5 สาเหตุทำไม Playstation Classic ถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร


เปิดตัวไปอย่างน่าสนใจและเพิ่งจะวางจำหน่ายไปเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2018 นี่เองสำหรับ Playstation Classic เครื่องเกมรุ่นมินิที่มีฐานจาก Playstation ตัวแรกที่เน้นความสะดวกสบาย เสียบปุ๊บก็สามารถเล่นเกมได้เลยทันที เรียกได้ว่าหากมีเจ้านี่เราก็พร้อมจะรับความทรงจำดี ๆ เมื่อตอนวัยเด็กได้อีกครั้ง

แต่หลังจากที่ตัวเครื่องวางจำหน่ายไปได้ไม่ถึงเดือน ก็ได้มีข่าวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเกี่ยวกับเจ้า Playstation Classic ตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยอดขายที่ทำได้ไม่ค่อยสวยหรูเสียเท่าไหร่ หรือจะเป็นคำวิจารณ์จากทั้งสำนักรีวิวและผู้เล่นที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าของแบบนี้ย่อมมีเหตุผลของมันเอง ว่าทำไมผลลัพธ์ของยอดขายและรีวิวถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้

เพราะฉะนั้นบทความนี้ทาง GamingDose จะมาวิเคราะห์ถึงที่มาของปัญหาเหล่านี้ กับ “5 สาเหตุทำไม Playstation Classic ถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร” โดยจะมีอะไรกันบ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่าครับ

ไม่ค่อยมีเกมแม่เหล็กน่าดึงดูดมากเท่าไหร่นัก ถึงมีแต่ก็มีน้อยมาก

PlayStation Classic

หลายคนอาจจะคิดว่าหนึ่งในปัญหาที่ทำให้เจ้า Playstation Classic นั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนั้นก็คือ “จำนวนเกมที่น้อย” แต่ส่วนตัวผู้เขียนแล้วกลับคิดว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น และปริมาณเกมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะหากเราหันไปดูเกมของฝั่ง NES Mini, SNES Mini จะพบว่าเกมที่มีมาให้ก็ไม่ได้มากมายไปกว่า Playstaion Classic เท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่ทำให้ NES Mini, SNES Mini มีความโดดเด่นกว่า Playstation Classic นั้นก็คือ “เกม” ที่ติดตั้งไว้ให้ในเครื่อง เพราะในเมื่อคุณไม่สามารถลงเกมได้เพิ่มด้วยวิธีที่ถูกลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นเกมที่มีให้ก็ต้องดึงดูดและดีมากพอที่จะทำให้เหล่าเกมเมอร์สนุกไปกับมันได้ ซึ่ง NES Mini, SNES Mini ก็ได้ขนมาทั้งซีรี่ส์แม่เหล็กของฝั่ง Nintendo มาแทบจะครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Super Mario, Metroid, EarthBound, The Legend of Zelda และพร้อมกับเกม Third-Party เด็ด ๆ เรียกได้ว่าถึงแม้จะถูกจำกัดมาแค่จำนวน 30 เกม แต่ก็ขนมาแต่เกมที่น่าสนใจทั้งนั้น

ซึ่ง Playstation Classic กลับไม่ใช่แบบนั้น เพราะพวกเขาดันเลือกที่จะเน้นเกม Third Party จนเกินไป แถมเหล่าเกม Third Party ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในเครื่องก็ไม่ใช่ Iconic Title ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมดังที่ต้องหามาเล่นในยุคนั้น ทำให้ Playstation Classic ขาดจุดดึงดูดสำคัญทั้ง ๆ ที่ควรใส่ใจไปอย่างน่าเสียดาย ถึงแม้จะมีเกมน่าดึงดูดอยู่ก็ตาม

ไอเดียที่เวิร์คกับ Nintendo แต่ไม่เวิร์คกับ Sony ในแง่ของวัฒนธรรมการเล่น

“เห็นคนอื่นเขาทำได้ดี ไม่ได้หมายความว่าตัวเองทำตามแล้วจะเวิร์ค” ในยุคนี้เราคงเห็นวัฒนธรรมการโคลนหรือการลอกเลียนแบบวิดีโอเกมและนวัตกรรมกันบ่อย ซึ่งบางอย่างก็ประสบความสำเร็จมากกว่าต้นฉบับเป็นอย่างมาก (เช่น Fortnite, Azur Lane) แต่บางอย่างก็ดันแป๊กไม่เป็นท่าและกลายเป็นเพียงแค่ทางผ่านไป และ Playstation Classic ที่พยายามจะตามรอย NES Mini, SNES Mini ก็อยู่ในกลุ่มอย่างหลัง

