วิบากกรรมของ Diablo 3 เกมดีที่แฟน ๆ ทั้งรักทั้งเกลียด


Diablo 3 เป็นเกมที่ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านของกราฟิก การนำเสนอและเกมการเล่นในปี 2012 จนกลายเป็นเกมที่ขายดีติดอันดับโลกในตอนนั้น แต่ Diablo 3 ก็ต้องพบเจอกับชะตากรรมต่าง ๆ มากมาย แม้ว่าจะผ่านไป 6 ปีวิบากกรรมของเกม Diablo 3 ยังไม่สิ้นสุด วิบากกรรมของเกมจะมีอะไรบ้างไปติดตามกันในบทความได้เลย

1.ปัญหาในการพัฒนาเกม

หลังจากความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในเกม Diablo 2 พร้อมการออก Expansion ปิดท้ายของเกม  Diablo II: Lord of Destruction ในปี 2001 ทำให้ Blizzard เริ่มพัฒนาเกมตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ซึ่งตามสไตล์ของ Blizzard เกมแต่ละเกมของพวกเขาจะพัฒนาเกมให้ดีที่สุด จนสามารถวางจำหน่ายเกม Diablo 3 ได้ในปี 2011 สาเหตุที่ทำให้เกมพัฒนาช้าเนื่องจากพวกเขาเปลี่ยนทีมพัฒนาหลายครั้ง ทำให้ตัวเกมให้เวลาพัฒนายาวนานถึง 11 ปี อีกทั้งแม้ตัวเกมจะวางจำหน่ายแล้ว แต่ว่าการพัฒนาของพวกเขายังไม่จบลง โดยทีมงาน Diablo 3 ได้พัฒนาต่อจนถึงปี 2017 กับเนื้อหาส่วนเสริมสุดท้าย Diablo III: Rise of the Necromancer ออกมาในปี 2017 ทำให้เกมนี้ใช้เวลาพัฒนารวมนานถึง 16 ปีกันเลยทีเดียว

2.ปัญหาในการเปิดตัวเกม

หลังจากเปิดตัวอย่างแรกของเกมในงาน  Blizzard Worldwide Invitational in 2008 ตัวเกมก็ถูกเหล่าแฟน ๆ ด่าทันทีว่าสไตล์ของเกม Diablo 3 ที่ควรจะเป็นดันเจี้ยนอันแสนมืดมน ได้กลายเป็นธีมสว่างคล้ายเกม World of Warcraft ได้แบบ hack and Slash  ทำให้ทาง Blizzard ต้องกลับไปทำการบ้านยกใหญ่

footage ปี 2008
footage ปี 2011

หลังจากที่ตัวเกมออกมาในปี 2012 ก็ใช่ว่าจะสมบรูณ์เนื่องจากเกมถูกสาวก Diablo กระหน่ำซื้อมากถึง 12 ล้านชุด ทำให้เซิร์ฟเวอร์ของเกมล่มอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ระบบเกมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นระบบ Stat ที่ไม่สามารถอัพได้เองเหมือนภาคที่ผ่านมา แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการอัพเลเวล ระบบ Skill ที่ไม่ได้ใช้การอัพในรูปแบบ Skill Tree เหมือนภาคเก่า ภาคนี้ใช้การปลดล็อกสกิลผ่านเลเวลแทน ระบบ Build ของเกมที่นำไปผูกกับ Set Item แม้ว่าในภาคเก่าระบบ Build ของเกมภาคเก่ายังคงผูกกับ Set Item แต่ก็ยังสร้างความแตกต่างด้วยการอัพสกิลและ Stat ที่ต่างกันในแต่ละผู้เล่น ปิดท้ายด้วยระบบ Auction House ส่งผลเปลี่ยนให้ Diablo เป็นเกมที่เล่นเพื่อการหาไอเทมจนละเลยสิ่งที่เกมเคยเป็น ถึงกระนั้นตัวยังคงได้คะแนนวิจารณ์ที่ดี อีกทั้งยังกลายเป็นเกมขายดีประจำปีอีกด้วย

