สรุปเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ใน Hotline Miami 1 & 2 ตอนจบ: หายนะ

เรื่องราวใน Hotline Miami ใกล้ถึงจุดจบ หลายตัวละครกำลังคิดว่าพวกเขาจะได้สิ่งที่ต้องการในท้ายที่สุด แต่สิ่งที่กำลังรอพวกเขาอยู่นั้นคือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน มาร่วมลุ้นกันว่าชะตากรรมของพวกเขาจะจบลงที่จุดไหนกันแน่

ชีวิตดำเนินต่อ

แม้ Martin จะเสียชีวิตจากการถ่ายทำภาพยนตร์ Midnight Animal แต่ตัวหนังก็ยังคงถูกสร้างและออกฉายตามปกติ แต่เพราะคดีฆาตกรรมที่พวก The Fans ก่อขึ้นและมีพยานรู้เห็น นั่นก็คือน้องสาวของ Jack ที่เห็นพวก The Fans ฆาตกรรมเพื่อนของเธอต่อหน้าต่อตา เธอตัดสินใจไปแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนทำให้สื่อเริ่มหันมาสนใจเหล่าฆาตกรสวมหน้ากากอีกครั้ง เรื่องนี้ดังมากจนทำให้ Mark ที่ติดตามข่าวนี้มาตลอดรีบไปบอกเพื่อน ๆ ในทันที แทนที่จะกลัวหัวหดพวกเขากลับรู้สึกปิติยินดียิ่งที่ได้เป็นข่าวกับเขาเหมือนกับที่ Jacket ไอดอลของพวกเขาเคยเป็น นั่นทำให้พวกเขายิ่งได้ใจ บุกไปทลายรังของพวกเด็กแก๊งต่อทันที ซึ่งที่แห่งนั้นมีท่อระบายน้ำที่พวกมันเอาไว้ทำลายศพทิ้ง เมื่อเสร็จกิจแล้วจึงจากไป

วันต่อมาในขณะที่ Alex กำลังดูข่าวเกี่ยวกับการฆ่าที่พวกเขาก่อขึ้นอยู่ที่บ้านพักนั้น จู่ ๆ ก็มีตำรวจคนหนึ่งมาเคาะประตูที่หน้าบ้าน เธอตะโกนบอกให้ตำรวจคนนั้นรอก่อนที่จะจัดการเก็บหลักฐานเกี่ยวกับตัวเธอว่าเป็นหนึ่งใน The Fans ไปซ่อนแต่เมื่อเธอออกมาจากห้องนอนก็พบว่าตำรวจคนนั้นได้เข้ามาในบ้านแล้วและกำลังพยายามทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาก็คือเจ้าหน้าที่ Pardo ที่ถือวิสาสะเขามาในบ้านของเธอ ก่อนที่เธอจะรู้ตัว โดยเขาอ้างว่าประตูไม่ได้ล็อกจึงเข้ามาก่อน ซึ่งเขาก็ถามหา Ash ฝาแฝดชายของเธอ ว่าอยู่ที่บ้านหรือไม่ ก่อนที่ Alex จะโกหกไปว่า Ash ฝาแฝดชายของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว และไม่รู้ไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น และขอให้เขาออกไปเสีย

หลังจากที่ Pardo บอกเธอว่าถ้าเจอเขาให้ติดต่อมายังกรมตำรวจไมอามี่ด้วย แต่น่าประหลาดที่เขาได้ทิ้งสิ่งหนึ่งเอาไว้ในครัวที่พักของเธอ นั่นก็คือกระเป๋าสตางค์ และที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือท้ายรถของเขา มีคนเป็น ๆ ถูกมัดอยู่ด้วย

ไอ้ด้วนแห่งไมอามี่

Pardo เดินทางมายังท่าเรือ เปิดท้ายรถที่ไม่มีร่างของคนอยู่ในนั้นแล้ว ใกล้ ๆ กันนั้นก็เป็นถิ่มของพวกโคลอมเบียที่ใช้ท่าเรือแห่งนี้ในการขนส่งยาเสพติด ซึ่งทางตำรวจไมอามี่เองก็เตรียมที่จะกวาดล้างที่นี่อยู่แล้ว และพวกโคลอมเบียเองก็อ่อนแอลงมากจากการทำสงครามกับพวกรัสเซีย แต่แทนที่ Pardo จะรอเจ้าหน้าที่คนอื่นมาสมทบ เขากลับบุกเดี่ยวเข้าไปวัดกับพวกโคลอมเบียเพียงตัวคนเดียวแทน

