เลือกการ์ดจออย่างไรให้ถูกใจ ตรงกับความต้องการและงบประมาณ


สำหรับเกมเมอร์ชาว PC ฮาร์ดแวร์ที่เราให้ความสำคัญกันเป็นลำดับต้น ๆ นั้นก็คือการ์ดจอหรือ VGA Card เพราะมันคือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เราได้สัมผัสกับกราฟิกสุดสวยแบบลื่นไหลในเกมโปรดตรงหน้า เพื่อความสุขในการเล่นเกมแบบเต็มอรรถรส และด้วยความสำคัญของมันนี้เองทำให้เราต้องมาศึกษาเทคนิคในการเลือกซื้อการ์ดจอกันเสียหน่อย เพื่อความคุ้มค่าเงินและได้สิ่งที่ต้องการกลับมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้ การ์ดจอรุ่นใหม่ต่างถล่มออกกันมาหลายรุ่น มีราคาแตกต่างกันไปตามประสิทธิภาพและแบรนด์ ซึ่งอาจจะมีการซอยย่อยรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ตัว OC ไม่ OC หรือปรับสเปกเปลี่ยนพัดลมกันไปมากมายไปหมด เรียกว่ามีทุกแบบ ทุกราคาตามความต้องการของผู้ใช้งานกันเลย

แล้วต้องดูที่อะไรก่อนหลังดีล่ะ? เราลองมาแยกเป็นข้อ ๆ แบบง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ดูครับ

กำหนดความต้องการและตีวงให้แคบลง

ก่อนอื่นใดเลย สิ่งที่ต้องคิดเสียก่อนว่าเราจะอยากได้การ์ดจอไปเพื่ออะไร ก็คือเรื่องของความต้องการ

ถามตัวเองก่อนว่าเราต้องการการ์ดจอไปเพื่อทำอะไร

เช่นเล่นเกม เอาไปทำงานด้านกราฟฟิกแบบสามมิติ หรืออื่น ๆ ซึ่งการกำหนดเป้าหมายใหญ่ไว้แล้ว เราก็ตีวงของความต้องการที่ว่านั้นแคบลงมา เพื่อที่จะได้ส่งผลต่อเนื่องไปยังข้อต่อไป นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณนั่นเอง

เมื่อกำหนดเป้าหมายใหญ่ไว้ได้แล้ว เราก็มาดูว่าเป้าหมายรองของความต้องการต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เช่นการเล่นเกม ตรงจุดนี้ให้เราดูว่าเล่นเกมประเภทไหน ในระดับใดเป็นหลัก และเกมประเภทเหล่านั้นใช้การทำงานของการ์ดจอที่หนักหน่วงมากหรือเปล่า เช่นถ้าเป็นเกมออนไลน์ทั่ว ๆ ไป ที่กราฟฟิกอาจจะไม่อลังการมาก มีจอเล่นเกมที่ความละเอียดไม่เกิน 1080p เราก็อาจพิจารณาการ์ดจอระดับกลางต่ำเช่น GTX 1050Ti หรือ Radeon RX550 ที่ราคาไม่กี่พันบาทมาใช้

หรือถ้าจัดเต็มขึ้นมาเป็นเกมแบบ AAA หรือเกมออนไลน์ระดับ Main Stream ที่ใช้การประมวลผลจากเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Ray Tracing รวมไปถึงอยากอัดเฟรมเรทให้มากขึ้นเพื่อให้จอแบบ 144Hz หรือ 240Hz ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หรือเอาไว้เล่นเกมแบบ VR ก็อาจจะมาพิจารณาการ์ดจอที่อยู่ในระดับที่สูงขึ้นเช่น RTX 2080 หรือ RX5700 แบบนี้เป็นต้น

ส่วนถ้าใครทำงานกราฟฟิกสามมิติก็ต้องไปเลือกใช้การ์ดจอแบบที่เอาไว้ใช้ทำงานโดยเฉพาะเช่นกัน เพราะการประมวลผลของการ์ดจอที่ใช้เล่นเกมและทำงานในด้านนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งตรงจุดนี้ก็ต้องดูด้วยว่าสเกลของงานที่เราทำนั้นต้องการความสวยงามและรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน เพราะการ์ดจอประเภทนี้มีราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับการ์ดจอแบบเล่นเกมทั่ว ๆ ไป และใช้งานแทนกันไม่ได้ด้วย

ไปด้วยกันได้กับสเปกที่ใช้อยู่

เชื่อว่าคนที่คลุกคลีอยู่กับวงการเกม PC หรือวงการคอมพิวเตอร์มานานน่าจะเคยได้ยินคำว่า “คอขวด” หรือ Bottle Neck กันมาอยู่แล้ว มันก็คืออาการที่การ์ดจอกับ CPU ทำงานไม่สัมพันธ์กันเนื่องจากมีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันเกินไป ยกตัวอย่างเช่นเราเล่นเกมแล้วเกิดอาการกระตุก ทั้งที่ CPU ทำงานเต็ม 100% และการ์ดจอก็แรงสุดอลัง ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากอาการคอขวดของ CPU ที่ประมวลผลไม่ทัน ช้ากว่าการ์ดจอที่รอประมวลผลอยู่ เสมือนกับน้ำที่ไปเอ่อล้นอยู่ตรงคอขวดเวลาที่เทออกมา ทำให้เกิดอาการติดขัดในการส่งข้อมูลจนเฟรมเรทร่วงลงมานั่นเอง(ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์ชนิดอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น RAM กับ HDD เป็นต้น)

