เปลี่ยนอะไร มาเป็นยังไง เข้าใจชัด ๆ ได้ตรงนี้เลย

‘Never be the same’ นั่นคือนิยามที่ทางผู้สร้างใช้โฆษณา Battlefield V ตั้งแต่เปิดตัว แต่แม้ว่าแฟน ๆ จะได้เห็น Trailer ได้ลองทดสอบเวอร์ชั่น Closed Alpha ทั้ง 2 ครั้ง  และตามมาด้วย Open Beta ที่พึ่งจะปิดไปได้ไม่นาน ก็ยังคงมีกระแสอีกจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าภาคนี้ไม่รู้สึกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ แต่เราขอนำข้อมูลของเกม Battlefield V มาสรุปให้เข้าใจกันชัด ๆ อีกครั้ง ว่าทำไมผู้สร้างถึงย้ำนักย้ำหนาว่าภาคนี้มันไม่เหมือนเดิม (จริง ๆ นะ ตัวเอง)

Hardcore เพื่อเน้น Teamwork

หลังจากที่เราวิ่งยิงกันเละเทะ High-Speed ในภาค 3, 4 พอมาถึง Battlefield 1 ผู้สร้างก็พยายามผลักดันให้ผู้เล่นเน้นความเป็น Teamwork มากขึ้น ด้วยการจำกัดอาวุธและความสามารถของแต่ละคลาสให้เป็นแบบหมากรุก ไม่มีใครทำอะไรได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ในภาคนี้ เขาขยับแนวคิดนี้ขึ้นไปอีกระดับ Battlefield V นำเสนอรูปแบบการเล่นที่นิยามว่า ‘Attrition Warfare’ คุณไม่สามารถฟื้นพลังด้วยตัวเองจนเต็ม 100 HP เหมือนเมื่อก่อน แต่คุณจะฟื้นพลังได้แค่ 30 HP ถ้าจะให้เต็มต้องใช้กล่องพยาบาล และทุกครั้งที่คุณเกิดออกมาคุณจะมีกระสุนน้อยกว่าที่ควรจะมี 1 แม็ก หรือ 1 ชิ้น ถ้าจะให้เต็มก็ต้องได้รับกล่องกระสุน และคุณไม่สามารถ Spot ศัตรูแบบ 3D Spot ทำได้แค่มาร์คจุดว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ตรงจุดนั้น ความสามารถ 3D Spot ถูกกำหนดไว้ให้คลาสหน่วยสอดแนม