ซึ่งเราจะมาดูความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมของค่ายเกมทั้งสองค่ายกันก่อน โดยเราขอเริ่มที่ Nintendo ซึ่งหากถามว่าทำไม NES Mini, SNES Mini กลับทำยอดขายได้ดีมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ก็ดูไม่น่าจะขายดีได้ หนึ่งในสาเหตุสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ “ความเป็นแฟนบอย” ที่ปู่นินได้ปั้นเหล่าแฟนเกมมาเป็นระยะเวลาถึงสามทศวรรษ ด้วยเกมคุณภาพดีที่เล่นได้ทุกวัย และเกิดเป็นเหล่าแฟนเกมที่มีหลากหลายยุคหลายสมัย แต่แทบทุกคนก็มาเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ “เล่นเกมของค่ายที่พวกเขารัก” และนั้นก่อให้เกิด Brand Royalty ที่ Nintendo ถือว่าเป็นค่ายเกมอันดับหนึ่งของโลกที่มีแฟนเกมศรัทธามากที่สุด และยังคงไม่ถูกทำลายหายไปไหน

กลับมามองที่ Sony จริงอยู่ที่หลายคนอาจจะมีความผูกพันกับเกมเก่าบนเครื่อง Playstation ตัวเก่า ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วแฟนบอยของฝั่ง Sony กลับมาจากที่ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน บ้างก็มาก็เพื่อเล่นเกมเนื้อเรื่องภาพสวย บ้างก็มาเพราะหนีสังคมเกมจากฝั่งพีซี บ้างก็มาเพราะราคาของคอนโซลที่ถูกกว่าพี่ซี บ้างก็มาเพราะเล่นเกมมัลติแพลตฟอร์ม บ้างก็มาเพราะเล่นเกม Exclusive ซึ่งพอแฟนบอยได้กระจัดกระจายด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันขนาดนี้ ทำให้ Brand Royalty ของทาง Sony กลับดูต่ำกว่าที่ควรทั้ง ๆ ที่มีผู้ถือครองเครื่อง Playstation จำนวนมาก

หรือว่ากันง่าย ๆ ว่า “พลังสะสม” ที่ห่างชั้นกันเกินไป เพราะในขณะที่ Nintendo สามารถปั้นแฟนเกมมาได้หลายยุคและทุก ๆ คนมีจุดมุ่งหมายแทบจะเหมือนกัน แต่ Sony กลับไม่ใช่แบบนั้น เพราะส่วนนึงก็ต้องยอมรับว่าเกมของฝั่งโซนี่ได้เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมิอาจสร้างความอินและความผูกพันให้กับเหล่าแฟนเกมได้ (สังเกตจาก Library เกมของพวกเขาที่อุดมไปด้วยเกมเรต M) ในขณะที่ฝั่ง Nintendo ที่เกมของพวกเขาก็ซีรี่ส์เดิม ๆ เกมเดิม ๆ และมีแต่เกมสไตล์เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี แต่ด้วยความเดิม ๆ และความที่เด็กเล่นได้นี่แหละที่ทำให้ Nintendo สามารถสร้างรากฐานของแฟนเกมได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่

และพอมาทำสินค้าย้อนยุคแบบนี้ ก็กลายเป็นว่าสิ่งที่ Nintendo ทำมาโดยตลอดกว่า 30 ปี ทำให้ยอดขายของ NES Mini, SNES Mini กลายเป็นผลผลิตที่งอกเงยจากพลังสะสมที่ปู่นินได้วางรากฐานแฟนเกมมาทุกยุคทุกสมัย แต่กลับทาง Sony ที่ผู้ที่ซื้อเครื่อง Playstation Classic ไป เป็นเพียงแค่ 1 ในกลุ่มแฟนบอย Sony ทั้งมวล ทำให้ไม่สามารถทำยอดขายได้ดีเท่าที่ควรครับ

