เรื่องควรรู้ก่อน Overclock เครื่อง PC

เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เหล่าเกมเมอร์บน PC หลายคนเคยคิดหรือทำกันมาแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่อง PC ให้สูงขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มก็คือการ Overclock นั่นเอง แค่มีความรู้ในเรื่องของการใช้โปรแกรมตั้งค่าและปรับแต่งต่าง ๆ ที่ศึกษามาก็สามารถเร่งประสิทธิภาพของเครื่อง PC ให้สูงขึ้นได้แล้ว แต่ถ้าหากทำแบบไม่ถูกต้องหรือไม่ยั้งคิดก็อาจทำให้เครื่อง PC แสนรักของเราเสียหายได้เหมือนกัน วันนี้เราจะมาดูกันว่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำการ Overclock นั้นมีอะไรกันบ้าง

สำหรับเกมเมอร์สายคอนโซลหรือชาว PC บางคนที่สงสัยกันว่า เราจะ Overclock กันไปทำไม ในขณะที่ประสิทธิภาพของ Hardware ในยุคนี้ก็สูงมากพอที่จะเล่นเกมระดับ AAA ได้ลื่นไหลแบบไม่ต้องปรับแต่งอะไรมากอยู่แล้ว(เครื่อง PC ของผู้เขียนเครื่องเก่าที่มีอายุเกือบ 6 ปีที่ใช้ CPU Core i5 4590 กับการ์ดจอ GTX 980 ก็ยังรับมือเกมใหม่ ๆ ได้สบาย เพียงแค่เปลี่ยนไปใช้ SSD กับเพิ่ม RAM เป็น 16GB เท่านั้น) แต่สำหรับบางคนที่ใฝ่หาความเป็นที่สุด บางครั้งแค่ฮาร์ดแวร์ระดับ High End ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ที่ว่านี้ได้ และการ Overclock ก็คือหนึ่งในคำตอบของเรื่องนี้นั่นเอง

หรืออย่างผู้ใช้ทั่วไปที่รู้สึกว่าเครื่อง PC ของตัวเองยังแรงไม่พอที่จะเล่นเกมใหม่ ๆ ให้ได้อย่างมีความสุข แต่ติดขัดในเรื่องของงบประมาณที่จะซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่มาเปลี่ยนเสริมประสิทธิภาพ การ Overclock ก็เป็นตัวเลือกที่เข้าท่าไม่น้อยเช่นกัน เพราะเราอาจจะเปลี่ยนชุดระบายความร้อนหรือ Heat Sink ที่ราคาถูกกว่า CPU ใหม่ทั้งชุด และอาศัยการปรับแต่งการจ่ายไฟ ปรับรอบพัดลมให้เหมาะสม ก็สามารถเล่นเกมหรือใช้งานให้เร็วขึ้นได้เหมือนกัน

ฟังดูเหมือนการ Overclock เป็นอะไรที่ดีและไม่มีข้อเสีย ถ้าหากทำอย่างถูกวิธี แต่อย่าลืมว่าโลกเรานี้มีความเสี่ยงต่าง ๆ ร้อยแปดประการ ต่อให้เราเตรียมพร้อมแค่ไหน ก็มีโอกาสที่ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ เช่นอุปกรณ์เสียหายจากความร้อนหรือการจ่ายไฟที่ไม่ถูกต้อง หรือลาก ๆ ไปแล้วเครื่องดับเพราะทำผิดพลาดเล็กน้อยก็มี และการ Overclock ก็เป็นการเร่งให้อายุขัยของฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ นั้นสั้นลงอย่างมากเพราะเป็นการใช้งานที่เกินประสิทธิภาพนั่นเอง

แต่ถ้าหากคิดพิจารณาดูแล้วมีข้อสรุปในใจว่า ถ้า Overclock แล้วก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี เรื่องที่ต้องใส่ใจก็มีดังต่อไปนี้

ศึกษารายละเอียดของการ Overclock ให้มากที่สุดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