บรรดาอาวุธ อุปกรณ์ ก็ถูกปรับให้ใช้งานลำบากขึ้น คราวนี้ระเบิด ไดนาไมท์ ไม่แรงพอที่จะพังรถถังได้ แม้จะโยนเข้าไปเต็ม ๆ 3 ลูก เพื่อให้หน่วยจู่โจมไม่สามารถทำลายรถถังด้วยตัวคนเดียว คุณไม่สามารถโยนกล่องพยาบาล หรือ กล่องกระสุนขนาดเล็กไว้ตามพื้น ทำได้แค่โยนส่งให้ผู้เล่นอีกคนแบบตัวต่อตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เล่นเติมพลังหรือกระสุนง่าย ๆ และกล่องพยาบาลใหญ่ หรือ กล่องกระสุนใหญ่ ก็จะไม่ฟื้นพลังหรือเติมกระสุนผู้เล่นที่อยู่ใกล้แบบอัตโนมัติ คุณต้องเข้าไปกดใช้ด้วยตัวเองถึงจะเป็นการเติม และกล่องกระสุนเล็กที่โยนให้กันจะไม่เติมกระสุนอาวุธพิเศษอย่าง ไดนาไมท์, จรวดต่อต้านรถถัง, กับระเบิด ทำให้หน่วยสนับสนุนต้องชั่งน้ำหนักความสำคัญว่าจะเอากล่องกระสุนใหญ่มาด้วย หรือจะเอาอุปกรณ์อย่างอื่นมาแทน และสำหรับภาคนี้ การหยิบอาวุธที่ตกอยู่บนพื้นจะไม่ใช่การเปลี่ยนคลาส แต่จะเป็นแค่การเปลี่ยนปืนเท่านั้น นั่นแปลว่าแทคติกเปลี่ยนคลาสกลางทางที่เคยทำในภาคก่อน ๆ ได้ถูกตัดออกไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เล่นฝืนทำอะไรด้วยตัวคนเดียว คุณไม่สามารถเป็นหน่วยจู่โจมแล้วหยิบคลาสแพทย์สนามมาวางกล่องพยาบาล, หยิบคลาสสนับสนุนมาวางกล่องกระสุนให้ตัวเองก่อนเปลี่ยนกลับไปคลาสเดิม หรือหยิบคลาสหน่วยจู่โจมมาต่อกรกับรถถังที่อยู่ตรงหน้า คุณทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป คุณเกิดออกมาด้วยคลาสอะไร คุณก็จะเป็นคลาสนั้นจนกว่าจะตายแล้วไปเลือกใหม่ แม้ว่าอาวุธในภาคนี้จะไม่ได้จำกัดพลังในการต่อสู้ระดับที่ Battlefield 1 เคยทำ แต่ในด้านระบบและความสามารถ คุณจะรู้สึกถึง’การต่อสู้อย่างกระเสือกกระสน’ที่แท้จริงหากไม่มีเพื่อนร่วมทีมคอยสนับสนุน

ระบบใหม่ที่น่าสนใจ

แม้ว่าอะไรหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ Battlefield V ก็แทนที่ด้วยระบบใหม่ที่เข้าท่ามาก ๆ การยิงกดดันจะไม่มีผลกับความแม่นยำอาวุธของผู้ที่ถูกยิงกด แต่จะทำให้เขาปรากฏขึ้นใน Minimap ของฝั่งตรงข้าม และหากถูกยิงกดดันอย่างสมบูรณ์(หน้าจอเบลอ) ก็จะทำให้ศัตรูตัวนั้นมีเครื่องหมายมาร์คหัวชั่วคราว ช่วยให้เราและเพื่อนร่วมทีมมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งคุณเองก็ต้องระวังการถูกยิงกดเช่นกัน แม้ว่าคุณจะยิงสวนกลับไปได้โดยไม่มีผลกับความแม่นปืน แต่คุณก็จะกลายเป็นเป้าให้กับฝั่งตรงข้ามทั้งทีม และถึงคุณจะฟื้นพลังจนเต็มไม่ได้ แต่คุณสามารถพกกล่องพยาบาลได้ 1 กล่อง เพื่อใช้เติมพลังจนเต็มได้ครั้งเดียว ถ้าอยากจะได้อีกก็ต้องเก็บมาจากกล่องตามฉากหรือมีหน่วยแพทย์โยนมาให้ ยิ่งทำให้แพทย์สนามสำคัญมากขึ้น เพราะถึงเพื่อนร่วมทีมจะยังไม่บาดเจ็บก็สามารถโยนกล่องพยาบาลไว้ให้ใช้ในยามที่ต้องการ

ระบบการสร้าง หรือ Fortification เป็นแทคติกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในจุดยุทธศาสตร์ที่คุ้มกันได้ยากคุณสามารถสร้างกำบังเพื่อใช้เป็นข้อได้เปรียบ ปิดทางเข้าบางจุดเพื่อให้ง่ายต่อการป้องกัน และคลาสสนับสนุนจะเป็นดาวเด่นในเรื่องนี้ นอกจากความสามารถในการเติมกระสุนให้เพื่อนร่วมทีม คุณยังสร้างสิ่งก่อสร้างได้เร็วกว่าคลาสอื่น และสามารถสร้างของพิเศษที่มีผลยิ่งกว่า เช่น วางลวดหนามกันคนปีนกระสอบทราย สร้าง Tank Trap ขวางถนนไม่ให้รถถังบุกเข้ามาได้ง่าย ๆ   หรือ สร้างป้อมปืนกลให้เราและเพื่อนร่วมทีมได้ใช้ นี่คือครั้งแรกที่เราได้เล่นเป็นผู้สร้าง หลังจากเป็นผู้ทำลายมาตลอดใน Battlefield ทุกภาค