หลังจากการฆ่าล้างพวกโคลอมเบียจบลง กองกำลังตำรวจก็มาถึงพอดี ซึ่งพวกเขาก็กล่าวโทษ Pardo ว่าเอาชีวิตของทุกคนมาเสี่ยงเพราะความบ้าคลั่งของเขาเอง แต่เขาก็ไม่สน และท้าให้ไปฟ้องหัวหน้าของเขาเอง หลังจากที่ออกมาจากท่าเรือแล้ว เขาก็มายังที่เกิดเหตุฆาตกรรมอีกแห่งหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของไอ้ด้วนแห่งไมอามี่ หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่าเป็นฆาตกรคนเดียวกันกับที่เคยก่อคดีเอาไว้ เช่นข้อความที่เขียนด้วยเลือด แต่คราวนี้การฆ่าทวีความโหดเหี้ยมมากขึ้นไปอีกขั้น เพราะเครื่องในของเหยื่อถูกควักออกมากองข้างนอกตัวศพ ซึ่งต่างจากคดีเก่าที่ไม่ได้เหี้ยมโหดถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นหน่วยชันสูตรก็ค้นพบร่องรอยหลายอย่างบนตัวเหยื่อเพิ่มเติม เช่นรอยกุญแจมือที่แสดงให้เห็นว่าถูกบังคับพาตัวมา และเหยื่อก็ตายเพราะถูกรัดคอ ก่อนที่จถูกผ่าท้อง นอกจากนั้นกระเป๋าสตางค์ของเหยื่อก็หายไปด้วย

หรือ Pardo จะเป็นไอ้ด้วนแห่งไมอามี่กันนะ?

เป็นต่อ

การกวาดล้างพวกโคลอมเบียของ Pardo ที่ท่าเรือนั้นทำให้พวกมันอ่อนกำลังลงมาก และทำให้แก๊งมาเฟียรัสเซียเป็นต่อในสงครามระหว่างแก๊ง ในวันที่ 14 ธันวาคม 1991 Pardo เข้าไปหา Son หรือหัวหน้าแก๊งมาเฟียรัสเซียเพื่อขอสอบถามข้อมูลบางอย่างจากเขา แต่ลูกน้องที่เฝ้าบริษัทอยู่บอกว่าเจ้านายของพวกเขาไม่อยู่และขอให้เขากลับไป ซึ่ง Pardo ก็บอกว่าเขาจะกลับมาหาหัวหน้าของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งเร็ว ๆ นี้ แต่อันที่จริงแล้ว Son ไม่ได้ไปไหน เขาอยู่ข้างในและกำลังซ้อมพวกโคลอมเบียอย่างเมามัน พร้อมประกาศกร้าวว่าจะจบเรื่องราวของการต่อสู้ในครั้งนี้ให้จงได้

หลังจากเตรียมตัวพร้อม Son ก็พาพรรคพวกที่เหลือบุกเข้าไปในรังใหญ่ของพวกโคลอมเบีย เมื่อ Son บุกเขาไปถึงด้านในสุดก็พบกับหัวหน้าแก๊งโคลอมเบียที่อยู่กับลูกน้องอาวุธครบมือ แม้จะถูกขู่ว่ายังไงก็ตายแต่ Son ก็ไม่เกรงกลัว และจบชีวิตพวกโคลอมเบียทั้งหมดจากกองกำลังที่เข้ามาซุ่มโจมตี

เมื่อไม่มีพวกโคลอมเบียกวนใจ Son ก็ได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของผู้มีอิทธิพลในไมอามี่ ไม่มีแก๊งไหนใหญ่เกินกว่าเขาอีกต่อไป…

ไม่กี่วันต่อมา Evan กำลังรวมข้อมูลพิมพ์งานอยู่ลำพัง บ้านเงียบเหงาลงไปมาก และสิ่งของหลายอย่างในบ้านถูกย้ายออกไป แม้กระทั่งห้องของลูกของเขา Sharon ภรรยาของเขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแก่ครอบครัว เธอพาลูกย้ายออกจากบ้าน เพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า ปล่อยให้ Evan ได้ทำตามความฝันที่ต้องการ นั่นก็คือการเขียนหนังสือ

