Bioshock Infinite ตำนานบทสุดท้ายของซีรีส์เกมเดินหน้ายิงสุดระทึก


หากเราพูดถึงเกมเดินหน้ายิงที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้ผู้เล่นจดจำได้ไม่รู้ลืมในช่วงปี 2013 ที่ถล่มออกมาอย่างมากมายนั้น เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ Bioshock Infinite ติดมาด้วยอย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้มีโหมด Multiplayer ที่น่าประทับใจ แต่ความหนักแน่นเข้มข้นของโหมด Singleplayer ก็ทำให้เหล่าผู้เล่นประทับใจในเกมนี้ได้อย่างไม่รู้ลืม

สำหรับผู้เขียนเอง Bioshock เป็นเกมเดินหน้ายิงที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนความคิดที่อยู่ในจิตใจไปตลอดกาลหลังจากเล่นจนจบในภาคแรก ไม่ใช่เพราะระบบการเล่นที่ลึกล้ำน่าสนใจ หากแต่เป็นการนำเสนอเนื้อเรื่องที่มีการหักมุมอย่างคาดไม่ถึง และสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างสูง จนกลายเป็นเกมที่แม้อยากเขียนถึงมากเท่าไหร่ก็ต้องขอยอมแพ้ไปทุกครั้ง เพราะมีหลายอย่างที่ไม่สามารถเรียบเรียงออกมาได้อย่างที่ควรเป็น

แต่สำหรับภาค Infiniteแม้จะมีประเด็นที่ไม่ได้หนักหนาเท่า แต่ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่หลายคนเล่นแล้วก็ประทับใจอย่างไม่รู้ลืมเช่นกัน

Bioshock Infinite เป็นผลงานของ Irrational Games ทีมสร้างเดิมจากภาคแรกที่กลับมาควบคุมการผลิตอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยคุณ Ken Levin ที่กลับมาเป็นผู้กำกับเกมและมือเขียนบทอีกครั้ง แน่นอนว่าหลังจากการประกาศเปิดตัวก็ทำให้แฟนเกม Bioshock ในยุคนั้นต่างโห่ร้องดีใจ และเฝ้ารอการมาของเกมภาคต่อทันที

แน่นอนว่าจากการประกาศเปิดตัวเกมเป็นครั้งแรกในปี 2010 เราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าเหลือเชื่อและทะเยอทะยานยิ่งกว่าเดิม จากเมืองใต้ทะเลที่มีความเป็นทุนนิยมอย่างเต็มขั้น สู่เมืองระฟ้าที่มีความเป็นปัจเจกสูงยิ่งกว่าที่ผ่านมา นำเสนอความเป็นเมืองในอุดมคติของอเมริกาในยุคสงครามกลางเมืองได้แบบสุดโต่งอย่างที่สุด

Bioshock Infinite เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งนามว่า Booker Dweitt นักสืบเอกชนผู้รับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อนำมาใช้หนี้ที่เขาติดอยู่มหาศาล แต่ด้วยข้อเสนอของผู้ว่าจ้างลึกลับที่ขอร้องให้เขาไปช่วยเหลือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในเมืองลึกลับนามว่า Columbia เมืองลอยฟ้าเหนือเมฆที่อุดมไปด้วยเทคโนโลยีมากมายที่เขาไม่เคยเห็น รวมไปถึงพลังเหนือมนุษย์อย่าง Plasmid อีกด้วย

และเมื่อเดินทางไปเรื่อย ๆ เขาก็ได้พบกับความจริงและเรื่องเหลือเชื่อมากขึ้นไปอีก จนนำไปสู่ฉากจบอันช่วยให้รู้สึกหนักอึ้งในท้ายที่สุด

สิ่งที่ Bioshock Infinite ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมคือเรื่องของ Gameplay ที่ปรับปรุงมาจากในภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่มีศัตรูคู่บุญของซีรีส์อย่าง Big Daddy แต่เราก็ได้ผู้ช่วยคนใหม่ก็คือ Elizabeth สาวน้อยที่เป็นเป้าหมายของเราในการปลดหนี้ ซึ่งเธอมีพลังในการควบคุมช่องว่างของเวลา ช่วยเหลือตัวของผู้เล่นได้อย่างมาก ทั้งการเสกป้อมปืน คลังอาวุธ หรือกับดักต่าง ๆ ได้ในยามฉุกเฉิน หรือช่วยโยนของจำเป็นมาให้เราตลอดทั้งเกม บวกรวมกับของเกิมที่ปรับปรุงใหม่อย่างการใช้พลัง Plasmid ก็ยิ่งทำให้การเล่นดุเดือดยิ่งขึ้นไปอีก

