Alone in the Dark ความสยองต้นแบบของเกมยุคใหม่


alone in the dark

สำหรับผู้เขียนแล้วการควบคุมเกม Resident Evil ในยุคแรกนั้นเป็นอะไรที่เหมือนกับฝันร้ายมาก เพราะกว่าจะควบคุมจนคล่อง กว่าจะเดินไม่ให้โดนซอมบี้กัดจนตายไปซะก่อนก็ใช้เวลานานมาก ซึ่งการควบคุมในลักษณะนี้เราเรียกกันว่า Tank Control โดยได้ต้นแบบมาจากเกมสยองขวัญสุดคลาสสิกที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ Alone in the Dark นั่นเอง

ช่วงปี 1992 ในยุคนั้นวิดีโอเกมยังคงอยู่ในช่วงยุคขยับขยายไปสู่เทคโนโลยีรูปแบบใหม่โดยเฉพาะในระบบ PC ที่เริ่มขยับขยายกันไปสู่เกมการเล่นแบบสามมิติกันมากขึ้น เกมแนวใหม่หลายเกมเริ่มถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเช่น Wolfenstien 3D ผลงานจาก ID Software ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงโลกของเกมเดินหน้ายิงเป็นครั้งแรก หรือ Dune II ภาคต่อของอภิมหาเกมวางแผนการรบแบบ Real Time ทีถูกต่อยอดมาเป็น Command & Conquer ในเวลาต่อมา และภายในปีนั้นก็ได้มีเกมที่ออกมาเขย่าต่อมความน่ากลัวของผู้เล่นให้ได้ประจักษ์กันในแบบสามมิติเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Alone in the Dark เป็นผลงานของ Infogrames ค่ายพัฒนาเกมระดับเทพที่อยู่ในวงการเกม PC ยุค 90 มาอย่างยาวนาน กับการทดลองส่งเกมแนวสยองขวัญที่มีแรงบันดาลใจมาจากนิยายของ H.P Lovecraft นักเขียนนิยายแนวสยองขวัญชื่อดังที่โดดเด่นในเรื่องการนำเสนอเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากฝันร้ายของตน ที่ทีมงานนำมาดัดแปลงเป็นเกมผจญภัยในบ้านผีสิงอันลึกลับ ไขปริศนาและหลบหนีจากอันตรายแทนที่จะเน้นไปที่การต่อสู้ แต่พระเอกของเราก็มีอาวุธเอาไว้ต่อกรกับเหล่าปีศาจในเกมอยู่เช่นกันแม้จะไม่มากมายก็ตาม

สำหรับเนื้อเรื่องของเกมในปี 1992 นั้นเป็นเรื่องราวของสองตัวละครหลัก Edward Carnby นักสืบเอกชนที่รับงานไขคดีลึกลับมากมาย และ Emily Hartwood หลานของ Jeremy Hartwood ศิลปินดังที่ทำอัตวินิบาตกรรมในคฤหาสน์ของตนที่มีชื่อว่า Dercreto ซึ่งคดีก็ถูกสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตายธรรมดาและถูกลืมอย่างรวดเร็ว แต่หลานของเขานั้นไม่เชื่อว่าปู่ของเธอจะฆ่าตัวตาย และเชื่อว่าในคฤหาสน์นั้นมีผีสิงอย่างแน่นอน จึงได้ทำการว่าจ้างนักสืบเอกชนอย่าง Edward เข้าไปสืบคดีว่าแท้จริงแล้วที่แห่งนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่

Alone in The Dark นั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมแนวสยองขวัญเกมแรกของโลกที่เป็นเกมแบบสามมิติเต็มรูปแบบ ในขณะที่เกมแนวเดียวกันอื่น ๆ นั้นยังคงเป็นภาพ Pixel แบบสองมิติอยู่ และมันก็ช่วยเสริมบรรยากาศในการเล่นได้มากขึ้นหลายเท่า ตัวอย่างเช่นการให้ศัตรูปรากฏตัวขึ้นมาในมุมอับที่มองไม่เห็น การเปลี่ยนมุมกล้องในแบบคล้ายกับกล้องวงจรปิดที่เพิ่มความระทึกมากขึ้น แถมด้วยการรังสรรค์บ้านผีสิงที่ดูบรรยากาศรอบตัวได้ทำให้การรับรู้ความรู้สึกของเกมมีความแปลกใหม่มากขึ้นตามไปด้วย จัดเป็นเกมที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากในสมัยนั้นแม้จะมีการควบคุมที่ประหลาดกว่าเกมอื่นมากก็ตาม

ด้วยความน่ากลัวและแปลกใหม่อย่างมากในยุคนั้นทำให้ตัวเกมได้รับการถูกพูดถึงอย่างมากในหมู่คนเล่นเกมที่ชอบความน่ากลัว เพราะ Alone in The Dark ได้นำเสนอสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และยังทำยอดขายไปได้มากมายถึง 600,000 ชุดในประเทศฝรั่งเศส และขึ้นไปแตะถึง 2.5 ล้านชุดในปี 2000 ได้รับคำชมจากสื่อเกมต่าง ๆ มากมาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเกมสยองขวัญในยุคต่อมาอย่าง Resident Evil ที่นำเอามุมมองแบบกล้องวงจรปิดไปใช้ในเกม สร้างตำนานของตัวเองขึ้นมาในภายหลัง กลายเป็นเกมสยองขวัญระดับคลาสสิกขึ้นหิ้งไปอีกหนึ่งเกม

หลังจากนั้นมา Alone in The Dark ก็เดินหน้าทำภาคต่อออกมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภาคสองที่พัฒนาขึ้นจากเดิมอย่างมากทั้งกราฟฟิกและรูปแบบการนำเสนอ (ที่สำคัญคือพระเอกของเราไม่กลัวซอมบี้ด้วย เตะต่อยกันยับ) แต่เน้นไปที่การต่อสู้มากขึ้นจนทำให้บรรยากาศสยองขวัญหายไปนิดหน่อย แต่เริ่มมาเละเทะจริง ๆ ก็ตอนภาคสามที่กลายเป็นเกมผจญภัยในหมู่บ้านคาวบอยที่หลุดโลกไปเลย และหลังจากนั้นก็กลายเป็นตามรอย Resident Evil ในภาค the New Nightmare ที่ดูวูบแรกเหมือนลอกการบ้านกันมายังไงยังงั้น และก็มาดิ่งลงเหวจนกู่ไม่กลับในภาคปี 2008 และ illumination ที่ห่วยจนเกินบรรยาย กลายเป็นเกมที่หลายคนอยากฝังลืมให้หายไปกับกาลเวลาในตอนนั้นเลย

ปัจจุบันนี้ชื่อของ Alone in The Dark ยังคงสร้างรอยแผลให้กับเกมเมอร์รุ่นเก่าอย่างมากมาย แต่ตอนนี้ THQ Nordic ค่ายเกมระดับเสี่ยก็ได้เข้าซื้อชื่อนี้มาไว้ในครอบครองแล้ว ซึ่งพวกเราก็หวังว่า Alone in The Dark จะกลับมาผงาดในวงการเกมสยองขวัญได้เหมือนอย่างที่ Resident Evil เคยทำได้ในช่วงหลัง แต่จะเป็นอย่างที่เราคาดไว้หรือไม่ก็ต้องมาติดตามดูกันอีกทีหนึ่งครับ