ในตอนนั้นเองได้มีโทรศัพท์โทรหาเขา ซึ่งคนที่โทรมาก็คือ Richter อดีตผู้ปฎิบัติการของ 50 Blessings ที่หลบหนีออกจากคุกไปได้ เขามีข้อมูลที่ Evan ต้องการ แต่ก็ขอแลกกับตั๋วเครื่องบินไว้ให้เขาหลบหนี Evan ตอบตกลงและหวังว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการเสียที

Richter เล่าเรื่องทั้งหมดทางโทรศัพท์ให้กับ Evan ฟัง ทั้งเรื่องแม่ สัญลักษณ์ประหลาด ข้อความทางโทรศัพท์ การฆ่า ถูกจับกุม และการหลบหนี ทุกอย่างที่ Evan ต้องการเพื่อให้เรื่องราวในหนังสือสมบรูณ์ ข้อมูลต่าง ๆ จาก Richter หลั่งไหลมาเขาอย่างมากมาย ซึ่ง Richter ได้บอกกับ Evan ว่า หลังจากหนีมาได้ เขาก็กบดานอยู่ที่ฮาวาย และตั๋วเครื่องบินที่เขาขอไปนั้นไม่ใช่เพื่อเขา แต่เป็นของแม่ Rosa คนที่เฝ้ารอเขาอยู่บ้านอย่างมีความหวัง ซึ่ง Richter ก็เป็นห่วงแม่มากและอยากกลับมาดูแลเธออีกครั้งหนึ่ง

หลังจากขอบคุณ Richter และวางสายไป เขาได้เห็นจดหมายฉบับหนึ่งหลบมุมอยู่ตรงกองข้อมูลที่ได้มา ซึ่งเป็นจดหมายของภรรยาของเขา Sharon เนื้อความในจดหมายเป็นการตัดพ้อว่าเขาควรให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าเรื่องงาน และยังคงเป็นห่วงเป็นใยเขาเสมอ และขอให้โทรหาเธอเมื่ออ่านจดหมายฉบับนี้จนจบ

ถึงตรงนี้ Evan ก็ได้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ชายสวมหน้ากากเตือนนั้นคืออะไร Evan ไม่สามารถจับปลาสองมือ เหนี่ยวรั้งทั้งสองสิ่งเอาไว้ได้ เขาต้องเลือกว่าระหว่างครอบครัวกับงานเขียน เขาจะเลือกอะไร ระหว่างเดินไปที่เครื่องพิมพ์ดีด ทำงานของเขาต่อ หรือโทรหาภรรยาและลูก กลับมาสานสัมพันธ์อันดีต่อกัน

จุดนี้อยู่ที่คุณเลือก…

รนหาที่ตาย

20 ธันวาคม 1991 Mark ได้เดินทางไปยังจุดนัดพบพร้อมกับหน้ากากอันใหม่ ซึ่งเป็นหน้ากากไก่โต้งแบบเดียวกันกับของ Jacket ไอดอลของพวกเขานั่นเอง ทุกคนล้วนหยิบหน้ากากขึ้นมาสวม แต่ปรากฏว่าทุกคนต่างมีท่าทางที่แปลกไป และพูดคำพูดบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ ทั้งการนัดพบบนดาดฟ้า และการปฏิบัติการอื่น ๆ อีกมากมาย

ทันใดนั้นก็มีโทรศัพท์โทรหาพวกเขา แต่ไม่มีเครื่องไหนที่ดัง ซึ่งปรากฏว่าเป็นของ Ash ที่ขโมยโทรศัพท์มาจาก Henchman ที่ถูกพวกเขาฆ่าไป ปลายสายเป็นชายสำเนียงรัสเซียที่พูดถึงงานปาร์ตี้ที่กำลังจะจัดขึ้นในสถานที่ใหม่ ซึ่งคนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครอื่น Son นั่นเอง โดยเขาเรียกทุกคนมาฉลองกันเนื่องในโอกาสที่สามารถจัดการกับพวกโคลอมเบียได้สำเร็จ แต่ Ash ก็ไม่ได้พูดอะไรจนสายตัดไปเอง Son ที่อยู่ทางปลายสายโมโหมากที่ไม่มีคนพูดตอบหาเขา จึงระบายอารมณ์ด้วยการอัดยาตัวใหม่จากรัสเซียเข้าไปอย่างมากมายแทน

