7 ทีมพัฒนาเกมที่ใส่ใจทำฉากคัทซีนคุณภาพเยี่ยมและเจ๋งไม่แพ้ตัวเกมหลัก

ปกติแล้วเวลาที่เราเล่นวิดีโอเกมสักเกมหนึ่ง สิ่งที่จะช่วยถ่ายทอดการดำเนินเรื่องราวและการนำเสนอของเกม คือสิ่งที่เรียกว่า Cutscene หรือจะเรียกว่า Cinematic ก็ได้ แต่การสร้างฉาก Cutscene เจ๋ง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บ่อยครั้ง บางฉากอาจจะทำได้ยากกว่าการสร้างเกมซะอีก เพราะมันต้องมีทั้งการกำกับภาพ การแสดง เขียนบท เรียบเรียงเนื้อหา และใส่เสียง แต่ด้วยความสามารถของค่ายเกมเหล่านี้ ทำให้พวกเขารังสรรค์ฉาก Cutscene อันยอดเยี่ยมขึ้นมาควบคู่กับตัวเกมหลักที่เต็มไปเปี่ยมไปด้วยคุณภาพได้

1. Rockstar (GTA / Red Dead Redemption)

ค่ายเกมที่ทำอะไรก็ดูดีไปซะหมด และน่าจะเป็นค่ายเดียวที่ทำเกม Open World ได้มีชีวิตชีวามากที่สุดแล้ว แม้เกมเพลย์ของ GTA และ Red Dead Redemption สองเกมชูโรงประจำค่าย จะโดดเด่นเหนือกาลเวลา และได้รับการพูดถึงมาจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือฉากคัทซีนที่ทาง Rockstar สร้างไว้กับทั้งสองเกม และการเล่าเรื่องนั้นก็ถือว่าเป็นจุดแข็งของค่าย Rockstar อยู่แล้ว โดยเฉพาะใน GTA V และ Red Dead Redemption 2 ที่อัดแน่นไปนด้วยความประทับใจจนเราแทบจะไม่อยาก Skip Cutscene เลยแม้แต่ฉากเดียว

2. Machine Games (Wolfenstein)

Wolfenstein ฉบับสร้างใหม่นั้น นอกจากเกมเพลย์อันดุเดือด เร้าใจ ไล่ยิง ไล่ฆ่านาซีจนเลือดสาดท่วมจอแล้ว สิ่งที่ต้องชื่นชมและยอมรับว่าทีม Machine Games ทำได้ดีมาก ๆ คือการเล่าเรื่องผ่านคัทซีนที่เจ๋งจนเรานึกว่านั่งดูหนังเกรดบีมัน ๆ อยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการบีบคั้นอารมณ์ผ่านการตายของตัวละครต่าง ๆ หรือเหล่าตัวละครฝ่ายพระเอกที่ฮึกเหิมจับปืนลุกขึ้นสู้ หรือจะเอาแบบบ้าดีเดือดขั้นสุดคือให้นางเอกที่ตั้งท้องอยู่ จับปืนขึ้นมาไล่ยิงต่อสู้กับเหล่านาซีจนเลือดชะโลมไปทั่วร่าง เรียกได้ว่า จะทั้งเกมเพลย์หลักหรือคัทซีนของเกม ก็กระตุ้นอะดรีนาลีนเราให้เลือดพล่านได้ทั้งสิ้นสำหรับซีรีส์เกม Wolfenstein

3. Naughty Dog (Uncharted, The Last of Us)

ตัวเกมมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว เรื่องนี้สาวกคอเกมและแฟน PlayStation นั้นรู้ดี แต่เกมที่ยอดเยี่ยม ต้องมีฉากคัทซีนที่ยอดเยี่ยมด้วย และ Naughty Dog เองก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ทีม Nuaghty Dog สามารถรังสรรค์ฉากคัทซีนที่ยอดเยี่ยมให้กับเกมที่พวกเขาสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเซ็ทติ้งหรือฉากหลังของเกม อย่างเช่นใน Uncharted ที่มีทั้งระเบิด ฉากแอ็คชั่นเดือด ๆ ราวกับดูหนังบล็อคบัสเตอร์สักเรื่อง ส่วน The Last of Us ก็ถ่ายทอดออกมาผ่านการกดดันและความตึงเครียด แม้ว่า The Last of Us Part II จะทำให้แฟนเกมทั่วโลกต้องถกเถียงกันอย่างมาก แต่น้อยคนนักที่จะบอกว่าเกมมันห่วยโดยสิ้นเชิง