ราคาเปิดตัวที่แพงกว่าคู่แข่ง ถึงจะแค่ไม่กี่พันแต่ก็มีผลต่อการตัดสินใจ

ทาง Sony ได้เปิดราคาของเจ้า Playstation Classic เอาไว้อย่างน่าตกใจมาก เพราะพวกเขาเปิดตัวด้วยราคาสูงถึง 100 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทโดยประมาณ ซึ่งเอาจริง ๆ สำหรับเกมเมอร์หลาย ๆ คน หากไม่มองว่านี่เป็นของสะสม ต่างก็บอกว่านี่คือราคาที่โหดเอาเรื่อง

ในขณะที่ฝั่งของ Nintendo ที่เปิดตัวราคาของ NES Mini ในราคาเพียงแค่ 60 เหรียญ หรือประมาณ 2,000 บาท และ SNES Mini ในราคาเพียงแค่ 80 เหรียญหรือประมาณ 2,600 บาท (เอาจริง ๆ ราคาแค่นี้สำหรับหลาย ๆ คนก็มองว่าสูงแล้ว) ซึ่งฟังดูแล้วอาจคิดว่าที่ Playstation Classic ขายแพงกว่าเพราะสเปคต้องแรงกว่าเพื่อรันภาพกราฟิกสามมิติหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ครับ เพราะสเปคจากเครื่องตัวเล็กของทั้งสองค่ายไม่ได้มีความแตกต่างขนาดนั้น และทาง Nintendo ก็ต้องทำเครื่องให้แรงพอที่จะสามารถรันเจ้าโมดูล Super FX (หนึ่งในโมดูลภาพสามมิติ) ได้โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เป็นตลับพ่วงแบบต้นฉบับ เพราะพวกเขามีเกมสามมิติชูโรงอย่าง Star Fox

และพอราคาเปิดตัวของ Playstation Classic เปิดตัวมาขนาดนี้ แน่นอนว่าเหล่าเกมเมอร์ย่อมเกิดอาการลังเลกันอย่างแน่นอน และเจ้าราคา 100 เหรียญนี้เป็นเพียงแค่ราคาต้นเท่านั้น เพราะของที่ทางร้านค้าหิ้วเข้ามามักจะมีการบวกราคาเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งโชคดีหน่อยที่บ้านเรามีศูนย์บริการของประเทศไทยเลยไม่ต้องมาเจอราคาบวกเพิ่ม แต่ถึงอย่างนั้นราคาเดิมก็ยังคงเป็นราคาที่สูงสำหรับเหล่าเกมเมอร์หลาย ๆ คนครับ

ความตกยุคของงานศิลป์ ที่ไม่มีใครนำมาพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย

เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคลไปบ้าง แต่ทางผู้เขียนจะพยายามหยิบนำหลักฐานและความคิดเห็นจากเหล่าเกมเมอร์มาวิเคราะห์กัน โดยก่อนอื่นเราจะขออธิบายข้อแตกต่างเกี่ยวกับงานศิลป์และคุณภาพกราฟิกระหว่าง NES Mini / SNES Mini และ Playstation Classic กันเสียก่อน ว่าแต่ละเครื่องได้นำเสนอเกมของพวกเขาในแนวทางไหนในแง่ของกราฟิกและภาพ

มาเริ่มที่ฝั่งของ NES Mini / SNES Mini กันก่อน โดยทั้งสองเครื่องนี้ก็มีรากฐานจาก Nintendo Entertainment System และ Super Nintendo Entertainment System ตามลำดับ และกราฟิกหรืออาร์ตสไตล์ที่ทั้งสองเครื่องนี้ได้หยิบมาใช้งานในการพัฒนาเกมของพวกเขานั้นก็คือ “Pixel” ใช่แล้วครับ ที่เราเห็นเหลี่ยม ๆ รวมกันเป็นภาพนัันล้วนถูกเรียกว่า Pixel ส่วนคำที่เรามักเรียกว่าเป็น 8bit, 16bit นั้นเป็นความสามารถในการแสดงผลตัวของฮาร์ดแวร์ ซึ่งหากเรียกแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความหมายผิดเพี้ยนจากเดิมแต่อย่างใด โดยทาง Nintendo ก็ได้มีการขัดเกลากราฟิกโดยการปรับ Brightness/Contrast ให้ภาพสว่างมากขึ้นเพื่อความสบายตาในการเล่น แต่หากอยากได้ภาพแบบหมอง ๆ แบบเก่าก็สามารถปรับได้เช่นกัน นอกจากนี้ตัวเกมยังคงทำภาพที่คมชัดได้แม้จะรันบนโทรทัศน์จอใหญ่