อย่างไรเสีย นี่ก็คือสิ่งที่ The Fans ต้องการ โทรศัพท์นัดพบให้ไปจัดการกับพวกรัสเซีย นี่เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เจริญรอยตามไอดอลของพวกเขา Ash ที่เก็บอาการไว้ไม่อยู่รีบเรียกทุกคนขึ้นรถไปทันที

ที่อยู่ที่ Son บอกไปตามสายก็คือรังของพวกมาเฟียรัสเซียจริง ๆ Ash ใช้ความสามารถในการแฮคเปิดประตูไฟฟ้าได้สำเร็จ และในขณะที่ทุกคนกำลังแยกตัวไปฆ่าพวกมาเฟียนั้น Mark กลับหยุดชะงักและบอกทุกคนว่าควรหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะเขายังหลอนถึงสิ่งที่เพื่อน ๆ คนอื่นพูดในระหว่างใส่หน้ากาก จึงแนะนำคนอื่น ๆ ให้หาทางหนีกันเอาไว้ก่อน และแต่ละคนก็แยกตัวกันไป และ The Fans แต่ละคนไล่ฆ่าพวกรัสเซียอย่างบ้าคลั่งในแต่ละชั้น ซึ่งเหมือนจะราบรื่น แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้ไปเจอกับสิ่งที่คาดไม่ถึง Son ที่กำลังเมายาตัวใหม่อย่างหนัก เห็นภาพหลอนอย่างรุนแรง ไล่ฆ่าทุกคนในตึกอย่างบ้าคลั่งแม้แต่พวกของตัวเอง เขาเห็นภาพหลอนของ The Fans แต่ละคนเป็นสัตว์ตามหน้ากากที่พวกเขาสวมใส่ และ The Fans แต่ละคนต้องพบจุดจบอย่างคาดไม่ถึง…

Alex กับ Ash ขึ้นมาจนถึงดาดฟ้า แต่ก็ไม่พบใครเลย ทุกคนไม่ยอมตอบวิทยุ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนของพวกเขาถูก Son ฆ่าตายไปแล้ว และยังไม่ทันที่จะพูดจบ Son ก็ปรากฏตัวมายิง Ash ที่หัวจนถึงแก่ชีวิต และยังไม่ทันที่ Alex จะได้ทำอะไรต่อ เธอก็ถูกยิงตายตามฝาแฝดของเธอแทบจะทันที…

ในห้วงอารมณ์ที่เมาอย่างที่สุด Son เห็นประตูสวรรค์กำลังส่องแสงอยู่ และไม่รอช้า เขาก็เดินตรงไปที่นั่นทันที และนั่นก็เป็นจุดจบของเขาเช่นกัน เขาตกตึกลงมาตายโดยที่คิดว่าตัวเองได้พุ่งไปสู่สวรรค์แล้ว ปิดฉากการดำเนินการของพวกมาเฟียรัสเซียเพียงแค่นี้

หลังจากเกิดเรื่องไม่นาน ตำรวจก็มาถึง และออกคนหาผู้รอดชีวิตในตึกทันที ซึ่ง Pardo ก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน และเขาก็เจอผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวคือ Tony ที่ลากร่างไร้วิญญาณของเพื่อนมาซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ และรอให้หน่วย SWAT มาจับเขา แต่ Pardo ก็เล็งปืนมาที่ Tony แม้จะร้องขอชีวิตแล้วก็ตาม แต่ Pardo ก็ยังคงฆ่าเขาอย่างเลือดเย็นด้วยปืนในมือ และออกไปแก้ตัวกับเจ้าหน้าที่คนอื่นด้านนอกว่าเขากำลังถูกทำร้ายจึงยิงปืนป้องกันตัว Pardo ทำเช่นนี้ก็เพื่อพิสูจน์ว่าชื่อเสียงของ The Fans นั้นไม่มีค่าอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เมื่อการฆ่าเสร็จสิ้น Pardo ก็จากไป

ไอ้ด้วนร้อนตัว

ไม่กี่วันถัดมา Pardo ยังคงตามสืบคดีฆาตกรรมของไอ้ด้วนแห่งไมอามี่อยู่เช่นเคย การฆ่าของมันทวีความโหดร้ายมากขึ้น สภาพของเหยื่อในครั้งนี้เละยิ่งกว่าทุกครั้งจนแทบระบุตัวตนไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ชันสูตรก็พบร่องรอยบางอย่างแล้ว และกำลังค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุ ซึ่ง Pardo ก็หวังว่าเจออะไรเพิ่มเติม เพราะหัวหน้ากำลังจะกินหัวเขาอยู่แล้ว และ Pardo ก็ขอแยกตัวกลับบ้านเพราะค่อนข้างเหนื่อยล้า