และคราวนี้ หัวหน้าหมู่รบสามารถเรียกกำลังเสริมออกมาได้ หากแต้มรวมกันของผู้เล่นในหมู่รบมีเยอะจนถึงกำหนด อย่างเช่น 7,500 แต้ม สามารถเรียกกล่องยุทธภัณฑ์มาลงให้ในที่ที่ต้องการ เพื่อใช้ในการเติมกล่องพยาบาลและกระสุนจนเต็ม 20,750 แต้ม จะเป็นการเรียกรถถังพิเศษออกมาใช้ และ 41,500 แต้ม สามารถเรียกจรวดมาล้างบางศัตรูในจุดที่ต้องการ

ใช้ฝีมือมากกว่าเดิม

เปลี่ยนมาสู่แนว Shooting เน้นฝีมือ อย่างที่แฟน ๆ เรียกร้องกันมานาน ตัดอาวุธ อุปกรณ์ หรือความสามารถที่ฆ่ากันง่าย ๆ ออกไป เน้นยิงกันตรง ๆ เหมือนในยุคของ Battlefield 3 อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น อาวุธไฟของภาคนี้ จะเป็น Area Damage ไม่ได้ลุกไหม้ติดตัวเหมือนใน Battlefield 1 ตัดระเบิดแก๊สพิษออกไป รวมถึงปุ่มใช้หน้ากันแก๊สก็เปลี่ยนเป็นการเปิดโหมด Fortification ตัดระบบ Sweet Spot ของปืนไรเฟิลซุ่มยิงในภาคที่แล้ว กลับมาเป็นการยิงเข้าหัวเท่านั้นถึงจะตาย กับระเบิดจะมีช่วงหน่วงเวลาเพื่อให้เราหนีออกมาได้ทัน ซึ่งมันก็ไม่แรงพอที่จะฆ่าเราในลูกเดียว และภาคนี้ จะไม่มี Behemoth โผล่มาช่วยฝั่งแพ้อีกต่อไป

อย่างที่เห็น เขาเน้นให้ผู้เล่นฆ่ากันด้วยฝีมือมากขึ้น ไม่ใช่ด้วยอุปกรณ์หรือความสามารถพิเศษ คุณต้องศึกษาเอกลักษณ์ของปืนแต่ละกระบอก เรียนรู้ที่จะควบคุมแรงถีบ ไม่ต้องห่วงเรื่องกระสุนไปไม่ตรงเป้า, กระจายตัว คราวนี้เป้าไปทางไหน กระสุนก็ไปทางนั้น อยู่ที่คุณจะควบคุมเป้าเล็งได้ดีแค่ไหน และในเมื่อคุณไม่สามารถระบุตำแหน่งศัตรูด้วยตัวเอง หรือ 3D Spot ทำให้คุณต้องอาศัยการสังเกตมากขึ้น รวมถึงยานพาหนะก็ไม่สามารถซ่อมตัวเองได้จนเต็มแถมยังมีกระสุนจำกัด ทำให้พลขับต้องหาทางย้อนกลับมาที่จุดซ่อมบำรุงอยู่เสมอ

