เรียลจนโหดร้าย เมื่อความสมจริงของเกมเพลย์ที่หลายคนใฝ่ฝัน กลายเป็นความจุกจิก

เกมเมอร์ในช่วงสมัยเด็กหลายคน อาจจะคาดหวังไว้อย่างสูงว่าเกมในอนาคตจะต้องมีภาพกราฟิกและระบบเกมเพลย์ที่เหมือนหลุดจากมาโลกจริง แต่ว่าหลังจากเกม AAA โดยเฉพาะแนว Open-World ได้เริ่มใส่ความ Realism เข้ามา ก็ทำให้ผู้เล่นเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันในวัยเด็กนั้น ไม่ได้สวยหรูเหมือนที่วาดฝันไว้

โดยบทความนี้จะเป็นการพูดถึงเกี่ยวกับระบบ Realism บนวิดีโอเกมที่ช่วยมอบความสมจริงในระหว่างการเล่น กลับกลายเป็นการสร้างความจุกจิกโดยไม่ได้ตั้งใจแทน แล้วจะเป็นอย่างไร สามารถรับชมได้เลย

เพราะมาตรฐานเกมที่สูงขึ้น เกมเมอร์จึงเริ่มคาดหวังว่าเกมต้องสมจริงทุกด้าน

นับตั้งแต่เครื่องเกมคอนโซลถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1970 จนถึงปัจจุบัน เครื่องเกมแต่ละยุค มีการปรับปรุงภาพกราฟิกอย่างก้าวกระโดดจาก 8bits > 2D > 3D และล่าสุดกลายเป็น CG คุณภาพสูง รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกคนมากขึ้น ก็ทำให้อุปกรณ์สำหรับพัฒนาเกม สามารถสร้างเกมให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ถ้าหากคุณเกิดทันในยุคเครื่องเกม PlayStation 1 หรือยุคแผ่นเกมตลับ ผู้เล่นต้องได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวิดีโอเกมจากอดีตและตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าประเภทเกมยอดนิยมจากเดิมที่เป็นเกมแนว Platformer ตะลุยด่านเคยเป็นเจ้าพ่อ ตอนนี้กลายเป็นเกม FPS/Battle Royale ที่ขึ้นแท่นเป็นแนวยอดนิยมแทน หรือบริษัท Atari, SEGA, Nintendo ที่อดีตทั้งสามเคยเจ้าแห่งเครื่องเกมคอนโซล ตอนนี้กลายเป็น Sony, Microsoft และ Nintendo

แต่แม้เวลาผ่านไปเกือบ 4 ทศวรรษ เทคโนโลยีและเรื่องราวเกี่ยวกับวิดีโอเกมก็ยังไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในเกือบทุก ๆ เดือน วงการเกมมักจะมี “เซอร์ไพรส์” ให้เกมเมอร์รับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมล้ำ ๆ ถึงภาพกราฟิกเกม ระบบเกมเพลย์ หรือการถือกำเนิดแนวเกมแบบใหม่ ซึ่งทำให้วิดีโอเกมเริ่มมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงเกมเมอร์ในวัยเด็กเริ่มคาดหวังว่าตัวเกมจะมีความสมจริงทั้งระบบเกมเพลย์กับกราฟิก เหมือนที่ตัวเองกำลังหลุดเข้าไปในโลกของเกม

Realism ที่หลายคนใฝ่ฝัน ไม่เหมือนกับที่วาดฝันไว้ในวัยเด็ก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิดีโอเกมในปัจจุบันมีมาตรฐานคุณภาพที่สูงขึ้นมาก ๆ ก็ทำให้เกม AAA หลายเกมพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการนำเสนอให้เกมมีความ “Realism” ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่แอนิเมชันการเคลื่อนไหวของตัวละคร, ฟิสิกส์ของวัตถุ, การมีปฏิสัมพันธ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย จนส่งผลกระทบทำให้ระบบเกมเพลย์เกิดความจุกจิกโดยไม่ได้ตั้งใจ

Red Dead Redemption II คือตัวอย่างเกมเหมาะสมสำหรับเคสนี้ เพราะเกมดังกล่าว แม้มีเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามในด้านคุณภาพเนื้อเรื่องกับการนำเสนอยุคคาวบอยได้มีเอกลักษณ์ แต่เกมเมอร์บางกลุ่มก็วิจารณ์ว่าตัวเกมมีความสมจริงมากเกินไปจนทำให้ระบบทุกอย่างจุกจิกยุ่งยากไปหมด ไม่ว่าจะแอนิเมชันการหยิบไอเทมจากศัตรูใช้เวลานานราว 4-5 วินาที, โดนเจ้าหน้าที่จับกุมข้อหา “ก่อกวนความสงบสุข”, การขี่ม้าด้วยความเร็วต้องกดปุ่ม “X” บนจอยคอนโทรลเลอร์ตลอดเวลา, ตัวละครตอบสนองช้า เพราะตัวละครมีการเคลื่อนไหวที่สมจริง ซึ่งทำให้เกมเมอร์หลายคนไม่สามารถเข้าถึง Red Dead Redemption II เพราะตัวเกมความสมจริง และมีการดำเนินเนื้อเรื่องช้าเกินไป

