่ายแต่ก็ท้าทาย ชาวม็อดเองก็ได้ทยอยอัปเดตเนื้อหาต่าง ๆ ให้โหลดมากมายอีกด้วย (แต่ส่วนใหญ่ทำให้เกมเสียสมดุล)

น่าเสียดายที่เกมตระกูล C&C ที่ตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับเกม Red Alert 2 ที่ยังคงอยู่ในใจเกมเมอร์ทุกยุคทุกวัยตลอดไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่เกมแห่งนวัตกรรม แต่ก็เป็นเกมหนึ่งที่สร้างความทรงจำที่ดีมากมายเช่นกัน