4. Netherrealm Studios (Mortal Kombat)

เอ่ยถึงชื่อเกมไฟท์ติ้งเอาใจสายฮาร์ดคอร์เลือดสาด ก็ต้องพูดถึง Mortal Kombat ที่แม้ว่าในภาคแรก ๆ มันจะเป็นเกมแอ็คชั่นโหดเลือดสาดเอามันเท่านั้น แต่ในภาคหลัก ๆ ตัวเกมเน้นไปที่การเล่าเรื่องราวที่วุ่นวายผสมกับบางช่วงก็จริงจัง แต่ Netherrealm ก็ทำหน้าที่ตรงส่วนนี้ได้ดี คัทซีนของพวกเขามักจะเน้นความเรียบง่าย แต่ดุดัน และเข้ากับโทนความรุนแรงของเกมได้อย่างลงตัว และมันทำให้เกมของพวกเขาดูดีขึ้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย

5. SIE Santa Monica (God of War)

พูดถึงคัทซีนแล้ว หากไม่พูดถึง God of War ของ Santa Monica เลยก็คงจะไม่ได้ เพราะนอกจากเกมเพลย์และเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัล Game of the Year 2018 แล้ว สิ่งที่หลายคน และทีมงาน GamingDose เองยังต้องชมก็คือการถ่ายทำฉากคัทซีนที่นอกจากจะเล่าเรื่องออกมาได้ดี เข้าถึงอารมณ์ผู้เล่นแล้ว มันยังตัดสลับไปมาระหว่างเกมเพลย์การเล่นกับคัทซีนได้อย่างแนบเนียนและลงตัวชนิดที่ว่าตัดฉาก Loading Screen ออกไปได้เลย เพราะ Santa Monica ใช้วิธีการถ่ายทำคัทซีนเจ๋ง ๆ แบบนี้มาไว้ในเกมแล้ว

6. Square Enix (Final Fantasy)

Final Fantasy VII Remake อาจจะมีข้อบกพร่องบ้างจากสายตาของใครหลายคน แต่ถ้าเอาแค่ฉากคัทซีน ต้องยอมรับว่ามันดูดีและมีคุณภาพมาก ๆ แม้จะไม่เพอร์เฟค เพราะบางฉากก็ใส่เสียงคำราม เสียเงอฟเฟคท์ที่รบกวนการฟังของผู้เล่นมากไป แต่นี่คืออีกคัทซีนเกมคุณภาพ และถ้าว่ากันตามตรงแล้ว คัทซีนของเกม Final Fantasy นั้น มีดีแทบจะทุกภาค แต่ใครจะชอบภาคไหนก็อาจจะต้องแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล เพราะเกมมีเป็นสิบ ๆ ภาค แต่ทำให้เห็นได้ว่า กับเกมอื่น Square Enix อาจจะบกพร่องไปบ้าง แต่กับลูกรักอย่าง Final Fantasy นั้น งานพิถีพิถันต้องมา

7. Insomniac (Marvel’s Spider-Man, Ratchet & Clank)

อีกหนึ่งค่ายเกมขึ้นชื่อประจำ PlayStation เช่นกัน แต่ก่อนหน้า Marvel’s Spider-Man หรือ Ratchet & Clank หลายคนน่าจะรู้จักค่ายนี้กันมาตั้งแต่ Sunset Overdrive และผลงานทั้งหมดทั้งมวลนี้ พิสูจน์ให้ได้เห็นว่า Insomniac Games ไมไ่ด้เก่งแค่ทำเกมแอ็คชั่นผจญภัยสุดสนุกเท่านั้น แต่เรื่องของคัทซีนเขาก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ทั้งการตอบโต้ของเหล่าตัวละคร มุกตลก อารมณ์ขัน และอีกมากมายที่พวกเขาใส่มาในคัทซีนล้วนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะทำให้มีเอกลักษณ์ได้มากขนาดนี้ ว่าแล้วก็อยากเห็นเหมือนกัน ว่าถ้ามีฉากการตายของเกว็น สเตซี่ในเกม Spider-Man สักภาค ทีมงาน Insomniac จะดึงอารมณ์เราไปได้ถึงระดับไหน

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close