ภาพการอธิบายอาการคอขวดของ CPU ที่ทำงานไม่สัมพันธ์กับการ์ดจออย่างง่าย ๆ

ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่คนเพิ่งอัพเกรดสเปกมาส่วนใหญ่มักเป็นกัน เพราะ CPU ทำงานไม่ทันกับการ์ดจอนั่นเอง ถ้าจะดูให้ง่ายกว่านั้น เราก็ควรต้องดูว่า CPU ของเครื่อง PC ที่เรามีนั้นอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับ i5 Gen 5 ก็อาจจะพิจารณาใช้พวก GTX 1660 ก็ได้อยู่ หรือถ้าเป็นรุ่นเล็กลงมาก็ต้องดูว่าการ์ดจอที่เราใช้นั้นอยู่ในระดับที่ล้ำหน้าไปมากเกินไปหรือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการคอขวดจนเฟรมร่วงไปอยู่ตรงตาตุ่มได้ครับ

อีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องของพลังงานจาก Power Supply ว่ามีเพียงพอที่จะให้พลังการ์ดจอตัวแรงที่ซื้อมาได้หรือไม่ ถ้าหากเรามีอุปกรณ์ในเครื่องที่มาพอสมควรอย่าง HDD สามลูก, SSD อีกหนึ่ง และพัดลมหรืออุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมาย แต่ PSU มีพลังอยู่เพียง 550W แบบนี้ ก็อาจจะรับมือกับการ์ดจอระดับเทพที่ RTX 2080 ได้ยากหน่อย หรืออาจจะเสี่ยงทำให้เครื่องดับรันไม่ขึ้นกันได้เลย ดังนั้นเช็คให้ดีก่อนซื้อหามาใช้ จะได้ไม่น้ำตาร่วงเพราะเสียดายเงินครับ

งบประมาณ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคืองบประมาณที่มีอยู่ในมือ ผู้เขียนมักจะแนะนำเพื่อน ๆ ที่ซื้อคอมเครื่องใหม่ให้เผื่อเงินไว้สำหรับ CPU ด้วยเสมอ เพราะต่อให้การ์ดจอแรง แต่ CPU ดันไม่ไหวก็เท่านั้นอย่างที่บอกไปในหัวข้อที่แล้ว ซึ่งถ้ามีงบประมาณเข้ามาวางไว้ก็จะสามารถพิจารณาตัวเลือกต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก เช่นงบไม่เกิน 15,000 บาท เราก็อาจจะได้ RTX 2060 Super หรือ RX5700 มาครอบครองก็ได้ หรือถ้ากลัวว่า CPU จะดันไม่ไหว ก็เผื่อเงินไปซื้อ CPU มาคู่กันแล้วไปคว้าการ์ดจอตัวที่แรงน้อยกว่าแต่ราคาถูกกว่ามาจะดีกว่า

ส่วนราคาระดับไหนควรเลือกการ์ดจอรุ่นอะไร ผู้เขียนมีตัวเลือกในแต่ละช่วงงบประมาณ ณ เวลานี้ (กรกฎาคม 2019) มาให้ได้ลองพิจารณากันดูตามนี้ครับ

  • ไม่เกิน 2,000 บาท – Nvidia GT 1030, AMD Radeon RX550
  • ไม่เกิน 6,000 บาท – Nvidia GTX 1650, AMD Radeon RX570
  • ไม่เกิน 10,000 บาท – Nvidia GTX 1660 Ti, AMD Radeon RX590
  • ไม่เกิน 15,000 บาท – Nvidia RTX 2060 Super, AMD Radeon RX5700
  • งบไม่จำกัด – Nvidia RTX 2080 Ti หรือ Titan, AMD Radeon VII

เรื่องอื่น ๆ ที่ควรทราบ

  • อย่าลืมปรับความละเอียดหน้าจอให้ตรงกับ Native Resolution รวมไปถึง Refresh Rate ให้ตรงกับจอที่ใช้ เพื่อให้การทำงานต่าง ๆ เป็นไปไปอย่างถูกต้อง
  • เช็คราคากับร้านค้าที่จะซื้อทุกครั้ง ก่อนที่จะมีการจ่ายเงิน รวมไปถึงบริการหลังการขายอย่างการรับประกันและอื่น ๆ ประกอบด้วย
  • ถ้ามีคนถามว่าค่ายไหนดีกว่ากัน ก็ขอตอบตามตรงว่าให้เลือกค่ายที่ตัวเองชอบดีที่สุด เพราะทั้งสองแบรนด์ต่างก็มีข้อดีข้อเสียเหมือนกัน เอาที่เราใช้แล้วสบายใจนั่นแหละ
  • อย่าลืมดูและวัดขนาดของการ์ดจอตัวเก่า รวมไปถึงขนาดของเคสที่ใช้ด้วย ว่ามีที่พอจะใส่การ์ดจอตัวใหม่ได้หรือไม่ถ้าเป็นในยุคใหม่นี้ เคสยี่ห้อดัง ๆ หลายตัวก็สามารถใส่การ์ดจอได้อย่างอิสระไม่เกี่ยงขนาดได้แล้ว แต่ถ้าเป็นรุ่นเก่าก็ต้องดูให้ดี ๆ ว่าการ์ดตัวใหม่นี้ยาวเกินไปหรือไม่
  • เช็ค Port ของการ์ดจอให้ดีว่าเป็นแบบไหนและมีการเชื่อมต่อที่ตรงกับจอที่ใช้หรือเปล่า เพราะการ์ดจอในยุคนี้มักจะมาพร้อมกับ Display Port 2 ช่อง และ HDMI 1 ช่อง ที่จอรุ่นเก่าอาจจะมีปัญหาได้ ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ด้วยการหาสายที่มีช่องการเชื่อมต่อที่ตรงกันมาเปลี่ยนได้