ส่วนของฝั่ง Playstation Classic ที่มีรากฐานจาก Playstation รุ่นแรก ได้ใช้อาร์ตสไตล์เป็นแบบ “3D Polygon” ที่ถือว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งและเป็นปรากฏการณ์มาก ๆ ในยุคที่มันออกมา เพราะนี่คือยุคแรกที่วงการเกมคอนโซลเริ่มเข้าสู่ยุคของสามมิติ และเป็นสามมิติแบบเต็มตัว โดยอาจจะมีการใช้เทคนิคเรื่องภาพบ้างไรบ้าง แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นยุคสามมิติอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าคำว่าอาร์ตสไตล์และงานศิลป์กับวงการเกม เมื่อวานผ่านไปก็ย่อมมีการพัฒนาไปตามกาลเวลาสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และสิ่งที่เกิดขี้นจากการเปลี่ยนแปลงก็คือ “ความตกยุคของกราฟิก” และทั้งสองอาร์ตสไตล์อย่าง Pixel และ 3D Polygon ต่างก็พากันตกยุค เพราะโลกของวงการเกมเริ่มมีกราฟิกสามมิติที่สมจริงและสวยงามเข้าใกล้โลกความเป็นจริงขึ้นมาเรื่อย ๆ

เพียงแต่มีเพียง 1 ใน 2 งานศิลป์อันตกยุคนี้ ที่สามารถรอดตัวมาได้ท่ามกลางกราฟิกอันสวยงามสมจริงและล้ำยุค นั้นก็คือ “Pixel” โดยมีเหตุผลในแง่ของความยึดหยุ่นที่สูงกว่ากราฟิกแบบ 3D Polygon เป็นอย่างมาก เพียงแค่ใช้เทคนิคที่ไม่ซับซ้อนก็สามารถแสดงผลภาพบนจอใหญ่ ๆ ได้โดยที่ไม่เกิดอาการภาพเบลอหรือเสียรายละเอียดด้วยความเป็น Vector ของกราฟิดแบบนี้ นอกจากนี้ในฝั่งของงานศิลป์ Pixel ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นเพิ่มชั้นเชิงในการแสดงผลแบบ Layers, หยิบแสงสีแบบสมัยใหม่เข้ามาใช้ และใช้จินตนาการในการวาด Sprite (งานภาพที่เกิดจาก Pixel) ออกมาให้งดงามและสวยงามในแบบของมันเองโดยที่ดูไม่ตกยุคเลย

ซึ่งเอาเข้าจริงในฝั่งของ 3D Polygon ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถขยายภาพและให้ออกมาคมกริ๊บแบบฝั่ง Pixel ได้ เพราะ Emulator ยุคนี้หลาย ๆ ตัวต่างก็มีฟีเจอร์ Overclocked ที่ทำให้สามารถแสดงผลเกมในคุณภาพและรายละเอียดที่สูงขึ้นได้มากกว่าเดิม เพียงแต่ทาง Sony กลับเลือกที่จะไม่ทำ และปล่อยให้กราฟิกของเกมยังคงมีคุณภาพเท่าเดิม และนั้นทำให้ภาพของ Playstation Classic นั้นดูตกยุคในสายตาของใครหลายคน

และทำให้เหล่าเกมเมอร์ยุคเก่า ๆ ที่เล่นเกมสมัยนี้จนชินชาแล้ว เมื่อย้อนไปเล่นเกมที่ภาพมีความละเอียดต่ำแบบนี้ทำให้เกิดอาการปวดตาจากภาพที่เบลอและทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อในความจืดจาง และอีกอย่างก็คือกราฟิกสามมิติแบบนี้นับวันก็ยิ่งพัฒนาไปเรื่อย ๆ ด้วยการยกเครื่องกราฟิกที่ทำให้ภาพสมจริงใกล้เคียงความเป็นจริงขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะแตกต่างจาก Pixel ที่กราฟิกยังคงเหมือนเดิมแต่ยังคงมีคนพยายามสานต่อโดยยังคงอนุรักษ์ของเดิมเพิ่มเติมคือการหยิบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ ในขณะที่ฝั่งของ 3D Polygon นับวันก็ยิ่งพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้มีฐานจากกราฟิกสามมิติแบบเดิม

