ชีวิตของมนุษย์เราต่อให้มีอิสระมากแค่ไหน อยากทำอะไรมากแค่ไหน เราก็ย่อมมีขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังใจ หรือแม้กระทั่งความรู้ก็คือเป็นขีดจำกัดของมนุษย์ แต่มีหนึ่งเกมที่นำเสนอข้อจำกัดเหล่านี้ให้ท้าทาย สนุกสนานพร้อมทั้งให้เราได้เรียนรู้ที่วางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกับข้อจำกัด เกมนั้นคือ Graveyard Keeper

Graveyard Keeper คือเกม Indy จากทีมงาน Lazy Bear Games ผู้เคยฝากผลงานไว้กับเกมอินดี้ชื่อดัง Punch Club ที่ในคราวนี้พวกเขาได้ทำเกมใหม่ภายใต้แรงบรรดาลใจของเกมชื่อดังอย่าง Stardrew Valley ที่มาในธีมที่มืดมนกว่า ตัวเกมกล่าวถึงเรา (คนเล่น) ที่กำลังจะเดินข้ามสี่แยกไฟแดงเพื่อไปพบกับคนที่คุณรัก แต่แล้วรถคันหนึ่งกลับชนเราเข้าอย่างจัง รู้ตัวอีกทีเราก็อยู่ในโลกยุคกลาง พร้อมทั้งหน้าที่ Graveyard Keeper ที่ต้องรับผิดชอบทั้งการจัดการศพ การดูแลตัวเอง ดูแลโบสถ์ การจัดการช่วยเหลือชาวบ้านและหาทางกลับบ้านในเวลาเดียวกัน จุดเด่นของเกมคือระบบการเล่นที่คล้ายกับเกม Stardrew Valley ที่ในหนึ่งวันเราจะมีกิจกรรมให้ทำอย่างมากมาย แต่ค่าพลังมีจำกัด (ครึ่งหนึ่งของ Stardrew โดยประมาณ) ทำให้เราจะต้องเลือกทำ นอกจากนี้ในแต่ละวันเรายังเจอ NPC ไม่ซ้ำกันอีกด้วย ดังนั้นผู้เล่นจะต้องบริหารทรัพยากรภายใต้ขีดจำกัดต่าง ๆให้ดี

เราทำทุกอย่างไม่ได้ในหนึ่งวัน

นับตั้งแต่เราตื่นนอนในเกม เราจะต้องเลือกทำกิจกรรมต่าง ๆ ของวัน เราอาจเลือกออกไปเก็บทรัพยากรมากองไว้ เพื่อที่จะทำมาผลิตเป็นไอเทมสำคัญในวันต่อ ๆ ไป  ซึ่งการกระทำทุกอย่างจะผลาญ Stamina ของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งการฟันดาบเล่น ๆ  Stamina เรายังลด เรียกได้ว่าจะทำอะไรต้องคิดให้ดี วางแผนให้ถี่ถ้วน ไม่งั้นอยู่ไม่ถึงวัน แม้เราจะมีในส่วนของอาหารเข้ามาเสริมให้เราสามารถทำงานได้มากขึ้น ถึงกระนั้นถ้าเราไม่ได้ตุนเสบียงระดับเกิน 40 – 50 อัน คุณอยู่ไม่ถึงวันแน่นอน ชีวิตจริงก็เหมือนกันเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในหนึ่งวัน แต่เราวางแผนได้ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง สิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์เพราะการวางแผนล่วงหน้าจะทำให้เราสามารถเตรียมตัวทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในบางครั้งงานบางอย่างของเกมนั้น ใช้พลังงานและเวลามากกว่าที่จะเป็น ตัวเกมจึงใจดีบ้างด้วยให้ผู้เล่นสามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทุ่นแรงได้ แต่ของพวกนี้ไม่ว่าได้มาง่าย ๆ ผู้เล่นจะต้องทำการปลดล็อกผ่านหน้า Tecnology ของเกม ที่จะแบ่งเป็น 3 สีตาม ได้แก่ “สีแดง” อันเป็นงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานต่าง ๆ ที่หากทำงานสำเร็จจะได้สีแดง “สีเขียว” ได้จากการทำงานเกี่ยวกับธรรมชาติเช่นปลูกผัก เก็บผลไม้ และ “สีม่วง” ที่ได้จากการวิจัยผ่านห้องใต้โบสถ์ บอกกับผู้เล่นอย่างมีนัยยะว่า “เอ็งอยากจะสบายด้านไหนให้ทำด้านนั้นมาก ๆ ” เช่น หากคุณอยากปลดล็อคการเล่นให้สามารถตัดไม้ได้เร็วขึ้น คุณก็ทำงานต่าง ๆ ที่ได้ค่าสีแดงจนสามารถอัพได้ แต่ก็ยังคงต้องใช้ด้านอื่นมาผสมด้วย เพราะตัวเกมไม่อยากให้ผู้เล่นทำงานด้านเดียว จนละเลยงานด้านอื่น ๆ  ทำให้เราจะต้องจัดสมดุลงานให้ดี

แม้ว่าช่วง Halloween ที่ผ่านมาตัวเกมจะได้เพิ่มระบบการนำ Zombie มาให้ผู้เล่นมาเป็นแรงงานทาสชั้นดี แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะนำมาใช้ได้

ความรู้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในขีดจำกัด

ความรู้คือสิ่งที่สำคัญของทุกสังคม ในเกมความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่สบายขึ้น การผ่านเนื้อเรื่อง หรือแม้แต่การได้ Perk ที่สามารถทำให้เราเก่งขึ้น ก็ต้องใช้ความรู้เช่นกัน ตัวเกมพยายามสอนให้เราเห็นค่าของความรู้ ที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรอยู่พอสำควร แต่ก็แลกกับการที่เราทำงานสบายขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องใช้ความรู้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของเกมเช่นการหาเงิน หรือการเขียนหนังสือ ความรู้ก็เป็นส่วนสำคัญ

โดยรวมแล้วเกม Graveyard Keeper พยายามที่จะบอกให้เราเห็นถึงความพยายามภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ถึงกระนั้นข้อจำกัดเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้การเล่นเกมของเรามีคุณค่า ทำให้เรารู้สึกว่าโลกทั้งใบในเกมขับเคลื่อนด้วยความพยายามของเราภายใต้ขีดจำกัดต่าง ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตและการกระทำต่าง ๆ ในเกมมีค่า และหากคุณสามารถทำเควสของทุกคนได้ คุณจะรู้สึกถึงความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ในชีวิตจริงก็เช่นกัน มนุษย์เราต่างมีข้อจำกัดต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรหรือความรู้ แต่เราเลือกที่พัฒนาตัวเองให้เอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ ได้ เหมือนกับที่มนุษย์เราทำมาทุกยุคทุกสมัย

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้

  • Lazy Bear Games เป็นสตูดิโอเกมจากประเทศรัสเซีย ภายใต้การควบคุมของ tinyBuild ที่มีจุดเด่นในการทำเกมอินดี้
  • Punch Club ผลงานเก่าของทีมงามสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1.6 ล้านชุดในทุกแพลตฟอร์ม พร้อมเตรียมเข็นภาค 2 มาในปี 2019
  • ปัจจุบันวิธีที่จะติดตามทีมงาน Lazy Bear มีทางเดียวคือทาง twitter.com/LazyBearGames/media ที่เดียว

BOM

บ๋อม – Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง