สรุปเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ใน Hotline Miami 1 & 2 ตอนที่ 3: ผลกระทบเริ่มก่อตัว

มาต่อกันที่ตอนที่ 3 กับเรื่องราวของ Hotline Miami ที่ถึงแม้องค์กรมาเฟียจะล่มสลายไปแล้ว แต่ทุกอย่างนั้นไม่ได้จบลงไปด้วย กลับกัน หลาย ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นมาและเตรียมนำไปสู่จุดจบที่หลายคนคาดไม่ถึงในตอนท้าย จะเป็นอย่างไรติดตามอ่านกันได้เลย

นั่งไม่ติดเก้าอี้

การสังหารหมู่พวกมาเฟียรัสเซียในปี 1989 ที่ไมอามี่นั้นสร้างความอกสั่นขวัญหายให้กับพวกมันเป็นอย่างมาก ทั้งอาวุธถูกปล้น โรงงานผลิตยาก็ถูกทำลาย เส้นสายทางการเมืองก็ถูกฆ่า แถมหัวหน้าใหญ่ก็มาตายอีก ทุกอย่างถูกตัดเรียบจนแทบไม่เหลืออะไร เป็นผลกระทบที่ใหญ่หลวงมากของเหล่ามาเฟียรัสเซีย และทำให้แก็งรัสเซียถูกแก็งค้ายาจากโคลอมเบียปราบปรามได้โดยง่ายจากจำนวนที่มากกว่า แต่ก็ยังมีผู้รอดชีวิตบางส่วนที่ไม่ถูกลูกหลงจากการสังหารหมู่ในปี 1989 แต่ก็เป็นจำนวนที่น้อยลงมาก

Jacket ถูกตำรวจจับกุมตัวหลังจากก่อเหตุสังหารเหล่ามาเฟียรัสเซียในคฤหาสน์หลังใหญ่ได้ไม่นาน และถูกต้องสงสัยว่าเป้นผู้นำในการสังหารหมู่เหล่ามาเฟียรัสเซียในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้แทบทั้งหมด เขาถูกควบคุมตัว รอการพิจารณาโทษทัณฑ์จากสิ่งที่เขาก่อ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1990 Jacket ได้คุยกับทนายของเขาเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง Richter ที่ยังไม่ตายนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในคอกเยี่ยมญาติ ในวันนั้นที่ Jacket บุกสถานีตำรวจ Jacket ไม่ได้ฆ่า Richter เขาเพียงแค่สลบไป และทำให้อยู่รอดมาได้ในคุกแห่งนี้ โดย Richter ได้พูดคุยกับบุรุษลึกลับคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับภารโรงคนที่เป็นผู้จับตามองเหล่านักฆ่าที่ต้องทำตามคำสั่งของ 50 Blessings เขาได้ทึ้งคำพูดปริศนาเอาไว้ให้กับ Richter ว่าพวกเขาได้มาจัดการมัดปมที่หลวมอยู่ให้แน่นขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า Richter ไม่เข้าใจคำพูดนี้แม้แต่น้อย และพวกเขาก็บอกลา Richter พร้อมกับบอกว่า Richter ได้รับใช้พวกเขาอย่างยอดเยี่ยม

หลังจากงงไปพักใหญ่ Richter ก็กลับเข้าไปในคุก แต่ถูกผู้คุมกันตัวไปที่สนามบาส ที่มีนักโทษหน้าโฉดที่มีรอยสักของ 50 Blessings สักอยู่ที่คอ Richter รู้ตัวดีว่าภัยได้มาเยือนแล้ว จึงหาทางรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น โชคดีที่ได้รับอาวุธมาจากเหล่านักโทษที่โยนมาให้เขาเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะในเวลานี้เรือนจำได้เกิดการจลาจลขนานใหญ่ขึ้น เหล่านักโทษต่างไล่ฆ่าไล่โจมตีเหล่าผู้คุมกันอย่างวุ่นวาย Richter ฉวยโอกาสเปลี่ยนชุดและสวมหน้ากากพรางตัวหลบหนีออกมาจากคุกได้สำเร็จ ทว่า Jacket นั้นไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้นหลังจากเกิดจลาจล ราวกับว่าเขาได้เลิกล้มความตั้งใจที่จะหนีไปสู่โลกภายนอกแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าทุกอย่างได้จบลงไปแล้วนั่นเอง