3.Reaper of Soul การกลับมาที่สายเกินไป

หลังจากยอดผู้เล่นของเกม Diablo 3 ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Jay Wilson ลาออกจากการคุมบังเหียนเกม Diablo 3 ในปี 2013 และได้นำเอา Joshua Mosqueira และ Kevin Martens มาคุมโปรเจ็กต์แทน โดยทั้งคู่ได้ปรับ Diablo ให้เป็นรูปแบบเดิม ที่เน้นความสนุกในการฟาร์มร่วมกันกับผองเพื่อน ด้วยการออก Expansion ใหม่ในชื่อ Diablo III: Reaper of Souls เพิ่มอาชีพใหม่อย่าง Crusader เพิ่มระบบการเล่นใหม่ ๆ ทั้ง Max Level ที่สูงขึ้น โหมดใหม่อย่าง Adventure Mode และปิดระบบ Auction House ถาวร ทำให้ตัวเกมกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง

หนึ่งในไอเทมมูลค่า 6 แสนกว่าบาท หลังจาก Auction House ปิดไปราคาลดลงเหลือ 0 บาท

4. Diablo 3 ยิ่งนาน การอัพเดทยิ่งน้อย

หลังจากการอัพเดท Expansion อย่าง Diablo III: Reaper of Souls ไปเมื่อปี 2014 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตัวเกมได้รับการอัพเดทด้าน Content น้อย ส่วนมากจะเป็นการ Port ตัวเกมไปลงยังเครื่องต่าง ๆ มากกว่าไม่ว่าจะเป็น PS3 , PS4 และ Xbox One ทำให้แฟน ๆ ยิ่งห่างเหินจากตัวเกม แม้ว่าในปลายปี 2017 แม้ว่าทางทีมพัฒนาจะอัพเดทเนื้อหา Diablo III: Rise of the Necromancer แต่ก็ไม่อาจจะตอบสนองแฟน ๆ ได้ มิหนำซ้ำบางคนถึงขั้นเซ็ง เพราะว่า Necromancer เป็นอาชีพที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในภาค 2 แต่ทางทีมงาน Diablo 3 กับนำมาขายแยก หลังจากการอัพเดทเนื้อหานี้ไป ตัวเกมก็ไม่ได้รับการอัพเดทใหญ่อะไรอีกเลย แม้ว่าจะมีข่าวว่าทีมงานพัฒนาเกมอยู่หลายโปรเจ็กต์ แต่ก็ไม่ได้ข่าวคราวเกี่ยวกับ Diablo 4 หรือเนื้อหาใหม่ของเกม Diablo 3 แต่อย่างไร

5. Diablo Immortal ก้าวใหม่ของซีรีส์ที่แฟนเดนตายต่อต้าน

กลายเป็นเรื่องที่พูดกันข้ามคืน สำหรับเกม Diablo Immortal ที่ได้ประกาศออกมาในงาน Blizzcon ปี 2018 ทำเอาแฟนเดนตาย ของซีรีส์ลุกเป็นไฟ เนื่องจากเดิมที Nevalistis หัวหน้าฝ่าย Community ของเกม Diablo 3 ได้กล่าวไว้ในวีดีโอตัวล่าสุดเมื่อเดือนที่เดือนสิงหาคม 2018 ที่ผ่าน ทำให้แฟน ๆ หลายคนต่างถกเถียงว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร บางคนถึงขั้นคาดเดาว่าเป็นเกม Diablo 4 กันเลยทีเดียว

แต่แล้วทาง Blizzard ก็กลับลำด้วยการออกตัวเกม Diablo 3 Eternal Collection สำหรับเครื่อง Nintendo Switch  อีกทั้งสร้างความผิดหวังด้วยการประกาศเกม Diablo Immortal กลางงาน BlizzCon ถึงจะชู่จุดเด่นในเรื่องของเกมการเล่นที่ลื่นไหลบนมือถือและเนื้อเรื่องที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาค 2 แต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ  มิหนำซ้ำยังทำให้หลายคนถึงขั้นโกรธและเซ็งเนื่องจากคาดหวังกับงานนี้ไว้อย่างสูง อีกทั้งเหมือนว่าทาง Blizzard เองจะไม่คาดคิดว่าจะโดนตำหนิมากขนาดนี้

จากการนำเสนอของ Mr. Cheng บนเวที Diablo จะให้คำตอบกับเหล่าแฟนเดนตายว่าพวกเขายังมีอีกหลายโปรเจกต์ แต่แฟน ๆ ก็ศรัทธาน้อยลงทุกที จนทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวิบากกรรมของเกมนี้ ที่ยังหาทางไปต่อลำบากเหลือเกิน