หลังจากกลับมานอนที่บ้าน (ที่ในครัวมีหนังสือพิมพ์ลงข่าวการล่มสลายของแก๊งมาเฟียรัสเซียเพราะผู้นำเสียชีวิต และจะมีการประชุมระหว่างรัฐบาลผสมอเมริการัสเซียในเร็ว ๆ นี้เพื่อหารือแก้ปัญหาร่วมกัน) เมื่อเข้านอนไปได้ไม่ทันไร Pardo ก็ฝันว่ากำลังหาของชิ้นหนึ่ง และหาไม่เจอเสียที ท่าทางเขาร้อนรนมากเพราะน่าจะเป็นของสำคัญ เมื่อรื้อจนทั่วทั้งบ้านก็ยังหาไม่เจอ เขาจึงตัดสินใจกลับไปยังที่เกิดเหตุของคดีไอ้ด้วนแห่งไมอามี่ เพื่อค้นหาของที่เขาทำหายไป

จนในที่สุดเขาก็เจอปืนของเขาอยู่บนโต๊ะในที่เกิดเหตุ แต่โล่งใจได้ไม่ทันไร เขาก็เจอกับคนแปลก ๆ ที่หน้าตาเหมือนหุ่นกระบอกนั่งอยู่ คนแปลกหน้าคนนั้นไม่ได้พูดอะไรนอกจากบอกกับ Pardo ว่า ฆาตกรมักจะกลับมายังที่เกิดเหตุเสมอ และยังพูดประโยคปริศนาเอาไว้ให้งงอีกว่า เขากับ Pardo นั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่น จะเรียกว่าเป็นลูกชายร่วมสายเลือดเลยก็ได้ เพราะ Pardo เป็นคนสร้างเขาขึ้นมาเอง

Pardo ที่ดูจะไม่เข้าใจอะไรขึ้นมาเลยได้แต่ร้องขออาวุธของเขาคืน แต่ชายหน้าหุ่นกระบอกกลับขอให้กอดเขาก่อน แต่กลายเป็นว่ามันได้พุ่งเข้ามาบีบคอของ Pardo แทน

จากคำพูดของเจ้าหุ่นกระบอกนี้ทำให้เราได้รู้ว่า Pardo ก็คือไอ้ด้วนแห่งไมอามี่ ที่ออกฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม และเจ้าหุ่นกระบอกตัวนี้คือแรงผลักดันที่อยู่ลึกลงไปในใจที่ทำให้เขาออกไปฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง Pardo พยายามกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด และในที่สุดก็สามารถผลักเจ้าหุ่นออกไปได้สำเร็จ

จากตรงจุดนี้ Pardo รู้ทันทีว่าภัยได้มาถึงตัวแล้ว เพราะเขาทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้ในที่เกิดเหตุก็คือปลอกกระสุนปืน ซึ่งถ้าตรวจสอบดี ๆ จะสามารถตามรอยมาถึงปืนประจำตัวของเขาได้ และห้วงความความฝันนั้นทำให้เขาจินตนาการบรรเจิดเตลิดไปว่า ถ้าหากเขาถูกสืบรู้ตัวตนของเขาแล้วจะเป็นอย่างไร โดยเขาจะถูกตามล่าจากตำรวจทั้งสถานี ซึ่งมันจบลงที่เขาถูกตำรวจยิงจนจมกองเลือดนั่นเอง

Pardo สะดุ้งตื่นจากโทรศัพท์โทรหาเขา ซึ่งโทรมาจากสถานีตำรวจ ขอให้เขาไปที่นั่นทันทีเพราะมีเรื่องด่วน แต่ Pardo ก็ไม่ได้ไป เขาหวาดกลัวและระแวงสุดขีด ว่าตำรวจที่เหลือนั้นรู้แล้วว่าเขาทำอะไรลงไป เขารีบวางสายและปิดขังตัวเองอยู่ในห้อง รอคอยรับมือกับภัยที่กำลังมาถึงตัวในไม่ช้า

แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาไม่ทันได้รู้ว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