Midnight Animal

วันเวลาผ่านไป ความไม่พอใจของชาวอเมริกันที่มีต่อพวกรัสเซียเริ่มเพิ่มทวีขึ้น เนื่องจากสื่อต่าง ๆ เริ่มตีข่าวการสมคบคิดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและมาเฟียรัสเซียว่าแอบมีการร่วมมือกันอย่างลับ ๆ ทำให้เหล่าประชาชนที่ไม่ชอบรัสเซียเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเริ่มลุกฮือขึ้นมาต่อต่อต้านกันมากขึ้นเรื่อย ๆ  การประท้วงต่าง ๆ เริ่มลุกลาม จากการประท้วงธรรมดาถูกยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแพร่ขยายไปทั้งอเมริกา

การพิจารณาคดีของ Jacket ถูกเผยแพร่สู่สาธรณชน จนค่ายหนังหยิบเรื่องราวของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ “Midnight Animal” เพราะกระแสเกี่ยวกับเรื่องการสังหารหมู่ในไมอามี่นั้นดังมากจนฉุดไม่อยู่ แต่รายละเอียดของหนังนั้นแตกต่างกันตรงที่ตัวเอกไม่ใช่ Jacket แต่เป็นชายร่างอ้วนสวมหน้ากากหมูที่มีชื่อว่า The Pig Butcher การรับคำสั่งทางโทรศัพท์ก็ถูกแก้กลายเป็นภาพหลอนในจิตใจของฆาตกรแทน และที่สำคัญคือการฆ่าที่ไม่เหมือนในต้นฉบับ มันถูกแก้จากพวกรัสเซียกลายเป็นเด็กวัยรุ่น ซึ่งผู้ที่มารับบทฆาตกรก็คือ Martin Brown ที่สนใจที่จะรับบทนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม และเขาเองก็เป็นดาราหนังที่มีชื่อจากบทที่มีความรุนแรงอยู่แล้ว ทำให้สื่อให้ความสนใจเขาอย่างมาก

วันหนึ่ง Martin ฝันถึงการสัมภาษณ์แก่สื่อครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้มันต่างออกไป เพราะความฝักใฝ่ในความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกในจิตใจของเขานั้นถูกกระตุ้นโดยอะไรบางอย่าง และกระตุ้นให้ภาพฝันของเขานั้นผิดเพี้ยน

และชายผู้สวมหน้ากากไก่โต้ง Richard ก็มาหาเขา ทุกอย่างในภาพฝันเปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยความตาย Richard ถาม Martin ว่ารู้หรือเปล่าว่าจุดจบของ Midnight Animal นั้นเป็นอย่างไร แต่ Martin ก็ไม่ตอบ ซึ่ง Richard ก็ได้ตอบเขาอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง

“จะมีจุดหักมุมใหญ่ที่นายคาดไม่ถึงในตอนจบ เป็นจุดจบที่นายไม่ชอบ อันที่จริง ไม่มีใครชอบเลย นายควรถอนตัวไปก่อนทีจะสายเกินแก้”

แต่ Martin ก็ไม่สนใจ และยืนกรานที่จะลุยต่อ ซึ่ง Richard ก็เข้าใจในทันที ว่า Martin คือผู้ที่ใฝ่หาในความรุนแรงจากก้นบึ้งของหัวใจ

“นายชอบทำให้คนอื่นเจ็บปวดสินะ?”

ไม่ว่า Martin จะอ้างอย่างไร แต่ Richard ก็รู้เหตุผลในใจของเขาแล้ว และในวันต่อมา การสร้างภาพยนตร์ก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงฉากสำคัญ กับการบุกเข้าสู่สถานีตำรวจของ The Pig Butcher ซึ่งตามบทแล้ว Martin จะต้องเข้าไปจัดการกับตัวเอกหญิงในเรื่อง ซึ่งเมื่อเขาเข้าไปแล้วก็ถูกยิงไม่ยั้ง แม้กระทั่งที่กลางศีรษะ..

