รู้จัก Text-Based Game เกมที่สนุกได้แม้ไม่มีภาพกราฟฟิก

เชื่อว่ามีเกมเมอร์อยู่จำนวนไม่น้อยที่ให้ความสนใจเกมต่าง ๆ ที่กราฟฟิกก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะกราฟฟิกสวย ๆ คือสิ่งที่ดึงดูดให้เราอยากเล่นเกมนั้นมากที่สุดยิ่งกว่าระบบการเล่นหรือเนื้อเรื่องเฉียบ ๆ ในบางครั้งเสียอีก แต่สำหรับบางเกม กราฟฟิกก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกนำมาเน้นหรือโฆษณา ใช้เพียงแค่ตัวอักษรเล่าเรื่อง แต่ก็สนุกไม่แพ้ใคร ซึ่งเกมเหล่านี้เรามักจะเรียกว่า Text-Based Game นั่นเอง

สำหรับคนที่สงสัยว่า Text-Based เกมคืออะไร ความหมายของมันนั้นก็ตรงตามตัวอักษร คือเป็นเกมที่ดำเนินเรื่องราวและเล่นผ่านข้อความที่เกมส่งมา ให้ผู้เล่นจินตนาการเหมือนกับอ่านนิยายเล่มหนา ๆ แล้วมีเงื่อนไขว่า ถ้าเลือกอันนี้ก็ไปอ่านต่อหน้านั้น แบบหนังสือเกมนักสืบที่พวกเราน่าจะเคยเห็นผ่านตากันในสมัยเด็ก ๆ นั่นแหละ (แล้วก็โกงไปแอบอ่านเฉลยตอนท้ายอะไรแบบนั้น) แต่ความพิเศษคือผู้เล่นสามารถพิมพ์คำสั่งเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่เจอได้

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่เราเห็นในเกมแบบ Text Based อย่างเกม Zork จะเป็นประมาณนี้

ที่นี่คือพื้นที่เปิดฝั่งตะวันตกของทำเนียบขาว

มีประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างหน้า มีตู้จดหมายตั้งอยู่ข้าง ๆ

พรมยางวางอยู่ด้านหน้า เขียนไว้ว่า “ขอต้อนรับเข้าสู่ Zork!.

>เปิดประตู

ประตูเปิดไม่ได้

>เตะประตู

เตะประตูไปแล้วดูเหมือนจะไม่ได้ผล

>กินประตู

(ตอนแรกก็คุยกับประตูก่อน)

อ้อนวอนไปก็เท่านั้น

>ไปทิศตะวันออก

ซึ่งความสนุกของเกมเหล่านี้คือการใช้จินตนาการวาดภาพสิ่งที่เราอ่านออกมา บางคนอาจจะมีภาพที่นึกถึงผู้หญิงสวยไม่เหมือนกัน หรืออาวุธอย่างดาบในตำนานคนละแบบกัน (แม้จะมีการบรรยายในเกมไว้แล้วก็ตาม) ซึ่งเผลอ ๆ ก็อาจจะทำให้เราอินกับเกมได้หนักกว่าเกมที่มีกราฟฟิกสวย ๆ เสียอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่บางคนจะเล่นเกมแนวนี้อย่างติดหนึบมาจนถึงทุกวันนี้

ต้นกำเนิดของเกมแบบ Text Based นี้ถ้าให้ไล่เรียงกันไปก็น่าจะประมาณปี 1960

ที่สมัยนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ยังเป็นแบบ Main Frame เครื่องใหญ่ ๆ ราคาแพงแบบเกินเอื้อม รูปลักษณ์ที่เราเห็นกันชินตาก็จะเป็นเครื่อง Tele Printer ที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า ที่เราสามารถป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่อง และแสดงผลออกมาผ่านทางหน้ากระดาษ และก็มีผู้ใช้งานหลายคนเริ่มพัฒนาเกมสำหรับเล่นผ่านเครื่องเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นเกมแบบที่มีแต่ตัวอักษรเท่านั้น