หายนะ

28 ธันวาคม 1991 วันที่โลกต้องจดจำไปตลอดกาลได้มาถึง…

Richter ได้พบกับแม่ของเขาในที่สุด Evan ทำตามสัญญา ส่งตั๋วเครื่องบินให้แม่ของเขาเดินทางมาที่ฮาวายเพื่อมาพบเขาได้สำเร็จ ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข โดยในระหว่างที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่นั้น(ซึ่งกำลังฉายการสัมภาษณ์ Evan เกี่ยวกับหนังสือที่จะวางขายในอนาคต หรือการสัมภาษณ์ Martin Brown เกี่ยวกับภาพยนตร์ Midnight Animal ตามแต่ที่ผู้เล่นเลือก) จู่ ๆ สัญญาณภาพก็ตัดเข้าสู่รายการข่าวด่วนทันที

ข่าวรายงานว่า เกิดการลอบสังหารประธานาธิบดีของอเมริกาที่ทำเนียบขาว การประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลผสมของทั้งสองประเทศถูกขัดขวางโดยกลุ่มคนที่มีอาวุธครบมือ ที่นำโดยบุคคลที่เชื่อว่าคือนายพลของสหรัฐอเมริกา ผลจากการรัฐประหารในครั้งนี้ทำให้ประธานาธิบดีของรัสเซียเสียชีวิตไปด้วยเช่นกัน…

นี่คือแผนการสุดท้ายของ 50 Blessings ที่ภารโรงทั้งสองเคยพูดกับ Biker ในปี 1989 ซึ่งเพื่อนผู้ทรงอำนาจที่พวกเขาพูดถึงก็คือนายพลผู้ก่อรัฐประหารนั่นเอง พวกเขาจัดการควบคุมทุกอย่างในประเทศทั้งรัฐบาลเพื่อสร้างกองกำลังต่อต้านพวกรัสเซียขึ้นมา และการประกาศข่าวก็จบลงที่เหตุการณ์นี้คือการจุดชนวนสงครามระหว่างอเมริกาและรัสเซียขึ้นมา และจะได้รับผลกระทบอย่างที่สุดตามมาทันที

หลังจากที่ Richter ปิดโทรทัศน์ แม่ของเขาก็นำหน้ากากไก่โต้งมาสวม Richard มาหาเขาเป็นคนสุดท้าย เพื่อบอกสิ่งที่สำคัญมากแก่เขา

Richter ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่อย่างสบายใจมาพักใหญ่ ๆ รู้ว่าจุดจบได้มาหาเขาแล้ว ซึ่ง Richard ก็ได้บอกแก่เขาว่าเวลาแห่งความสุขนั้นไม่ได้อยู่กับเขานานนัก และทุกสิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่คาดไว้ Richter ก็รู้ว่าทุกอย่างกำลังจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ เขาไม่ได้หวาดกลัวหรือเสียใจใด ๆ แต่ยอมรับมันอย่างเต็มใจ พร้อมกับถาม Richard กลับไป

“ฉันเหลือเวลาอีกเท่าไหร่?”

“เวลา? นายมีไม่มากนักหรอก ไม่สิ พูดให้ถูกคือ ไม่มีเวลาแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่มี”

“ฉันทำอะไรไม่ได้เลยสินะ?”

“ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ.

“…”

“ไม่ต้องฝืนแล้วสินะ”

“….”

“การจากโลกนี้ไปมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ได้ยินมาหรอกนะ”

สิ้นประโยคของ Richard แสงสว่างวาบใหญ่ก็พุ่งตรงมาหาพวกเขา ทั้ง Richter แม่ของเขา Evan Pardo ทุกคนที่ยังรอดชีวิต ต่างถูกระเบิดนิวเคลียร์ล้างจนดับดิ้น เป็นผลมาจากการโต้ตอบที่อเมริกาก่อเรื่องสังหารประธานาธิบดีรัสเซีย

อเมริกาล่มสลาย ไม่ว่าจะพื้นที่ใดล้วนถูกระเบิดนิวเคลียร์ยิงถล่มจนไม่เหลือซาก ไม่มีใครหนีรอดไปได้ แผนการของ 50 Blessings สำเร็จตามที่วางไว้ เพียงแต่ผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ และนี่คือจุดจบของซีรีส์ Hotline Miami ที่หลายคนคาดไม่ถึง…

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close