สรุปเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ใน Hotline Miami 1 & 2 ตอนที่ 4: ตามล่าความจริง

ในขณะที่ผลกระทบต่าง ๆ เริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังคงมีคนบางคนที่ยังค้นหาความจริงด้วยตัวคนเดียว แม้จะมีอันตรายมากมายแค่ไหนก็ตาม โดยในวันนี้เราจะพูดถึงเขากัน และเนื้อเรื่องของ Hotline Miami ในตอนนี้ก็เริ่มเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น มาติดตามกันว่าจุดจบของเรื่องนี้จะไปสุดตรงที่ไหนครับ

กลับตาลปัด

กลับมาที่การพิจารณาคดีของ Jacket ที่ยังคงดำเนินต่อไป ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1991โดยในการพิจารณาคดีครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธรณชนทั่วไป ซึ่งก็มีบางคนมาร่วมประท้วงพวกรัสเซียและสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ  โดยเนื้อหาในการว่าความในศาลได้ระบุว่าไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันใด ๆ ที่บ่งบอกว่าจำเลยหรือ Jacket ได้รับโทรศัพท์ลึกลับเป็นคำสั่งให้ฆ่าพวกมาเฟียรัสเซียในพื้นที่ต่าง ๆ รวมไปถึงเทปบันทึกเสียงที่อยู่ในโทรศัพท์ก็สูญหาย รวมไปถึงร่องรอยในการโทรนั้นก็มาจากไนต์คลับของพวกรัสเซีย หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้มาว่าผู้บงการคือพวกมาเฟียรัสเซียที่ขัดผลประโยชน์กันเอง และ Jacket ก็เป็นผู้ที่รับคำสั่งมาจากมาเฟียรัสเซียคนนั้นอีกที

ในห้องพิจารณาคดี Evan Wright นักข่าวและนักเขียนคนเดียวกับที่ Jacket ได้พบที่ฮาวาย ได้เข้าร่วมมาฟังพร้อมจดบันทึกทุกอย่างไปด้วย เขาได้ออกจากการเป็นนักข่าวและพยายามค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 1989 ด้วยตัวคนเดียว และเตรียมข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือเปิดเผยความจริงในเรื่องนี้ และในการพิจารณาคดีครั้งนี้ทำให้เขาเกิดคำถามสงสัยขึ้นมาข้อหนึ่งว่า ทำไมพวกมาเฟียรัสเซียถึงต้องว่าจ้างให้ Jacket ออกไปฆ่าพวกเดียวกันด้วย ?

ด้วยความสงสัยนี้และเพื่อเก็บข้อมูลให้กับหนังสือของตน Evan จึงตัดสินใจที่จะหาข้อมูลกับคนในก็คือพวกรัสเซีย เขาได้โทรหา Pardo สายตำรวจเลือดร้อนที่สถานีตำรวจไมอามี่เพื่อข้อมูลที่ว่านี้ แม้ในตอนแรก Pardo จะปฏิเสธ แต่ Evan ก็ขอร้องให้เขาช่วยเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยเหลือกันมาก่อน เมื่อไม่มีทางเลือก Pardo จึงให้ข้อมูลและที่อยู่เกี่ยวกับสมาชิกของพวกมาเฟียรัสเซียที่ชื่อว่า Petrov ไป เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วเขาจึงไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังที่หมายทันที

คำตอบที่ไม่คาดคิด

เมื่อไปถึงที่หมาย ยามเฝ้าประตูไม่ยอมให้ Evan ผ่านเข้าไปเพื่อคุยกับ Petrov ด้วยความโมโหเขาจึงพลั้งมือฆ่ายามดวงซวยคนนั้นจนตายด้วยมือเปล่า Evan ตกใจมากและตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่กลายเป็นว่าพวกรัสเซียจะเข้ามาฆ่าเขาแทน ด้วยความที่ไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดอีก Evan จึงป้องกันตัวด้วยการโจมตีพวกมาเฟียให้หมดสติไปเท่านั้น พร้อมกับปลดอาวุธและกระสุนทั้งหมดทึ้งเพื่อไม่ให้เผลอใช้มันฆ่าคน

ไม่ว่าจะผ่านเข้ามาอย่างสันติหรือโหดเหี้ยม เขาก็จะได้เจอกับ Petrov ในห้องซาวน่าในที่สุด หลังจากแนะนำตัวอย่างเร่งรีบเขาก็รีบถาม Petrov ทันทีเกี่ยวกับเรื่องของนักฆ่าสวมหน้ากากสัตว์ หวังให้เขาตอบคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจ ซึ่ง Patrov เองก็ทึ่งมากที่ Evan ยอมเสี่ยงตายขึ้นมาหาเขาเพื่อข้อมูลชิ้นนี้ และยอมตอบคำถามแก่เขาสองข้อ โดยข้อแรกคือเขาไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากพวกศาลเตี้ยฆ่าล้างมาเฟียอย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างมันดูเป็นระบบมากเกินไป แต่ละจุดที่พวกมาเฟียถูกฆ่านั้นล้วนเป็นจุดที่มีความสำคัญกับธุรกิจของพวกเขาทั้งสิ้น และข้อสองคือสาเหตุที่พวกศาลเตี้ยเพ่งเล็งไปยังกลุ่มมาเฟียรัสเซียโดยเฉพาะนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่องค์กรของเขากำลังจะย่อยยับและหายไปจากระบบ อาจเป็นเพราะพวกมันต้องการกำจัดพวกเขาที่เป็นมาเฟียรัสเซียก็เป็นไปได้ และไม่ใช่ฝีมือของพวกกระจอก เพราะพวกมันทำงานอย่างเป็นมืออาชีพและฝึกมาเป็นอย่างดี แม้จะถูกทรมานแค่ไหนก็ไม่ปริปากพูดสักคำ แต่ก่อนที่ Evan จะได้ถามอะไรเพิ่ม Petrov ก็ไล่เขาออกมาเสียก่อน

หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย Evan ก็ได้มาพบกับ Pardo เพื่อเลี้ยงเหล้าเป็นการตอบแทนในเรื่องของข้อมูลที่ได้มา ซึ่ง Pardo ก็ตกใจไม่น้อยที่ Evan จะบ้าบิ่นไปหา Patrov จริง ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ Evan โมโหเขามาก แต่ก่อนที่จะมีเรื่องราวกัน Pardo ก็แนะนำให้ Evan ลองเขียนเรื่องของ “ไอ้ด้วนแห่งไมอามี่” ดูเพราะมันเป็นคดีซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าเรื่องนี้ พร้อมกับให้เหตุผลว่า ผู้คนน่าจะลืมเลือนเรื่องของฆาตกรสวมหน้ากากกันไปแล้วหลังหนังสือออกวางขาย แต่ Evan ก็ไม่ยอมพร้อมกับบอกว่า Pardo ยังติดหนี้ของเขาอยู่ แต่ Pardo ก็แย้งว่าข้อมูลที่เขาให้ไปนั้นเสี่ยงต่อการที่เขาจะถูกไล่ออกมาก แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ เขาก็นิ่งเงียบไป ก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน

ราคาที่ต้องแลก

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1991 Evan ตื่นขึ้นมาในบ้านคนเดียว โดยภรรยาและลูกได้ออกไปข้างนอกกันก่อนแล้วพร้อมกับทำอาหารเช้าไว้ให้พร้อมกับวางจดหมายที่เขียนถึงเขาเอาไว้ เขาไม่ได้ทานแต่ตรงไปยังสมุดรวมข่าวที่ตัดเก็บไว้ โดยเป็นข่าวของไอ้ด้วนแห่งไมอามี่ (Miami Mutilator) ที่ฆาตกรรมเหยื่อไปแล้วถึงห้ารายด้วยกัน แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อ เขาก็เห็นว่ามีคนโทรมาฝากข้อความเอาไว้ ว่าเห็นโฆษณาที่ Evan ลงไว้ในหนังสือพิมพ์ ว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรสวมหน้ากากสัตว์เป็นจำนวน $200 โดยเขาได้นัดพบ Evan ที่บาร์เหล้า และจะรอเขาอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน แต่ก่อนหน้านั้นก็มีคนที่อยากพบเขาก่อน…

ในระหว่างทางบนรถไฟ ขายจรจัดท่าทางเอาเรื่องคนหนึ่งตรงเข้ามาหา Evan พร้อมขอเงิน เขาไม่ได้คิดอะไรก็กำลังยื่นเงินไปให้ ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป ชายจรจัดคนนั้นได้สวมหน้ากากไก่โต้ง แล้วกลายเป็น Richard พร้อมดูแคลน Evan ต่อหน้าเขา

“ใครมันจะไปอยากได้เงินสกปรกของแกล่ะ ?”

ท่ามกลางความสับสน Richard ถอดหน้ากากออก แล้วเปลี่ยนหน้าตาเป็น Sharon ภรรยาของ Evan ออกมากล่อมเขาให้เลิกเส้นทางการเป็นนักเขียน แล้วหางานที่มั่นคงกว่านี้ทำเสีย เพื่ออนาคตของลูก และขู่เขาว่าเธอจะพาลูกหนีไปจากเขา เพื่ออนาคตที่ดีกว่า เขาพยายามต่อรองเธอ ว่าหนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนอนาคตพวกเขา เพียงแต่เขาต้องการเวลามากกว่านี้ แต่ด้วยความหมกมุ่นของเขาที่ทำทุกอย่างเพื่อผลงานหนังสือ ทำให้เขาละเลยและทำลายครอบครัวของตัวเองลงอย่างช้า ๆ แต่ Evan ก็เชื่อว่าหนังสือที่เขาเขียนจะสามารถช่วยครอบครัวไว้ได้ ซึ่งการสนทนานี้ขัดกับความรักหวานชื่นที่ภรรยาของเขาเขียนลงในจดหมายอย่างสิ้นเชิง Richard ใส่หน้ากากกลับไป พร้อมกับเตือนเขาว่า เวลานั้นไม่เหลืออีกแล้ว และให้ลำดับความสำคัญให้ดี ๆ ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรอีก ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม พร้อมคำสบถของชายจรจัดที่ไม่ยอมรับเงินของ Evan

