20 ปี กับ Jojo’s Bizarre Adventure อีกหนึ่งเกมต่อสู้ที่ดีที่สุดจาก Capcom

ปี 1998 ถือเป็นปีทองของเกมต่อสู้ยุคก่อนปี 2000 อย่างแท้จริง เพราะมีเกมชั้นดีจากหลายค่ายมาให้เล่นกันมากมายทั้งบนระบบอาร์เคดและคอนโซล ที่โดดเด่นมากในปีนี้ก็เช่น The King of Fighters 98, Street Fighter Alpha 3, Soul Calibur และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็มีอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากทั้งแฟนเกมต่อสู้และแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น นั้นก็คือ Jojo’s Bizarre Adventure นั้นเอง

อย่างที่เราทราบกันดีว่า Capcom นั้นเป็นค่ายเกมที่มีเกมต่อสู้ในเครือของตนอย่างมากมายสาธยายไม่หมด นอกจาก Street Fighter แล้วยังมี Vampire Savior, Rival Schools และอื่น ๆ โดยในการเปิดตัวเกม Jojo ในช่วงปีนั้นเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนเกมและแฟนการ์ตูนได้อย่างมาก นิตยสารเกมต่างลงข่าวของเกมนี้แบบยิ่งใหญ่เพราะมันคือการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่มากจากการ์ตูนคอมมิคชื่อดังที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ใช้แสตนด์ ผลงานจากปลายปากกาของ อ.ฮิโรฮิโกะ อารากิ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในบ้านเราและทั่วโลก ซึ่งนำเนื้อเรื่องในภาคที่สามที่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้แสตนด์มาต่อสู้กัน มาเป็นเกมต่อสู้ในสไตล์ของ Capcom ทำให้ทุกคนคาดหวังถึงคุณภาพของเกมอย่างสูงก่อนที่จะออกมาให้เราได้เล่นกันเลย และแน่นอนว่าเมื่อเกมออกมาก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังครับ

Jojo Bizarre Adventure เปิดให้เล่นครั้งแรกบนระบบอาร์เคดปี 1998 และได้รับความนิยมระดับแถวหน้าไม่แพ้เกมอื่น ๆ ในตอนนั้นเลย ด้วยกราฟฟิกที่สวยงามจากบอร์ดรุ่นใหม่ของ Capcom อย่าง CPS III หรือ Capcom Play System ที่เคยใช้กับเกม Street Fighter III มาก่อนแล้ว ตัวละครที่เลือกมาลงในเกมเวอร์ชั่นแรกสุดนั้นจะมีตัวละครฝ่ายพระเอกอย่างโจทาโร่, โจเซฟ, คะเคียวอิง, อับดุล และเปอนาเรฟ รวมไปถึงตัวละครตัวร้ายอื่น ๆ ที่ปรากฏตัวในเรื่องที่เป็นตัวเด่น ๆ และบางตัวละครก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้สวยงามขึ้นอย่าง Midler ผู้ใช้แสตนด์ High Priestess โดยตัวอาจารย์อารากิเองอีกด้วย

ส่วนระบบการเล่นก็นำเอาจุดเด่นของหลาย ๆ เกมที่เคยพัฒนามาผสมรวมกับระบบใหม่ให้การเป็นระบบเฉพาะตัว โดยมีการกดปุ่มเรียงคอมโบเหมือนเกม Darkstalkers และใส่ระบบแสตนด์เข้าไป ซึ่งระบบแสนด์นี้จะคล้ายกับการแปลงร่างเพิ่มท่าโจมตีและพลังเข้าไป ท่าไม้ตายจะรุนแรงขึ้นและมีคอมโบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากขึ้น รวมไปถึงมีท่าพิเศษหลายอย่างเพิ่มขึ้นมา เช่นกระโดดสองชั้น ท่า Tandem Attack เปิดโหมดพิเศษให้ผู้เล่นโจมตีร่วมกับแสตนด์ได้ เกิดเป็นคอมโบสุดโหดขึ้นมา แต่ถ้าหากระหว่างที่ผู้เล่นใช้แสตนด์อยู่แล้วถูกโจมตีหรือป้องกันมากจนเกินไปแสตนด์ก็จะแตกและเปิดช่องว่างให้ถูกโจมตีได้  ซึ่งตัวละครในเกมก็ถอดแบบความสามารถมาจากในการ์ตูนได้อย่างตรงเป๊ะทั้งท่าไม้ตายและตัวแสตนด์เอง โดยเฉพาะตัวละครระดับบอสอย่าง Dio กับแสตนด์ The World ที่มาพร้อมท่าหยุดเวลาในตำนาน ตอนนั้นเรียกได้ว่าใครรู้ท่ากดนี่กดกันกระจุยกระจาย แถมยังเท่มากเวลาที่เล่นออกจอในเวอร์ชั่นเกมตู้ตอนนั้น(แต่ในช่วงหลัง ๆ พอกดแบบสด ๆ แล้วก็ไม่ทันได้หยุดกันเท่าไหร่ โดนอัดน่วมก่อนอยู่ดี)