ดังนั้นสาเหตุในข้อนี้จึงเป็นปัญหาในด้านของอาร์ตสไตล์และการขัดเกลาของกราฟิกที่ทาง Sony พลาดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะถึงแม้อาร์ตสไตล์จะตกยุค แต่หากเกมนั้นมีคุณภาพดีและเป็นความทรงจำต่อวัยเด็ก ยังไงเกมเมอร์ก็ให้ความสนใจกันอยู่ ซึ่งทาง Sony ก็ไม่ได้ปรับปรุงหรือทำการปรับกราฟิกอะไรให้ดีขึ้นจากเดิมมากนัก…

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าวงการเกมมาไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปแล้ว ??

“เวลายิ่งผ่านไป มนุษย์เราก็ได้เติบโตขึ้น เทคโนโลยีก็ก้าวหน้าขึ้นทุก ๆ วัน และนั้นก็หมายถึงเทคโนโลยีของวงการเกมด้วย”

ในท่ามกลางที่เกมเกรดฟอร์มยักษ์กระหน่ำลงทุก ๆ ปี และมาพร้อมกับเทคโนโลยีกับงานภาพที่สวยงามขึ้นทุก ๆ วัน ยิ่งกับวัฒนธรรมแห่งวิดีโอเกมสมัยนี้แล้วนั้น คงไม่ค่อยมีใครอยากจะย้อนกลับไปเล่นเกมที่ภาพกราฟิกตกยุคอย่างแน่นอน เพราะในเมื่อเรามาถึงยุค 2018-2019 แล้ว เราก็คงคาดหวังให้วิดีโอเกมภาพสวยขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยสังเกตจากเหล่าคอมเมนต์จากเกมเมอร์ที่มักจะชอบเน้นวิจารณ์งานภาพและคุณภาพกราฟิกประมาณ “กราฟิกเหมือนเพลย์หนึ่ง” “ภาพกากแอนิเมชั่นแข็ง” ซึ่งคอมเมนต์เหล่านี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงวงการเกมปัจจุบันที่นับวันก็ยิ่งพัฒนาไปเรื่อย ๆ ทั้งด้านงานภาพและเกมเพลย์ และหลาย ๆ คนก็คาดหวังว่าจะได้เล่นเกมทํากราฟิกราวกับภาพยนตร์ซีจีซักวันนึงของชีวิต

ด้วยเหตุนี้ทำให้ Playstation Classic อาจจะไม่เป็นที่น่าถูกใจกับเหล่าเกมเมอร์ยุคใหม่ หรือแม้กระทั่งเกมเมอร์ยุคเก่าก็ตาม และยิ่งมีสาเหตุสี่ข้อก่อนหน้านี้ด้วยก็ยิ่งทำให้ Playstation Classic เป็นอะไรที่ไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขาและเกมเมอร์หลาย ๆ คนครับ

และนี่ก็คือ “5 สาเหตุทำไม Playstation Classic ถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร” ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ก็ได้จากการนำความคิดเห็นส่วนตัวและความคิดเห็นของเกมเมอร์ทั้งไทยเทศมาวิเคราะห์และหาข้อมูลเพิ่มเติมจนออกมาเป็น 5 สาเหตุที่น่าจะเป็นปัจจัยหลักสำคัญทำให้เจ้าเครื่องเพลย์หนึ่งตัวน้อยจากโซนี่นี้กลับไม่เปรี้ยงปร้างดั่งที่ทาง Sony ได้คาดหวังเอาไว้ แล้วคุณล่ะ มีเหตุผลและสาเหตุอื่น ๆ หรือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสาเหตุที่เราหยิบยกมาหรือไม่ แสดงความคิดเห็นออกมากันได้อย่างเต็มที่ครับผม


Choose A Format
Personality quiz
Series of questions that intends to reveal something about the personality
Trivia quiz
Series of questions with right and wrong answers that intends to check knowledge
Poll
Voting to make decisions or determine opinions
Story
Formatted Text with Embeds and Visuals
List
The Classic Internet Listicles
Countdown
The Classic Internet Countdowns
Open List
Submit your own item and vote up for the best submission
Ranked List
Upvote or downvote to decide the best list item
Meme
Upload your own images to make custom memes
Video
Youtube, Vimeo or Vine Embeds
Audio
Soundcloud or Mixcloud Embeds
Image
Photo or GIF
Gif
GIF format