และลูกเล่นใหม่อีกอย่างหนึ่งถูกเพิ่มเข้ามาก็คือการใช้ Skyhook ไต่ตัวไปกับรางรอบฉากราวกับเป็นรถไฟเหาะตีลังกา แถมเจ้าตะขอที่ติดอยู่กับมือของเรายังเอามาใช้ในการโจมตีศัตรูในระยะประชิดอย่างสุดโหดสะใจอีกด้วย

แน่นอนว่าเพียงแค่ Gameplay ที่ดีอย่างเดียวก็คงไม่อาจทำให้เป็นที่จดจำได้อย่างแน่นอน เพราะการนำเสนอเมืองลอยฟ้าสุดทะเยอทะยานที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดแปลกตา ผสมรวมกับการเหยียดชนชั้นที่พบเห็นได้ทั่วไปจนกลายเป็นเรื่องปกติ ผสมรวมกับภาพงานศิลป์อันสุดโต่งที่แสดงความเป็นไปของเมืองในเกมได้อย่างน่าทึ่ง และการนำทฤษฏีในเรื่องของเวลามาอธิบายความเป็นไปของโลกเองก็ลงตัวไปกับเนื้อเรื่องอย่างมาก การเกี่ยวโยงในลักษณะนี้ช่วยให้เรารู้สึกตื่นเต้นและคล้อยตามกับมันได้ไม่ยาก

ส่วนสำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือเนื้อเรื่องของตัวเกมเองก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน นอกจากจะมีการนำเสนอประเด็นใหม่อย่างเช่นการปะทะกันระหว่างแนวคิดในการปลุกระดมเพื่อรักชาติ การเหยียดสีผิวและประเด็นทางการเมืองอันเข้มข้นแล้ว เราก็จะได้เห็นของเก่าจากภาคที่แล้วเป็นเซอร์ไพรส์ในช่วงท้ายเกม รวมไปถึง DLC เนื้อเรื่อง Burial at Sea ทั้งสอตอนก็เป็นการเชื่อมโยงจักรวาลของเกมไปสู่ภาคหลักก่อนหน้านี้ได้อย่างลงตัวและเป็นเหตุเป็นผลอย่างที่สุด ขนาดที่ว่าตัวผู้เขียนเองที่เล่น DLC ตัวนี้จนจบทั้งสองตอนแล้วถึงขนาดโหลดเกมภาคแรกกลับมาเล่นใหม่อีกรอบกันเลยทีเดียว

และเสน่ห์ของตัวละครในเกมเองก็เป็นสิ่งที่ยากจะลืมได้ลง

ที่เด่นชัดที่สุดพัฒนาการทางด้านอารมณ์และความรู้สึกของ Elizabeth ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในทุกบททุกตอน จากเด็กสาวไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ไปจนถึงผู้ที่เข้าใจในทุกสรรพสิ่งในตอนท้าย และผู้ปลดปล่อยที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องใน Burial at Sea ซึ่งนั้นทำให้เธอเป็นตัวละครที่น่าจดจำไม่แพ้ Andrew Ryan ในภาคแรกได้เลย

ทว่าแม้ทุกอย่างจะลงตัว แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ค่อยชอบใจนักก็คือความยากของเกมที่ค่อนข้างสูง แม้อันที่จริง Bioshock เองก็เป็นเกมที่ค่อนข้างยากในระดับหนึ่งอยู่แล้วในภาคก่อน ๆ แต่สำหรับฉากสุดท้ายของเกมนั้นเรียกว่ายากแบบเหลือเชื่อกันเลย เราจะได้กับทุกอย่างที่ได้เจอมาตั้งแต่ต้นเกมจนท้ายเกมในเวลาเดียวกันถล่มเข้ามาแบบไม่หยุด เรียกว่าสติไม่แข็งพอนี่มีท้อใจกันได้ง่าย ๆ กันเลย

ปัจจุบันนี้ Irrational Games ก็กลับมาคืนชีพอีกครั้งหลังจากล่มสลายไปในช่วงที่เกมออกไปได้ไม่นาน โดยถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Ghost Story Games ในปี 2017 ส่วนตัวซีรีส์นั้นในเวลานี้ก็ยังไม่มีการสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน แต่พวกเขาก็ยังคงตั้งใจเดินหน้าพัฒนาเกมที่บอกเล่าเนื้อเรื่องอันน่าสนใจให้ผู้เล่นได้ดิ่มด่ำไปกับมันเหมือนที่เคยทำนั่นเอง

สำหรับใครที่อยากสัมผัสความมันของเกม ตอนนี้ก็ยังหาซื้อกันได้ใน Steam และเชื่อว่าในช่วงเทศกาลลดราคาอย่าง Steam Halloween Sales ราคาน่าจะลงไปอีกแน่นอน จัดเป็นอีกเกมเก่าในอดีตที่ไม่อยากให้พลาดกันครับ