หลังสิ้นเสียงคัต ทุกคนต่างยินดีที่ฉากนี้ถ่ายออกมาได้ไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนเตรียมตัวออกไปพักและเตรียมพร้อมถ่ายทำฉากต่อไป แต่ Martin ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง ไม่มีใครคาดคิดว่าปืนในมือของนักแสดงสาวจะใส่ลูกจริงเอาไว้ และมันก็ถูกยิงใส่ Martin ไม่ยั้ง จนเขาไม่มีโอกาสได้เห็นหนังเรื่องนี้เข้าโรงอีกต่อไป…

ตำรวจเลือดร้อน

25 ตุลาคม 1991 หลังจากการพิจารณาคดีของ Jacket นายตำรวจคนหนึ่งนาม Manny Pardo ออกมาบ่นกับพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา หลังจากบ่นสัพเพเหระได้สักพักเขาจึงปลีกตัวออกมา แต่ก่อนกลับถึงบ้าน เขากลับแวะที่ร้านค้าแห่งหนึ่งที่กำลังถูกปล้น เขาเข้าไปจัดการฆ่าทุกคนที่อยู่ภายในร้านจนหมด หลังความวุ่นวายจบลง ตำรวจก็เข้ามาล้อมพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ซึ่ง Pardo ก็ได้แสดงตราตำรวจพร้อมอธิบายสถานการณ์ในร้านว่ามีการปล้นเกิดขึ้น ซึ่งเขาควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

นอกจากนั้น Pardo ยังแวะอีกที่หนึ่ง โดยเป็นจุดที่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น สภาพศพของเหยื่อถูกปาดคอจนเลือดไหลหมดตัว และบนพื้นก็ถูกเขียนด้วยเลือดจับใจความได้ว่า

“ฉันบริสุทธิ์ พวกมันบังคับฉันให้ทำ”

ซึ่งนี่เป็นคดีที่ทาง Pardo รับผิดชอบอยู่ และมีแววว่าจะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เพราะมีคดีก่อนหน้านี้ที่มีการลงมือในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นมาแล้ว แต่กระนั้นทุกอย่างก็คงดำมืดไม่มีเบาะแสอะไรให้สืบค้นต่อว่าคนร้ายคือใคร

กลุ่มผู้คลั่งไคล้

31 ตุลาคม 1991 ในงานปาร์ตี้รับเทศกาลฮาโลวีนแห่งหนึ่งในไมอามี่ กลุ่มมิตรสหายกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า The Fan ประกอบไปด้วย Tony(หน้ากากเสือ) Corey(หน้ากากม้าลาย) Mark(หน้ากากหมี) Alex และ Ash Davis(หน้ากากหงส์) กำลังนั่งดื่มกันอย่างเหงา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่จอแจ ซึ่งพวกเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกในฮาวายที่ได้รับรู้วีรกรรมของ Jacket หนึ่งในหน่วยกล้าตาย Ghost Wolves ในฮาวายและชื่นชมเขามาก ซึ่งพวกเขาก็รับรู้ว่า Jacket คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดในไมอามี่ปี 1989 ที่ออกล่าสังหารพวกมาเฟีย และด้วยความคลั่งไคล้ พวกเขาจึงอยากเจริญรอยตามไอดอลของเขา ทั้งการติดตั้งระบบโทรศัพท์ขึ้นในรังของพวกเขา เพื่อหวังให้ 50 Blessings โทรมา พร้อมกับเลือกหน้ากากสัตว์ประจำตัว และหวังว่า 50 Blessings จะโทรหาพวกเขาเพื่อมอบภารกิจให้ทำ แต่ 50 Blessings ได้หยุดการส่งข้อความหาเหล่ามือสังหารของตนตั้งแต่ที่หัวหน้ามาเฟียของพวกรัสเซียถูก Jacket สังหาร และไม่เคยมีข้อความใด ๆ ส่งหาถึงพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และในขณะที่พวกเขากำลังเบื่อหน่ายอยู่นี่เอง Mark ก็เสนอไอเดียว่าคืนนี้พวกเขาควรออกไปทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง ดีกว่าที่จะมานั่งแกร่วแบบนี้ ซึ่งหลายคนต่างก็เห็นด้วย เมื่อตกลงใจกันได้แล้วจึงขึ้นรถตู้ไปออกหาเหยื่อ ซึ่งพวกเขาก็ได้เหยื่อเป็นพวกนักเลงในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า การฆ่าในครั้งนั้นเรียบง่ายและสะอาดหมดจด เพื่อฉลองให้กับความมั่นใจนี้ พวกเขาจึงฉลองกันด้วยการซื้อพิซซ่ามากินกันเพื่อระลึกถึงความสำเร็จในครั้งนี้

แม้การฆ่าในครั้งนี้จะไม่มีอุปสรรค แต่พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่า ปลายทางที่รอคอยพวกเขาคือภัยอันตรายถึงชีวิต เพราะผลจากการเจริญรอยตามไอดอลของพวกเขานั่นเอง…

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close