อธิบายฉากจบ Assassin’s Creed Valhalla และหนทางต่อไปในอนาคต

ระวัง ! สำหรับคนที่ยังเล่นไม่จบ กดปิดบทความไปก่อน

ถือเป็นภาคที่กลับมาคืนฟอร์มอีกครั้ง หลังแฟนบางส่วนบอกว่าออกทะเลไประดับหนึ่ง กับซีรีส์ Assassin’s Creed โดยใน Valhalla มีการขมวดปมบางส่วนที่วางไว้ตั้งแต่ภาคแรก และพาตัวมันเองให้กลมกลืนไปกับภาคอื่น ๆ ในซีรีส์ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ที่น่าตื่นเต้นไว้อีกด้วย

แต่สำหรับคนที่เล่นเกมนี้จนจบ ไม่ว่าจะจบแบบ A หรือแบบ B ไม่ว่าจะจบครบทุก Sequence หรือไม่ หลายคนน่าจะเกิดคำถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคนี้มันคือยังไง ซับซ้อนขนาดไหน นี่คือการอธิบายฉากจบและสิ่งที่ Assassin’s Creed Valhalla ทิ้งไว้ให้เราในภาคต่อไป

ตัวตนจริง ๆ ของ Eivor

นอกจากตัวละครในประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริง Eivor และพรรคพวก นับเป็นตัวละครที่ไม่มีอยู่จริง พวกเขาเป็นชาวไวกิ้ง ที่อพยพมาจากนอร์เวย์เพื่อหาแผ่นดินอยู่อาศัย ซึ่งดู ๆ แล้วไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนักฆ่าเลย แล้วทำไมเราถึงได้เล่น Eivor และพรรคพวกในภาคนี้?

เรื่องนี้มันเกิดจากตัวละครที่ชื่อว่า Basim สหายนักฆ่าของ Siguad ที่เราเจอตั้งแต่ต้นเกมไปยันจบเกม จุดประสงค์แรกที่เรารู้ คือการโค่นล้มอำนาจของเหล่า Order of the Ancients ซึ่งนี่เป็น ‘เหตุผลปลอม’ เพราะความเป็นจริงแล้ว Basim เป็นตัวละครที่เกิดจากการ Reincarnation เหมือนกับกลุ่มตัวละครหลักที่เราเล่นอยู่

Reincarnation คืออะไร มันคือระบบการเกิดใหม่ที่ชาว Isu ตั้งโปรแกรมไว้ใน Yggdrasil ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นทางออกสำหรับเหตุการณ์ Great Catastrophe หรือลำแสงล้างโลกที่ Isu รวมถึง Desmond พยายามหาวิธีป้องกันมานานหลายพันปี ซึ่งระบบนี้จะทำการเก็บอัตลักษณ์ของ Isu ไว้ และกลับมาเกิดในกลุ่มยีนส์ของมนุษย์ได้หลายยุคหลายสมัย (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึง Sage ไว้)

เหล่าตัวละครหลักเป็นตัวละครที่เกิดจาก Reincarnation ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Eivor ที่ได้ยีนส์มาจาก Havi (Odin), Siguard ได้ยีนส์มาจาก Tyre, Halfdan ได้ยีนส์มาจาก Thor และ Basim ได้ยีนส์มาจาก Loki

ซึ่งยีนส์ของ Isu ภายในตัว มีวิธีบางอย่างที่ช่วยปลดล็อคความทรงจำในตอนเป็น Isu ออกมาได้ โดยอาศัยเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงบางอย่าง ดังเช่น Siguard ที่ปลดล็อคความทรงจำของ Tyre ออกมาได้ เพราะเสียแขนของตนไป เสมือนตอนเป็น Isu ที่ Tyre ก็เสียแขนจากการถูก Fenrir กัดเช่นกัน

และก่อนที่ Basim จะมาพบกับพวก Eivor เขาได้ปลดล็อคความทรงจำในฐานะ Loki เรียบร้อยแล้ว ซึ่งความทรงจำดังกล่าวนี่ล่ะ ที่นำพา Basim มาหา Siguard และพรรคพวก

