เมื่อพูดถึงเกมปลูกผักแล้ว แน่นอนว่าชื่อที่จะดังและระลึกกันในใจทุก ๆ คนก็คงหนีไม่พ้นซีรี่ส์เกมปลูกผักขวัญใจมหาชนอย่าง “Bokujo Monogatari” หรือที่เรารู้จักกันดีในนามว่า “Harvest Moon” ซึ่งปัจจุบันซีรี่ส์เกมนี้ก็ยังคงถูกพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าชื่อของ Harvest Moon จะถูกทำลายจนกำลังจะตายไปแล้ว แต่ Bokujo Monogatari ก็ยังคงอยู่มอบความสนุกให้กับเหล่าสาวกเกมปลูกผักอยู่เสมอ โดยใช้ชื่อว่า “Story of Seasons”

ซึ่งไหน ๆ เราก็พูดถึงซีรี่ส์เกม Harvest Moon หรือ Bokujo Monogatari แล้ว ทาง GamingDose จึงขอย้อนไปในยุคปี 2000s ตอนต้นที่เป็นช่วงที่ Sony กำลังครองโลกวงการเกมแทบจะทั้งใบ โดยเราจะพาไปดู 1 ในเกม Harvest Moon ที่ดีที่สุด (แต่อาจจะไม่นิยมเท่า Back to Nature) อย่าง “Harvest Moon : A Wonderful Life”

Harvest Moon

Harvest Moon : A Wonderful Life เป็น 1 ในเกมของซีรี่ส์ Harvest Moon (หากเป็นหนึ่งในซีรี่ส์เกม Doom นี่สิแปลก) โดยตัวเกมได้ถูกวางจำหน่ายในช่วงปี 2003-2004 บนเครื่อง Nintendo GameCube และในช่วงปี 2004-2005 บนเครื่อง Playstation 2 (PS2 จะได้เล่นช้ากว่า GameCube ประมาณเกือบปี) โดยภาคนี้ถือว่าเป็นภาคหลักตัวที่ 10 ของซีรี่ส์ Harvest Moon ถัดจากภาคเทพอีกภาคอย่าง Friend of Mineral Town ซี่งในภายหลังตัวเกมภาคนี้ก็ได้ถูกพอร์ตมาลง Playstation 4 อีกด้วย

เหมือนจะเป็นเอกลักษณ์อะไรแปลก ๆ ของซีรี่ส์นี้ ที่ตัวเกมจะมีวิธีการเล่นที่คล้าย ๆ กับทุกภาค แต่ในเรื่องของภารกิจ ปลายทาง และเกมเพลย์จะแทบจะต่างกันทุก ๆ ภาค ซึ่งในภาค A Wonderful Life ได้มีการปรับปรุงเกมเพลย์จากภาคที่ลงไปก่อนหน้านี้อย่าง Save the Homeland และ Friend of Mineral Town เป็นอย่างมาก

Harvest Moon

ในภาคนี้เราจะได้ควบคุมเป็นตัวละครชาวไร่เช่นเดียวกับทุกภาค และเราก็จะได้ฟาร์มแห่งหนึ่งจาก “คนที่เกี่ยวข้องกับเรา” มาดูแลเช่นเดียวกับทุกภาค แต่สิ่งที่ทำให้ภาคนี้แตกต่างจากภาคอื่นเป็นอย่างมากก็คือ “ความสมจริงของตัวเกม” โดยในภาคนี้ได้มีการเพิ่มระบบน้ำหนักของเครื่องมือ ระบบวันเวลาที่ยิ่งไปเล่นปีเยอะ ๆ สภาพแวดล้อมก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และ A Wonderful Life ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาคที่ตัวเกมได้บังคับให้คุณต้อง “แต่งงาน” เพื่อให้ดำเนินเกมต่อไปได้อีกด้วย

ในภาคนี้ได้มีการปรับปรุงระบบและความลึกของตัวเกมเป็นอย่างมาก เช่นระบบน้ำหนักของอุปกรณ์ที่เราได้กล่าวไป โดยหากคุณใช้เครื่องมือที่มีความหนัก (ส่วนใหญ่จะเป็นของที่มีให้ตอนต้นเกม) มากเข้า ๆ เราก็จะเหน็ดเหนื่อยได้ง่าย เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการทำงานให้ได้นาน ๆ คุณก็ต้องไปสั่งซื้ออุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเบามาใช้งาน และในภาคนี้เราจะปลูกพืชแบบมั่วซั่วแบบตอนภาคก่อน ๆ ไม่ได้แล้ว เพราะภาคนี้ได้มีการแบ่งแปลงเกษตรเป็นสามระดับ ซึ่งพืชบางชนิดจะปลูกได้ในแปลงเกษตรที่มีระดับสูงเท่านั้น หรือบางชนิดก็จะไม่มีปัญหา ปลูกตรงไหนก็โต แต่แน่นอนว่าคุณภาพของดินก็อาจจะส่งผลต่อคุณภาพของพืชเช่นเดียวกัน ส่วนในฝั่งปศุสัตว์ก็ได้มีการปรับปรุงมากขึ้น โดยเฉพาะกับ “วัว” ที่มีการแบ่งออกเป็น 4 ชนิด โดยแต่ละชนิดจะเน้นผลิตภัณท์ที่แตกต่างกัน (นมสด, ทำชีส, ทำเนย) และยังมีสัตว์แปลก ๆ ที่คุณสามารถปลดล็อคได้อีกด้วย รวมถึงอะไรอีกมากมายที่ถูกใส่มาในเกม ไม่ว่าจะเป็นระบบการอบเมล็ด หรือการผสมพันธุ์พืชให้ออกมาเป็นพืชชนิดใหม่

แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเป็นเกม Harvest Moon แล้ว ระบบจีบสาวก็ต้องมา โดยในภาคนี้เราจะมีสาวสี่คนให้เลือกจีบ ได้แก่ Cacelia, Nami, Lumina และ Muffy ซึ่งในภาคนี้ตัวเกมถือว่าออกไปทางบังคับให้เราต้องจีบสาวนะครับ เพราะว่าเราต้องแต่งงานให้ได้ในปีแรก ซึ่งถ้าหากเราไม่สามารถแต่งงานได้เกมก็จะโอเวอร์ทันที (ภาคนี้มีเกมโอเวอร์ด้วย) แต่หากคุณโชคดีที่คุณเคยจีบใครมาก่อนหน้านี้ สาว ๆ เหล่านั้นก็จะมาขอแต่งงานด้วยตัวของเขาเอง และคุณก็ต้องเลือกว่าจะเอาใครเป็นภรรยาของคุณ ซึ่งคุณไม่สามารถเลือกที่จะไม่แต่งงานได้ เพราะเนื้อเรื่องและเกมเพลย์ของเกมมันถูกออกแบบมาเพื่อระบบที่เรากำลังจะเล่าหลังจากนี้ครับ

ในภาคนี้ตัวเกมได้นำเสนอระบบใหม่ที่ไม่เคยหยิบมาใช้ในภาคไหนมาก่อน นั้นก็คือ “ระบบเนื้อเรื่อง” นั้นเอง โดยระบบเนื้อเรื่องของเกมนี้จะเดินทางไปเป็นเส้นตรง แต่ตัวเกมจะนำเสนอความท้าทายและภารกิจของแต่ละ Chapter ซึ่งตัวเกมก็ได้ถูกแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 6 บทใหญ่ ๆ โดยแต่ละบทก็จะมีเป้าหมาย ระยะเวลา และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทางผู้เขียนมองว่าระบบนี้ทำให้ผู้เล่นอินกับการเล่นเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งคุณเล่นไปได้ไกลเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมโดยรอบ ๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตของตัวละครเพื่อนบ้าน การแก่และการเติบโตของตัวละครเพื่อนบ้าน และการย้ายถิ่นที่อยู่ของตัวละคร ซึ่งนอกจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ ๆ จะเปลี่ยนแปลงแล้ว ในฝั่งของตัวเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เช่นบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ลูกที่เติบโตขึ้น และสภาพร่างกายของเราที่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งเรื่มเสื่อมสมรรถภาพไปเรื่อย ๆ และทำให้เราต้องปรับตัวแทบจะตลอดเมื่อตัวเกมได้ขึ้นสู่บทใหม่ ซึ่งในภาคนี้ถือว่าเป็นอีกภาคนึงที่มีฉากจบ โดยฉากจบนั้นจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามาตลอดทั้ง 6 บท แต่ไม่ว่าตัวเกมจะจบแบบไหน สิ่งที่เราจะรู้สึกได้เหมือนกันก็คือ…….. (ถึงเกมมันจะเก่าแล้ว แต่ทางผู้เขียนก็อยากให้ไปลองสัมผัสบรรยากาศนี้ด้วยตัวเอง)