แต่ถ้าคุณอยากจะลุยเดี่ยวแบบที่เคยทำในภาคก่อนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แค่คุณต้องใช้ฝีมือยิ่งกว่าที่เคย ความแรงของอาวุธในภาคนี้จะไม่ใช่ระดับภาค 3,4 ที่ยิงกันตายใน 4 หรือ 5 นัด แต่มันจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 นัดเลยทีเดียว ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะชนะการต่อสู้แบบ 2-3 ต่อ 1 แต่ด้วยระดับความแรงของ Headshot ที่สูงถึง 1.9 เท่า ต่างจากภาคก่อนที่ 1.7 เท่า ทำให้คุณสามารถล้มศัตรูได้เร็วมากหากยิงเข้าหัว นั่นคือถ้าอยากจะ Kill เร็ว คนเดียวหลายศพก็ต้องแม่นหัวใช้ได้ หรือไม่ก็เก่งกับการวิ่งตลบหลัง จำนวนกระสุนที่จำกัดทำให้คุณต้องคอยเก็บกระสุนจากศัตรูที่ตาย ซึ่งจะได้แค่ประมาณเกือบครึ่งแม็กกาซีน ถ้าคุณไม่ได้เล่นคลาสแพทย์สนามก็ต้องไปให้ถึงกล่องพยาบาลที่อยู่ตามฉากเพื่อฟื้นพลังจนเต็ม จะทำลายรถถังด้วยตัวเองก็ได้ แต่อาจจะหลายนัดและต้องใช้งานกล่องกระสุนอย่างแน่นอน เพราะระเบิดที่คุณมีไม่เพียงต่อการพังรถถังในชุดเดียว ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับพลขับยานพาหนะที่ต้องอาศัยความรู้แผนที่ จุดซ่อมบำรุงตั้งอยู่ตรงไหนและคุณจะรักษาพื้นที่ยังไงโดยไม่เสียหายหนักจนซ่อมไม่ได้ สรุปก็คือ สายลุยเดี่ยวยังคงทำได้ แต่ต้องใช้ฝีมือยิ่งกว่าเดิมและลำบากกว่าเดิม

แต่งองค์ทรงเครื่องให้พอใจ

นับว่าเป็นเรื่องที่ก่อดราม่าอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่การเปิดตัวของ Battlefield V กับการให้ผู้เล่นแต่งตัวเป็นทหารสุดแฟนตาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงการให้ผู้เล่นเลือกที่จะเปลี่ยนเพศเป็นตัวละครหญิง แม้ว่าจะก่อปัญหาให้เกิดเสียงแตกกันไปหลายฝั่งแต่นี่ก็ถือเป็นลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน จากที่ผ่านมาเราอาจจะมีการเปลี่ยนลายพรางชุดกับลวดลายบนปืน คราวนี้คุณสามารถเปลี่ยนได้ตั้งแต่ หมวก, เสื้อ, กางเกง, รองเท้า, ลายพรางหน้า, เชื้อชาติของตัวละคร และแน่นอน เพศ นั่นแปลว่า เราจะไม่ได้จดจ่ออยู่กับการไต่ระดับเลเวลเพื่อปลดอาวุธใหม่ ๆ อย่างเดียว แต่เรายังมีการปลดล็อคของตกแต่งแบบใหม่ให้กับทหาร, อาวุธ และยานพาหนะ ซึ่งการตกแต่งก็จะแยกกันเป็นเอกเทศน์ระหว่างทหารทุกคลาสและทุกฝักฝ่าย

แต่หลังจากที่กระแสแฟน ๆ พากันเรียกร้องถึงความไม่สมจริงในแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางผู้พัฒนาก็ได้ออกมาสัญญาแล้วว่า เขาจะปรับความแฟนตาซีของเครื่องแต่งกายให้น้อยลง ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน

จ่ายทีเดียวจบ

บอกลา Premium Pass ไปเลย ใน Battlefield V เราไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อ DLC อีกต่อไป โหมดการเล่น, แผนที่ใหม่ ๆ ที่จะออกมาในอนาคต รวมถึงโหมด Battle Royale ในชื่อ Firestorm จะปล่อยออกมาให้ฟรีสำหรับผู้เล่นทุกคน ไม่มีการแบ่งแยกกลุ่มผู้เล่นอีกแล้ว และจะไม่มีการขาย Loot Box สุ่มเปิดกล่องอย่างที่เคยมีในภาคที่แล้ว ของตกแต่งอาวุธที่ไม่มีผลกับบาลานซ์เกมจะดรอปมาให้ผู้เล่นตรง ๆ เพียงแค่คุณเล่นเกมแล้วทำแต้มด้วย คลาส, อาวุธ หรือ ยานพาหนะ จนเลเวลของมันสูงขึ้น เกมก็จะดรอปของตกแต่งที่ใช้กับสิ่งที่คุณเล่น แม้ว่ามันก็ยังมาแบบสุ่ม แต่จะไม่มีการเปิดกล่องเสี่ยงดวงเพื่อได้ของตกแต่งกับสิ่งที่คุณไม่ได้เล่น

แต่ Battlefield V ก็ยังมีระบบ Microtransactions หรือการเติมเงินในเกม โดยมันจะมีค่าเงิน 2 แบบ คือ Grind Currency และ Premium Currency ซึ่งถ้าคุณไม่อยากจ่ายเงินเพิ่ม คุณก็ต้องเล่นเกมเพื่อเก็บเงิน Grind Currency แล้วนำไปซื้ออัพเกรดกับของตกแต่ง คุณจะได้มันจากการ อัพเลเวลตัวละคร, อัพเลเวลของอาวุธ-ยานพาหนะ และทำภารกิจที่เรียกว่า Assignment แต่ถ้าคุณเติมเงินซื้อคุณจะได้ Premium Currency เอาไว้ซื้อของทันที ซึ่งถ้าใครเคยเล่น Call of Duty: WW2 มาก่อน ก็น่าจะคุ้นเคยกับระบบนี้ คือถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่มก็ต้องเล่นเข้าไปจนกว่าจะได้ แต่มันจะไม่มีผลกับบาลานซ์ของเกม เพราะสิ่งของที่เติมเงินซื้อได้ทันทีจะเป็นในส่วนของการตกแต่งลวดลายเท่านั้น ส่วนการอัพเกรดอาวุธ, ยานพาหนะ แม้ว่ามันจะใช้ค่าเงินในเกมเพื่อปลดล็อค แต่คุณจะปลดมันไม่ได้ถ้าคุณไม่ได้เล่นอาวุธหรือยานพาหนะชิ้นนั้นจนเลเวลถึงขั้นที่ปลดได้เสียก่อน นั่นแปลว่าต่อให้คุณทุ่มเงินซื้อของในเกมตั้งแต่เลเวล 1 คุณก็ไม่สามารถเหนือกว่าผู้เล่นเลเวล 20+ ได้ทันที แต่รูปร่าง หน้าตา ของแต่งตัว อาจจะดูรวยกว่าเท่านั้นเอง

ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะรู้จัก Battlefield V ดีขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าการตลาดของ EA ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างสับสนและไม่ชัดเจน ทำให้รายละเอียดของ Battlefield V ที่ทางผู้สร้างควรจะสื่อออกมาให้ชัดเจนกับผู้บริโภคกลับถูกเอามาบอกกล่าวโดยสื่อ 3rd Party ซะเป็นส่วนใหญ่ แถมพ้วงด้วยกระแสดราม่าสาดโคลนกันอย่างหนักหน่วงก็ทำให้หลายคนแทบจะไม่สนใจรายละเอียดหลักของเกมนี้อีกแล้ว แต่ว่าทางผู้สร้างจะรักษาคอนเซ็ปท์ของตัวเอง และส่งผลงานเกมอย่างที่เขาสัญญาได้จริงรึเปล่า ไว้เรามาพิสูจน์กัน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2018 บนเครื่อง PC, PlayStation 4 และ Xbox One

XTER-VENDETTA

เน็กซ์ – Chief Video Editor

บทความที่เกี่ยวข้อง