เป้าหมายของ Basim

หลายคนคงช็อก และงง ๆ ไปบ้างเล็กน้อย กับฉากที่ Basim เปิดการต่อสู้ใส่ Eivor โดยไม่ทราบสาเหตุ อีกทั้งประโยคต่าง ๆ ที่ Basim พูดกับตัวละครหลัก ก็เป็นประโยคแปลก ๆ ทั้งนั้น ซึ่งในระหว่างนี้ หากคุณยังเล่น Sequence Asgard ยังไม่จบ คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า เขาเป็นอะไรกันแน่

เพราะ Basim ปลดล็อคความทรงจำในฐานะ Isu ได้ก่อนผู้อื่น ด้วยการเสียลูกชายไป ตามคำบอกเล่าของเขาในช่วงกลางเกม เปรียบได้กับ Loki ที่เสียลูก ๆ ไปทั้งหมด เพราะไม่ได้สิทธิ์อัพโหลดอัตลักษณ์ลงใน Yggdrasil ทำให้ในชาตินี้ นอกจากการเป็น Assassin แล้ว การตามหา Havi เพื่อแก้แค้นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ในช่วงแรก Basim คิดว่า Siguard เป็นการกลับชาติมาเกิดของ Havi เขาเลยให้ความสำคัญกับ Siguard แทบทุกเรื่อง เพื่อหวังจะแก้แค้นในช่วงเวลาที่ความทรงจำถูกปลดล็อค แต่เมื่อนาน ๆ เข้า Siguard กลับกลายเป็น Tyre แทน ในช่วงที่ Basim สะกดรอยทั้งสองไปยังวิหารของ Isu ตอนนี้ Basim คงจะรู้แล้วว่าคนที่เขาหามานานคือ Eivor ด้วยเหตุนี้ เขาถึงสบถประโยคแปลก ๆ ออกมาตลอดระหว่างที่ปะทะกัน

Asgard คืออะไร

สิ่งที่ Eivor เจอตลอดทั้งเกม คือภาพนิมิตรของ Havi ที่โผล่ขึ้นมาช่วยตัดสินใจในเวลาสำคัญ รวมถึงฝันเสมือนจริงเกี่ยวกับดินแดน Asgard ดินแดนในตำนานของเทพนอร์ส โดย Eivor ถึงกับรู้สึกได้เลยว่า ตัวละครที่เธอรับบทในฝันรู้สึกแบบไหน และคิดยังไงกับเรื่องที่เผชิญอยู่

ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ Eivor ก็คือ Havi ที่ยีนส์ของ Isu อาจจะยังตื่นไม่เต็มที่ สังเกตได้จากเงื่อนไขที่ไม่สมบูรณ์ (Siguard เสียแขน, Basim เสียลูก) เป็นเพราะเธอไม่ได้เสียตาไปเหมือนกับ Havi ในชาติที่แล้ว แต่การถูกหมาป่ากัดคอในช่วงต้นเกม ก็เหมือนการกระตุ้นสัญชาตญาณอ่อน ๆ ให้ตื่นขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เป็นเพราะคำทำนายของ Havi ที่บอกว่าจะตายเพราะหมาป่านั่นเอง

จริง ๆ แล้ว Asgard ไม่ได้มีลักษณะเป็นดินแดนเทพนอร์สอย่างที่ Eivor เห็น แต่เป็นเพราะความเข้าใจของเธอเป็นแบบนั้น จิตใต้สำนึกจึงแสดงภาพความทรงจำให้สอดคล้องกัน จริง ๆ แล้ว Asgard คือที่อยู่อาศัยของ Æsir หรือ Isu ย่านสแกนดิเนเวีย ไม่ได้มีความแฟนตาซีอะไรเลย มีแค่เทคโนโลยีล้วน ๆ

จุดเริ่มต้นของ Templar

ภาคนี้เป็นจุดจบอย่างเป็นทางการของ Order of the Ancients และเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของ Templar สาเหตุที่เป็นแบบนั้น เพราะหัวหน้า Order of the Ancients ในภาคนี้ คือ Alfred the Great หรือพระเจ้าอัลเฟรดมหาราชที่ทุกคนรู้จักกันดี