จากความสำเร็จของตัวเกมเวอร์ชั่นอาร์เคดทำให้ทาง Capcom ทำการออกเกมเวอร์ชั่นใหม่ที่เพิ่มฉากและตัวละครออกมาทันที ในปี 1999 Jojo’s Bizarre Adventure: Heritage of The Future ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการในเวอร์ชั่นอาร์เคดที่ญี่ปุ่น โดยเพิ่มตัวละครเข้าไปอีกเพียบและบางตัวก็มีเวอร์ชั่นใหม่มาให้เล่นอีก เช่นเปอร์นาเรฟก็มีเวอร์ชั่นถือดาบอานูบิส คะเคียวอิงเวอร์ชั่นใส่แว่นดำที่ท่าไม้ตายเปลี่ยนไปจากเดิม หรือตัวละครใหม่อย่างฮอล ฮอส, มาเรีย และคนอื่น ๆ ก็มาเพิ่มสีสันให้กับตัวเกมอย่างมาก สำหรับเวอร์ชั่นนี้ผู้เล่นสายอาร์เคดบางคนอาจจะไม่เคยเห็น แต่ก็เคยมีเวอร์ชั่นอาร์เคดเข้ามาให้เล่นในบ้านเราอยู่ แต่มีจำนวนน้อยมาก ๆ ครับ

และมีหรือที่ทาง Capcom จะปล่อยให้เกมเวอร์ชั่นนี้อยู่แค่ในเกมตู้อย่างเดียว ในเดือนตุลาคมปี 1999 พวกเขาก็ส่งตัวเกมเวอร์ชั่น Playstation มาวางตลาด และมันก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในเวอร์ชั่นนี้นอกจากจะมีตัวละครใหม่จากในเวอร์ชั่นอาร์เคดมาครบถ้วนแล้ว ยังมีโหมดการเล่นพิเศษอีกโหมดหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือ SP Story Mode ซึ่งก็คือโหมดเนื้อเรื่องนั้นเอง โดยเป็นโหมดที่ไม่ได้มีแค่การต่อสู้ในแบบไฟท์ติ้งเท่านั้น แต่ยังมีมินิเกมอื่น ๆ ที่อิงกับเนื้อเรื่องอย่างเช่นเกมยานยิงแบบสองมิติ เลือกทางหลบในสถานการณ์คับขัน หรือเกมพนันอย่างไพ่โป๊กเกอร์ที่ต้องเล่นตามเนื้อเรื่องก็มีให้สัมผัสเหมือนกัน และยังมีความลับให้ค้นหาเป็น Secret Factor ถ้าหากผู้เล่นทำเงื่อนไขในฉากแบบเดียวกับที่อยู่ในหนังสือการ์ตูนได้ โดยจะได้เป็นของในโหมด Gallery หรือเก็บแต้มแลกตัวละครพิเศษ และโหมดนี้ก็บอกเล่นเรื่องราวในการ์ตูนภาคสามได้อย่างครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่องอีกด้วย

ปัจจุบันนี้ซีรีส์ Jojo ยังถูกนำมาสร้างเป็นเกมอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่ได้เป็นสไตล์เกมต่อสู้แบบของ Capcom โดยเกมหลังจากนี้ของ Bandai Namco คือ Jojo’s All Star ที่ในตอนที่ประกาศเปิดตัวก็สามารถเรียกกระแสแฟน ๆ เกมและแฟนการ์ตูนได้มากมาย เพราะหลายคนโหยหาเกมต่อสู้ที่มีตัวละครจากการ์ตูนโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษนี้กันมานานมาก ๆ แต่พอเกมออกมาจริง ๆ กลับไม่เป็นดังที่หวังเพราะระบบการเล่นไม่ประทับใจอย่างแรง ตัวเกมดูเท่แค่ในช่วงแรกที่ปล่อยท่าไม้ตายกัน แต่ก็ไม่มีความน่าเล่นหรือท้าทายให้เล่นต่อ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ มีการขายแผ่นเวอร์ชั่น Collector Edition มือสองคืนร้านค้าในราคาที่ต่ำแบบสุด ๆ และยังเป็นความอับอายของนิตยสารเกมอย่าง Famitsu ที่ถล่มให้คะแนนเกมนี้เต็ม 40 คะแนน แต่มีคุณภาพสวนทางจนแฟนเกมสาปส่งหมดความเชื่อถือในการให้คะแนนยิ่งกว่าเดิม และยิ่งโหยหาเกม Jojo แบบเกมต่อสู้จาก Capcom ยิ่งกว่าเก่าเสียอีก แต่เราก็ได้จดจำว่า ครั้งหนึ่ง Capcom เคยได้สร้างเกมต่อสู้คุณภาพดีจากการ์ตูนชื่อดังที่ลงตัวทั้งระบบการเล่นและการดัดแปลงให้เข้ากับเนื้อเรื่องของการ์ตูน ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพที่แฟน ๆ จดจำได้เป็นอย่างดีครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close