แน่นอนว่าในยุคนี้การ Oveclock แม้จะทำได้อย่างง่ายดายผ่านทางโปรแกรมต่าง ๆ ที่ทางผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สร้างขึ้น หรือมีการเพิ่มความเร็วให้มากกว่ารุ่นปกติมาจากโรงงานให้เลย แต่การจะเร่งความเร็วของฮาร์ดแวร์เหล่านี้เพิ่มนั้นก็หมายถึงความร้อนสะสมและค่าเสื่อมสภาพในการใช้งานที่มากขึ้น การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง เพราะเรื่องของฟืนไฟถ้าทำอย่างขาดความเข้าใจก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเครื่อง PC แสนรักหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ได้เช่นกัน รู้มาก ๆ เอาไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด

ตรวจสอบเรื่องระบบระบายความร้อน

ความร้อนกับการ Overclock เป็นของคู่กัน ยิ่งเร่งให้แรงมาก ความร้อนจะยิ่งพุ่งขึ้นสูงไม่ว่าจะรุ่นเล็กหรือใหญ่ หากระบบระบายความร้อนไม่ดีก็มีผลทำให้อายุการใช้งานของฮาร์ดแวร์สั้นลงได้ และ Heat Skink แบบเดิม ๆ เองก็อาจจะไม่เพียงพอในการระบายความร้อนระดับสูงแบบนี้ จึงไม่แปลกใจที่เรามักจะเห็นหลายคนเปลี่ยนระบบระบายความร้อนเป็นแบบน้ำหรือพัดลมที่ใหญ่มากกว่าเดิม เพื่อการระบายความร้อนในระบบที่ไหลลื่นมากขึ้น ถ้าหากการระบายความร้อนไม่ดี ก็ควรพับเรื่องการ Overclock ไปก่อนจะดีกว่า

ทดสอบจนกว่าจะแน่ใจว่าความเร็วและอุณหภูมิมีความเสถียรพอ

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผู้ใช้ทุกคนที่ทำการ Overclock ฮาร์ดแวร์ให้เร็วขึ้นก็คือ ทำอย่างไรให้ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานั้นยังคงอยู่โดยที่ไม่เกิดปัญหาขึ้น เช่นความเร็วก็ตกวูบลงในบางจุด หรือความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ การทดสอบการตั้งค่าต่าง ๆ ให้ออกมามีค่าที่เสถียรที่สุดนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การใช้พลังงานและความเร็วนั้นไปด้วยกัน และเพื่อรักษาสภาพของฮาร์ดแวร์ให้ใช้งานไปได้นาน ๆ อีกด้วย ดังนั้นอย่าลืมทดสอบการปรับแต่งให้แน่ใจว่าได้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเสถียรมากพอแล้ว

แม้การ Overclock จะทำให้ฮาร์ดแวร์อย่าง CPU หรือการ์ดจอเร็วขึ้นก็จริง แต่ก็อาจจะไม่ได้เร็วเท่ากับที่เราหวังไว้ เพราะโดยปกติเฟรมเรทในการเล่นเกมจะเพิ่มขึ้นมาประมาณหลักสิบกว่า ๆ เท่านั้น ไม่ได้แรงเท่ากับเปลี่ยนไปใช้ CPU รุ่นที่ใหม่กว่าหรือแรงกว่านัก (อาจจะมีบางกรณีที่ Overclock แล้วแรงกว่ารุ่นท็อปสุดแต่ก็มีไม่บ่อยนัก) ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทุกคนต้องจำเอาไว้

แม้จะแรงไม่มากขึ้นกว่าเดิมนัก แต่การ Overclock ก็เป็นหนทางในการประหยัดเงินไปได้อีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการเครื่อง PC ที่แรงขึ้น และมีระบบระบายความร้อนที่ดีพอนั่นเอง และก็ต้องย้ำกันอีกครั้ง ว่าการ Overclock มีความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เหมือนกับการแต่งรถที่แม้จะวิ่งได้เร็วขึ้น แต่เครื่องยนต์และอุปกรณ์อื่น ๆ ก็จะเสื่อมลงเร็วตามไปด้วยเช่นกันครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close