แน่นอนว่าเมื่อเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ สุดท้าย Eivor จะไม่ได้ฆ่าเขา โดยเขาจะเล่าความจริงให้ฟังว่า ตำแหน่งนี้ได้รับการสืบทอดมาจากครอบครัว และไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาอยากเป็นแต่แรก เนื่องจากตัว Alfred เอง เป็นคนเคร่งศาสนาอย่างมาก จึงไม่พอใจลัทธิ Order of the Ancients ที่บูชา Isu

สิ่งที่เขาทำก็คือ สร้างลัทธิบางอย่างขึ้นมาใหม่ ใครที่ถนัดวิชาประวัติศาสตร์ น่าจะรู้จักคำว่า ‘the Poor Fellow-Soldiers of Christ’ ที่อัลเฟรดใช้เวลาเขียนจดหมายดี มันคืออีกชื่อหนึ่งของ Templar นั่นหมายความว่า Templar ถูกสร้างขึ้นมาจากการล้มล้าง Order of the Ancients ที่บูชา Isu เปลี่ยนไปเป็นลัทธิ ที่นับถือศาสนาคริสต์แทน

เรื่องราวในตอนจบ และอนาคตของซีรีส์

ในตอนจบ Layla จะพบที่อยู่ของแหล่งสัญญาณที่ได้รับในช่วงต้นเกม ซึ่งมันก็คือวิหารเดียวกับที่ Eivor และ Siguard เคยเข้าไปในเครื่องจำลอง Ragnarok โดยสัญญาณที่ว่า ส่งมาจาก Basim ที่อาศัยอยู่ในนั้นมาเป็นร้อยปี

โดยก่อนหน้านั้น ทีมงานกลุ่ม Assassin เพิ่งค้นพบความจริงที่ว่า สิ่งที่ Desmond ทำในภาค 3 ไม่ใช่การหยุดวงจรของ Great Catastrophe แค่เป็นการชะลอการเกิดให้ช้าลงเท่านั้น บวกกับพวกเขาเห็นอุปกรณ์คล้าย ๆ กับที่ Desmond เคยเปิดใช้ในภาค 3 ทำให้กลุ่มของ Assassin รีบมุ่งหน้าไปที่นั่น

เมื่อ Layla เข้าเครื่องจำลอง Ragnarok ที่นั่น เธอได้พบกับ Basim รวมทั้งแสงจำลองรูปร่างคนที่คอยหาความเป็นไปได้ที่จะหยุด Great Catastrophe (ซึ่งไอ้แสงที่ว่า พากย์โดย Nolan North แฟนซีรีส์น่าจะรู้นะ ว่าเป็นใคร) โดย Layla จะส่งข้อความบอกเพื่อน ๆ ว่า เธอจะตัดสินใจอยู่ในเครื่องจำลองนี้ไปก่อน เพื่อหาวิธีแก้ไข Great Catastrophe อย่างเด็ดขาดต่อไป

ซึ่งนั่นก็เหมาะเจาะกับที่ Basim หลุดออกมาจากเครื่องจำลองพอดี ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาแทบจะสูญสลายไปแล้ว แต่เมื่อมือแตะกับไม้เท้าของ Layla ที่ทำหล่นไว้ ส่งผลให้เขากลับมามีชีวิตดังเดิม พร้อมกับคำทักทายจากไม้เท้า ตรงจุดนี้ทำให้เรารู้ว่า Aletheia ที่คอยไกด์ Layla ผ่านไม้เท้ามานานแสนนาน คือ Angrboda ภรรยาของโลกินั่นเอง

สำหรับ Assassin’s Creed Valhalla จึงเปรียบเสมือนการกลับมาดำเนินเนื้อเรื่องอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง หลังจากอ้อมค้อมไปหลายภาค แถมในภาคนี้ยังเปิดช่องทางความเป็นไปได้อีกหลายรูปแบบ ทั้ง Reincarnation ในยุคปัจจุบัน, Basim กับไม้เท้า, การหยุด Great Catastrophe อย่างเบ็ดเสร็จ และ ‘อาจจะ’ มีการนำ Desmond กลับมาใช้งานอีกครั้ง ก็ต้องมาดูกันว่าพวกเขาจะสานต่อเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงไหน ไม่แน่ว่า DLC ของ Valhalla อาจมีการเล่าเรื่องราวต่อเนื่องเลยก็ได้ ใครจะไปรู้

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close