หลังจากผ่านพวกแก๊งที่ยึดสถานีรถไฟมาได้ เขาก็มุ่งหน้าไปที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านของ Richter และคนที่อยู่ที่บ้านก็คือ Rosa แม่ของเขาที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น Evan ได้สอบถามเธอเกี่ยวกับเรื่องของบุตรชาย ว่า Richter มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฆาตกรรมในปี 1989 บ้าง ซึ่งเธอก็ไม่ทราบและไม่รู้ว่าลูกชายไปเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร และในระหว่างการไปเยี่ยมที่เรือนจำ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แต่ก็สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ของลูกชายเธอในช่วงนั้นบ้าง เช่นจู่ ๆ ออกไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เธอไม่รู้จักมาก่อน และเรื่องนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ เพราะเธอกลัวว่าลูกชายจะโกรธเธอเพราะเป็นห่วงเขามากเกินไป สุดท้าย Evan ถามเธอว่า หลังจากที่ Richter หลบหนีไป เขาได้ติดต่อหาเธอหรือไม่ ซึ่งเธอก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบในเรื่องนี้แก่เขา แต่ก็มอบเบอร์โทรศัพท์ที่ลูกชายโทรไปให้แก่ Evan เผื่อจะได้เบาะแสเพิ่มเติม พร้อมกันนี้ Evan ก็ลองตรวจสอบพื้นที่รอบ ๆ บ้านไปด้วย โดยเขาได้สำรวจในห้องของ Richter และได้พบกับเทปบันทึกเสียงที่บันทึกไว้ในเดือนมีนาคมปี 1989 ลงวันที่ในแต่ละวันไว้พร้อม ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Evan ต้องการมากที่สุด หลังจากที่ได้ของที่ต้องการแล้ว Evan ก็รีบจากมาทันที

ไม่เหลือเค้าเดิม

ก่อนกลับบ้าน Evan ก็ได้แวะมาที่บาร์เหล้าตามที่มีคนฝากข้อความไว้ทางโทรศัพท์ และก็พบกับชายผมสีฟ้าคนหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์เหล้า ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น Biker นั่นเอง

Biker ในตอนนี้มีสภาพที่แตกต่างจากเดิมมาก ทั้งความโทรมของร่างกาย ดวงตาแดงก่ำ และแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้า แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างเขากับ Jacket ในปี 1989 นั้นไม่ได้จบลงดี ๆ แบบที่เขาเคยจำได้เท่าไหร่นัก เขาได้เริ่มเล่าเรื่องวีรกรรมของเขาในอดีตที่ผ่านมา ทั้งการเข้าปะทะกับพวกรัสเซีย การเข้าร่วมกับ 50 Blessings ที่เขาบอกว่าเป็นพวก “คลั่งชาติสุดงี่เง่า” และข้อความแปลก ๆ ทางโทรศัพท์ที่สั่งการพวกเขา ซึ่ง Evan ไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยและถามขัดคอเขาเป็นพัก ๆ แต่ Biker ก็เล่าต่อว่าเขาได้รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการก่อการในครั้งนี้ แต่น่าเสียดายที่เขาจำแผนการแบบชัด ๆ ไม่ได้ นอกจากใจความสำคัญที่ว่า มีบางอย่างที่ใหญ่มากอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่เขาหนีไปซ่อน Biker ก็ได้พบกับ “เขา” การพบกับเขาในครั้งนั้นทำให้ Biker หมดอาลัยตายอยาก และไม่อยากสู้อีกต่อไป ได้แต่ซ่อนตัวอยู่กลางทะเลทรายอย่างคนขี้ขลาดตั้งแต่นั้น

Evan ถามเขาต่อเกี่ยวกับเรื่องที่ใครกันแน่ที่ใช้โทรศัพท์สั่งการคนเหล่านี้ ซึ่ง Biker เองก็ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้เหมือนกัน ความทรงจำของเขาหลายอย่างเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยอาการติดเหล้าอย่างหนัก หรือความจริงที่แท้ก็อาจเป็นไปได้ว่า Biker อาจไม่เคยแกะรหัสในคอมพิวเตอร์ของภารโรงทั้งสองนั้นได้เลยก็เป็นได้

หลังจากที่เล่าทุกอย่างจนจบ Biker ก็ทวงเงินรางวัลทันที แต่ด้วยท่าทางที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมกับอาการติดเหล้าของเขา ทำให้ Evan ไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่เขาเล่าแม้แต่น้อย พร้อมกับบอกว่า เรื่องที่เขาเล่านั้นขาดน้ำหนักโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ Biker จึงไล่ Evan ไปเสีย เขาจากไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าชายคนที่เพิ่งเล่าเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดให้เขาฟังนั้น คือคนที่เคยรับรู้แผนการเบื้องหลังทั้งหมดขององค์กรลับ 50 Blessings มาแล้ว และคิดเพียงแค่ว่าที่ได้ฟังมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่เรื่องแต่งแลกค่าเหล้าเท่านั้นเอง…

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close