Red Dead Redemption II

อีกหนึ่งเกมที่ควรกล่าวถึงมาก ๆ คือเกม Mafia ภาคแรกกับภาคสองซึ่งมีระบบสุดเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ที่ผู้เล่นต้องขับรถตามกฎจราจรบนท้องถนน ถ้าหากฝ่าฝืนกฎด้วยการขับรถเร็วเกินกว่ากำหนดหรือขับรถฝ่าไฟแดง เจ้าหน้าที่จะทำการเรียกให้จอดเพื่อปรับเงินบางส่วน

ซึ่งระบบดังกล่าวก็มีกระแสตอบรับจากเกมมอร์ทั้งมีคนชอบและคนไม่ชอบ บางคนบอกว่าระบบนั้นทำให้ผู้เล่นได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศบ้านเมืองในอดีตและเพิ่มความสมจริง อีกฝ่ายก็บอกว่าระบบดังกล่าวมันจุกจิกเกินไป รวมถึงทำให้การเล่นเกมยากขึ้นเกินความจำเป็น โดยปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไข ด้วยการเปลี่ยนให้กลายเป็นตัวเลือกเสริมให้ผู้เล่นสามารถเปิด-ปิด ระบบกฎจราจรได้ในเกม Mafia: Definitive Edition

ด้วยเกม AAA บางเกมที่ใส่ใจในรายละเอียดกับมีความสมจริงมากเกินไป จนส่งผลต่อระบบเกมเพลย์รวมถึง Quailty of Life ทำให้คอมมูนิตี้เกมหลายแห่ง เริ่มมีการจับประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสมจริงในวิดีโอเกมอย่างต่อเนื่องว่า Realism ที่มากเกินไปนั้น ทำให้ความสนุกของเกมลดลงหรือไม่ และเราควรเสนอแนะให้ทีมพัฒนาเกมลดทอนความสมจริงดีหรือเปล่า

ยกตัวอย่างจากคอมเมนต์หนึ่งที่น่าสนใจ โดยชาว Reddit คนหนึ่งกล่าวในช่อง True Gaming ว่า “การเล่นเกมนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้เราหลบหนีจากชีวิตจริง ไม่ใช่ทำให้เรานึกถึงความจริงอันโหดร้าย เพราะความไม่สมจริง ทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้ และองค์ประกอบความสมจริงบางอย่างมันไม่ควรในเกมซะด้วยซ้ำ”

และอีกคอมเมนต์หนึ่งที่น่าสนใจกล่าวว่า “รองนึกสภาพว่า GTA VI ได้ยกระดับความสมจริงด้วยการต้องจ่ายเงินขึ้นสะพานด่วน, ถูกตำรวจจับเพราะหยิบอาวุธออกมา หรือโดนตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินไป ของแบบนี้มันจะสนุกแบบไหนกัน ? ประเด็นของผมคือเกมแบบนั้น (แนว Open-World) ไม่สมควรจะเน้นความสมจริง เพราะมันทำให้เกมไม่สนุก” สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวก็รู้สึกเห็นด้วยกับคอมเมนต์ เพราะ GTA ทุกภาค มีจุดเด่นด้านระบบที่เปิดกว้างให้ผู้เล่นสามารถทำอะไรก็ได้ ซึ่งการที่เกม GTA จู่ ๆ กลายเป็นเกมเน้น Realism จึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย

ส่วนคอมเมนต์สุดท้ายกล่าวว่า “แม้ผมเข้าใจพอยต์ของคุณ (หัวข้อกล่าวว่าเกมควรมีความสมจริงน้อยลงหรือไม่) แต่ส่วนตัวก็ยังเชื่อว่า Realism ยังเข้ากับเกมที่มีกราฟิกสวยงามอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น RDR II ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะยัดองค์ประกอบความสมจริงเข้าไป แต่ถ้าหากเกม Minecraft กลายเป็นเกมกราฟิกสมจริง ผมมั่นใจว่ามันต้องทำลายประสบการณ์การเล่นเกมอย่างใหญ่หลวงแน่นอน”

จากการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย เกมเมอร์ก็มีจุดยืนชัดเจนต่าง ๆ นานาว่าความสมจริงของเกม เป็นการทำลายความสนุกสนานจริง บางส่วนกล่าวว่าเกมที่มีองค์ประกอบความสมจริงก็สามารถเล่นสนุกได้ ถ้าหากแบ่งบาลานซ์ให้ดีระหว่าง Realism กับเกมเพลย์ ก็ต้องบอกเลยว่าหลายคนมีการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันไป

แน่นอนว่าความคิดเห็นทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีความสมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะเกมเมอร์แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์การเล่นเกมที่แตกต่างกัน และถ้าหากเกมแนวสมจริงไม่สนุกจริง ๆ ก็คงไม่มีเกมแนว Simulation อย่าง Rising Storm, Assetto Corsa หรีอ Euro Truck Simulation จะโด่งดังจนถึงทุกวันนี้ (ไม่นับพวกเกม Simulation ล้อเลียนนะ) แต่เราเชื่อว่าอาจมีเกมเมอร์หลายคนไม่น้อยที่รู้สึกผิดหวัง เพราะความสมจริงของวิดีโอเกม ไม่เป็นไปตามที่หลายคนวาดฝันไว้ เพราะความ Realism กลายเป็นการสร้างความจุกจิกระหว่างการเล่น แทนที่เราจะได้ซึมซับกับบรรยากาศเกมได้อย่างเต็มที่

แหล่งที่มา: Should games go back to be less realistic?, When does realism make games not fun?, How much “realism” is too much?

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close