ซึ่งกลายเป็นว่าเกมเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างสูง

ด้วยความจินตนาการบรรเจิดของผู้สร้างที่ร้อยเรียงเรื่องราวให้น่าติดตาม และออกแบบระบบการเล่นให้สามารถเล่นได้แม้จะเป็นเพียงแค่เครื่อง Tele Printer ที่ส่งข้อความผ่านทางกระดาษได้เท่านั้น เช่น Oregon Trail ที่เป็นเรื่องราวการเดินทางของกลุ่มคาราวานที่พเนจรเดินทางไปในดินแดนรกร้าง และต้องบริหารจัดการกับคนและทรัพยากรของนักเดินทางทั้งหลายที่ก่อปัญหาขึ้น หรือกระทั่งซีรีส์ทางทีวียอดนิยมอย่าง Star Trek ก็ถูกดัดแปลงมาเป็นวิดีโอเกมแบบ Text Based เช่นกัน

และด้วยความนิยมที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเกมแบบ Text Based ออกวางจำหน่ายมามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่หลายเกมมักจะอิงมาจากรูปแบบการเล่นในเกมสวมบทบาทยอดนิยมอย่าง Dungeons & Dragons เกม Pen & Paper RPG ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ก็ติดปัญหาตรงที่เกมเหล่านี้ใช้เวลาในการเล่นนาน และเทคโนโลยีสมัยนั้นก็ยังไม่มีระบบ Save ให้ใช้ ทำให้ต้องมาเริ่มใหม่ทุกครั้งที่เล่น ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ก็แก้โดยการปล่อยขายเกมแบบแบ่งเป็นตอนแทน

จนกระทั่งโลกเราได้รู้จักกับการเชื่อมต่อแบบ Internet

ผู้คนเริ่มสื่อสารกันได้ผ่านทางตัวอักษร (รูปภาพพอไหว แต่ช้าเหลือเกิน) จึงมีการสร้างเกม Text Based ที่สามารถเล่นผ่านระบบออนไลน์ขึ้นมา ผ่านทางระบบ Bulletin Board System หรือ BBs ที่เหล่าผู้สร้างบางเจ้าวางระบบให้ผู้ใช้งานได้เล่นเกมเพื่อสนุกกันได้อย่างอิสระ ซึ่งหลายคนก็เรียกเกมเหล่านี้กันว่า BBS Door Games ที่เป็นการเชื่อมต่อ Client เข้ากับ BBs เพื่อเข้าเล่นเกมนั่นเอง

ส่วนแนวเกมของ Text Based Game ที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นเกมแนวผจญภัยที่มีการเล่าเรื่องที่เทพในระดับหนึ่ง ซึ่งเกมเหล่านี้มักจะเป็นเกมแบบเล่นคนเดียว แต่ก็จะมีเกมแบบเล่นหลายคนที่เรียกกันว่า MUD หรือ Multi User Dungeon ที่มีผู้เล่นเข้าเล่นพร้อมกันหลายคน ตะลุยในด่านหรือดันเจี้ยนร่วมกัน ซึ่งก็จะมีการเผชิญหน้ากับผู้เล่นอื่นตามสถานการณ์ด้วย และสุดท้ายคือแนว Rouge Like ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงสูง อย่างเช่นการใส่ระบบตายแบบถาวรหรือศัตรูที่โหดหินมาตั้งแต่เริ่มเกมแบบนี้เป็นต้น

ปัจจุบันนี้เรายังสามารถหาเกมแบบ Text Based มาเล่นได้ไม่ยากนัก เกมอย่างเช่น Zork ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1970 ที่ผู้เล่นต้องหาทางเข้าไปในประตูให้ได้เพื่อหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ หรือบางเกมก็แอบใส่รูปแบบการเล่นแบบ Text Based เข้ามาให้เราได้เล่นอย่างเช่น Saint Rows 3 หรือ South Park เป็นต้น ซึ่งก็ช่วยเสริมความกวนโอ๊ยของเกมเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง หรือเกมอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็มีอยู่อีกมากมาย แถมเล่นฟรีเสียด้วย เช่น The Dreamhold, Night House หรือ Torn เป็นต้น

และถึงแม้ทุกวันนี้โลกของวิดีโอเกมจะถูกขับเน้นไปด้วยเกมที่มีกราฟฟิกสวยงามตระการตา ระบบการเล่นที่เข้าใจง่ายหรือซับซ้อนเหลือกำลัง แต่ก็ยังมีที่ว่างให้กับเกมแบบ Text Based ที่มีแฟนเกมร่วมเล่นกันอย่างเหนียวแน่นเสมอจนถึงทุกวันนี้

เพราะบางครั้งภาพที่ไม่ว่าจะสวยงามแค่ไหน ก็อาจไม่งดงามได้เท่ากับสิ่งที่เราจินตนาการออกมาเองก็เป็นได้ครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close