และเกมอินดี้ที่ยอดเยี่ยมตรงใจพวกเราที่สุดในปีนี้ ก็คือ “Hollow Knight: Silksong” ภาคต่อที่แฟน ๆ เฝ้ารอกันมา 7 ปี และ Team Cherry ผู้พัฒนาที่มีแฟนคลับคอยส่งแรงเชียร์อยู่ทั่วโลก ก็ตอบแทนการรอคอยนี้ได้อย่างสาแก่ใจ

เพราะเมื่อยิ่งเล่นเกมนี้และสำรวจได้ถ้วนทั่วมากเท่าไร ก็จะยิ่งเข้าใจว่าทำไมเกมถึงใช้เวลาพัฒนากันนาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคอนเทนต์ แผนที่ หรือทางลับต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนถูกซุกซ่อนไว้แบบจัดเต็ม สมแล้วกับที่พวกเขาบอกมาว่า “ทำเพลินเกินไปหน่อย”
จนจากที่สงสัยว่าใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง ก็กลายเป็นคำถามขึ้นมาว่า “7 ปี พวกพี่ทำขนาดนี้ออกมาทันได้ไง” แทน แถมล่าสุดก็เพิ่งประกาศเปิดตัว DLC ส่วนเสริมใหม่ เตรียมเพิ่มคอนเทนต์ใหม่มาให้เล่นกันในปีหน้า ซึ่ง DLC นี้ “ฟรี” เช่นเคยแบบที่ Team Cherry เคยทำในเกมภาคแรก
อาณาจักร Pharloom อันเป็นฉากหลังของเกมภาคนี้ จึงเป็นสถานที่ที่กว้างใหญ่ เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ขณะเดียวกันมันก็ยังมอบรางวัลให้กับคนที่ช่างสังเกต และชักชวนให้ผู้เล่น “หลงทาง” เพื่อไปค้นพบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจจะเป็นบอส หรือไม่ก็เป็นเควสต์ที่ยาวต่อเนื่องจุใจ ทำให้รู้จักโลกและความเป็นอยู่ของประชากรแมลงในนี้มากขึ้นกว่าเดิม
ในแง่ของงานออกแบบ ด้วยความเป็นเกม Metroidvania ก็แน่นอนว่าเส้นทางการสำรวจของผู้เล่น จะไม่ได้เป็นเส้นตรง ต้องมีการวนซ้ำไปซ้ำมา และลองคิดลองเชื่อมโยงเพื่อหาทางไปต่อ แต่ถึงอย่างนั้น งาน Level Design ของ Silksong ก็ทำออกมาได้อย่างหมดจดลงตัว การสำรวจแต่ละฉากจึงมีความยาก แต่ไม่เหนื่อยเกินไป และการวนซ้ำกลับมายังฉากเดิม ๆ ก็อาจจะได้พบเจอกับอีเวนต์หรือสภาพแวดล้อมแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยเหมือนกัน
เมื่อพูดถึงความมีชีวิตชีวา ก็ไม่ใช่แค่ในเรื่องงานอาร์ตและงานดีไซน์สถานที่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่ Team Cherry หยิบยื่นมาให้เรา ก็คือการมีตัวเอกอย่าง Hornet ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ ไม่เป็น Silent Protagonist เหมือนอย่างเกมภาคแรกแล้ว นั่นเองจึงทำให้การต่อประโยคพูดคุยเป็นไปอย่างลื่นไหล ผู้เล่นจะได้เห็นนิสัยใจคอ และมีความรู้สึกร่วมไปพร้อมกันกับ Hornet ตลอดทั้งการผจญภัย

การมาถึงของตัวละครใหม่อย่าง “Lace” ก็เข้ามาเติมเต็มรสชาติให้กับเรื่องราวได้ดี เคมีความสัมพันธ์ระหว่าง Lace กับ Hornet คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทีมงานหยอดเข้ามาให้น่าติดตาม และก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญของเกมภาคนี้ไปด้วยในด้านเนื้อเรื่อง
และด้วยความที่ Hornet ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวละครผู้เคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว และเก่งยิ่งกว่าตัวเอกในภาคแรก ดังนั้นภาพรวมเกมเพลย์ มันจึงเต็มไปด้วยความรวดเร็วดุดัน ผู้เล่นจะมีสกิลความสามารถให้ใช้เพื่อต่อกรกับบอสมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเครื่องมือต่าง ๆ ที่ก็มีตั้งแต่การปาเข็ม, วางกับดัก, ปล่อยแมลงลูกน้องจักรกล ไปจนถึงการยิงปืนเพื่อซัดศัตรูจากระยะไกล
เพื่อให้สมกับการที่เราได้ควบคุมตัวเอกที่เก่งกาจ บอสไฟต์ของภาค Silksong มันจึงมีความยากมากขึ้นไปด้วย ผู้เล่นมีโอกาสพลาดได้เพียงไม่กี่ครั้ง การเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงต้องมีความแม่นยำ และเน้นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ มากกว่าจะด้นสดไปตามเรื่องตามราว
ซึ่งความยากในที่นี้ ก็รวมไปถึงการที่เกมนั้นผลักดันให้ผู้เล่นต้อง “Pogo” อยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้คือแอ็กชันในการกระโดดฟันลงมาด้านล่าง เพื่อให้ตัวผู้เล่นเด้งกลับขึ้นไปข้างบนและมีเวลาอยู่กลางอากาศนานขึ้น เราจะต้องใช้มันเพื่อท่องไปตามด่านต่าง ๆ รวมไปถึงในหลายบอสไฟต์เองก็จำเป็นต้อง Pogo เพื่อรับมือ
ดังนั้นแล้วเกมเพลย์จึงมีความเข้ม ความตึงมือขึ้นเยอะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้เล่นชำนาญแล้ว ก็จะสามารถบังคับควบคุม Hornet ได้สนุกสะใจ ให้ความรู้สึกที่ว่าเรากำลังเป็น “ยอดฝีมือ” แห่งอาณาจักร Pharloom อยู่จริง ๆ
ด้วยปริมาณคอนเทนต์ที่อัดแน่นจนต้องร้องขอชีวิต แอ็กชันที่ดุเด็ดถึงเครื่อง และการนำเสนอเนื้อเรื่องผ่านดนตรีกับงานวิชวลอันวิจิตรเพลิดเพลินตา ทุกอย่างถูกร้อยเรียงจนออกมาเป็นผลงานอันเปี่ยมไปด้วยหัวใจ และเป็นผลงานจากทีมเล็ก แต่ความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่จริง ๆ ที่ Team Cherry ฝากไว้ให้กับวงการเกมในปีนี้