สำหรับ Harvest Moon : A Wonderful Life นั้นถือว่าได้รับคำวิจารณ์จากสำนักรีวิวไปในทิศทางบวกพอสมควรและจัดว่าเป็น Harvest Moon ที่ดีอีกเกมนึง โดยตัวเกมบน GameCube สามารถทำคะแนนไปมากถึง 79/100 (Metacritic) แต่อย่างไรก็ตามตัวเกมบน Playstation กลับทำคะแนนได้เพียง 70/100 (Metacritic) เท่านั้น ซึ่งทางผู้เขียนคิดว่านี่อาจจะนำไปสู่เหตุผลที่ว่า “ทำไมเกมเมอร์ไทยถึงไม่ค่อยชอบภาคนี้” เพราะว่าตัวเกมบน Playstation 2 นั้นถูก “ดาวน์เกรดกราฟิก” จากตัวเกมบน GameCube เป็นอย่างมากแถมเคราะห์ซ้ำแล้วตัวเกมกลับถูกปรับแต่ง Performance ออกมาได้ไม่ดีพอ เพราะตัวเกมแทบจะรันเฟรมเรตได้ไม่ถึง 30 FPS ตลอดทั้งเกม โดยผลที่ออกมาก็คือในเวอร์ชั่นของ Playstation 2 จะดูกระตุกและช้ากว่าเวอร์ชั่น GameCube เป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่เกมเมอร์ไทยในยุคนั้นนิยมเล่น Playstation 2 พอมาเจอเกมที่มันกระตุกอะไรแบบนี้ก็คงรู้สึกไม่ค่อยประทับใจกันซักเท่าไหร่ และนี่ยังไม่พูดถึงหลาย ๆ คนที่ตราตรึงใจและยกภาค Back to Nature, Friend of Mineral Town ให้เป็นที่สุดไปแล้ว

อย่างไรก็ดีถึงแม้ตัวเกมจะมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก แต่สำหรับ Harvest Moon : A Wonderful Life นั้นก็ถือว่าเป็น “Harvest Moon” ที่ดีอันดับต้น ๆ ของซีรี่ส์ไม่แพ้ Back to Nature หรือ Friend of Mineral Town และทางผู้เขียนก็อยากให้ผู้อ่านหามาลองเล่นกันดู ซึ่งตัวเกมก็มีการ “พอร์ต” ไปลงเครื่อง Playstation 4 แบบไม่มีการปรับปรุงกราฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นและยกจากภาคต้นฉบับมาทั้งดุ้น แต่อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่องของเฟรมเรตก็ถูกแก้ไขแล้ว ดังนั้นหากคุณอยากลองกลับไปเล่นซีรี่ส์เกมปลูกผักที่คุณ “เคย” รักอีกครั้ง Harvest Moon : A Wonderful Life ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมาก ๆ รองจากภาค Back to Nature, Friend of Mineral Town และเกมอินดี้ขั้นเทพอย่าง Stardew Valley เลยครับ

BabeElena

บทความที่เกี่ยวข้อง