รู้จักกับ Soulcalibur เกมต่อสู้ของเหล่าจอมยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญศาสตรา

อีกไม่กี่วัน เหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกก็จะได้สัมผัสกับเกมต่อสู้เกมใหม่อย่าง Soulcalibur VI กันแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการกลับคืนสู่สังเวียนของเกมซีรีส์นี้อีกครั้งหลังจากหายไปนานหลายปี และ Soulcalibur เองก็เป็นเกมต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์มากเกมหนึ่ง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับซีรีส์นี้ว่าเป็นเกมแบบไหน มีเรื่องราวอย่างไรบ้างครับ

ถ้านับจากจุดเริ่มต้นของซีรีส์จริง ๆ เกมภาคแรกนั้นไม่ได้ใช้ชื่อว่า Soulcalibur แม้การนับเลขของภาคจะเริ่มที่จุดนี้ แต่ที่จริงแล้ว Soulcalibur ถือว่าเป็นภาคที่สองของซีรีส์ โดยเกมแรกจริง ๆ นั้นมีชื่อว่า Soul Edge หรือ Soul Blade ที่เปิดให้เล่นกันบนระบบอาร์เคดก่อน โดยถือได้ว่าเป็นเกมต่อสู้สามมิติเกมแรก ๆ ที่มีการใช้อาวุธอย่างเช่นดาบ หอก หรือขวาน ซึ่งก่อนหน้านั้นจะเป็นเกม Samurai Showdown ของ SNK ที่มาในแบบสองมิติและได้รับความนิยมอย่างมากมาย

Soul Edge เปิดให้เล่นครั้งแรกในปี 1995 บนระบบอาร์เคด ซึ่งเนื้อเรื่องของเกมนั้นจะกล่าวถึงดาบมารที่มีชื่อว่า Soul Edge ที่ว่ากันว่าจะมอบพลังให้กับผู้ครอบครองอย่างมหาศาล ทำให้เหล่ายอดยุทธ์จากทั่วโลกออกตามหามันเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง ซึ่งแต่ละตัวละครก็เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์สูงมาก เช่นนักดาบจากญี่ปุ่น Mitsurugi ตัวละครโปรดของหลายคนที่ต้องการค้นหาอาวุธที่เอามาใช้สู้กับอาวุธปืนได้ นินจาสาว Taki ที่ทำให้เราได้รู้ว่าชุดรัดรูปนั้นดูดีแค่ไหนในวิดีโอเกม และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือตัวละครสุดประหลาดอย่าง Voldo ที่ทั้งท่าโจมตี การเคลื่อนไหวมันดูเดาทางได้ยากไปหมด และตัวละครระดับบอสอย่าง Cervantes โจรสลัดสุดเท่ผู้ครอบครองดาบ Soul Edge ก็จัดเป็นบอสที่ทั้งยากและสู้ได้สนุกอีกหนึ่งตัวในยุคนั้น แม้เฟรมเรทในเกม Soul Edge จะไม่สูงมาก แต่ก็ทดแทนด้วยภาพกราฟฟิกที่ล้ำหน้ากว่าเกมต่อสู้สามมิติในยุคปี 1995 อย่างมากทีเดียว

ระบบการเล่นใน Soul Edge นั้นถูกออกแบบมาได้ค่อนข้างดี อาวุธของผู้เล่นจะมีเกจความทนทานอยู่ด้านล่าง ที่ถ้าหากป้องกันมาก ๆ เข้าก็จะลดลงและพังในที่สุด ต้องใช้มือเปล่าสู้แทน และมือเปล่านั้นก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธได้ ทำให้ต้องคิดและใช้ชั้นเชิงในการสวนกลับมากขึ้น ไม่ใช่แค่ป้องกันเพียงอย่างเดียว แถมด้วยระบบตกเวทีที่หลายคนชื่นชอบ เพราะสามารถพลิกจากแพ้เป็นชนะได้ด้วยการโจมตีสวนกลับในช่วงขอบเวทีได้ได้ด้วย จัดเป็นเกมต่อสู้ที่ใช้ยุทธวิธีมากกว่าเกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่โจมตีให้คู่ต่อสู้พลังหมดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนเวอร์ชั่นที่ลงให้กับเครื่อง Playstation ปี 1996 ก็มีโหมดการเล่นใหม่เพิ่มขึ้นมากมายและสร้างความบันเทิงให้ผู้เล่นอย่างมาก เพราะมีการบอกเล่าเนื้อหาในเกมแบบละเอียดมาก แถมด้วยโหมดการเล่นใหม่อย่าง Edge Master Mode ที่กำหนดเงื่อนไขแปลก ๆ มาให้พิชิต และมีอาวุธถึงแปดแบบให้เลือกใช้และสะสม ซึ่งอาวุธเหล่านี้ก็มีคุณสมบัติแปลก ๆ อย่างเช่นเพิ่มพลังโจมตีแต่พลังชีวิตของผู้ใช้จะลดลงเรื่อย ๆ หรือเพิ่มระยะการโจมตีให้ไกลขึ้น แถมอาวุธเหล่านี้สามารถเอาไปใช้เล่นกับเพื่อนสนุก ๆ ในโหมด Versus ได้อีก สร้างสีสันในหมู่เพื่อนฝูงได้เป็นอย่างดี

ต่อมาในปี 1998 ภาคต่อในชื่อใหม่ว่า Soulcalibur ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการในระบบอาร์เคด ซึ่งในบ้านเราก็เคยมีเวอร์ชั่นเกมตู้มาให้เล่นกันด้วยปีนั้น โดยเป็นเรื่องราวของนักสู้รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และเริ่มเล่าตำนานของดาบวิเศษเล่มใหม่นามว่า Soulcalibur ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับดาบ Soul Edge ที่ผู้ครอบครองในภาคนี้คือ Nightmare ที่ใช้มันเข่นฆ่าผู้คนไปมากมาย เพราะพลังของดาบ Soul Edge นั้นมาจากการฆ่าคน ดังนั้นเป้าหมายของเหล่าจอมยุทธ์ในภาคหลังจากนี้นอกจากการตามหาดาบ Soul Edge แล้วยังเป็นการค้นหาดาบวิเศษเล่มนี้อีกเช่นกัน เพื่อใช้ในการต่อกรกับ Soul Edge นั้นเอง

ซึ่งเกมภาคแรกนั้นผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนน่าจะได้สัมผัสจากเวอร์ชั่นเกมตู้กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะเวอร์ชั่นคอนโซลในยุคนั้นวางจำหน่ายแค่เวอร์ชั่น Dreamcast แต่ก็ทดแทนด้วยจำนวนตัวละครที่มากขึ้นยิ่งกว่าภาคเดิมและมีอาวุธหลากหลายมากขึ้น ส่วนระบบการเล่นได้รับการปรับปรุงในหลายจุด เช่นการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวและอิสระมากขึ้น รวมไปถึงการกดท่าที่ง่ายดายกว่าเดิม โดยเกมนี้ถือเป็นเกมแรก ๆ ที่นำเสนอระบบ Buffer หรือกดปุ่มออกท่าเผื่อเอาไว้สำหรับกดท่าคอมโบยาก ๆ ไว้ล่วงหน้า ทำให้ลดความยุ่งยากในการกดคอมโบบางชุดลง และตัดระบบความทนทานของอาวุธไปแล้วใส่ระบบใหม่อย่าง Guard Impact เอาไว้ปัดอาวุธของคู่ต่อสู้เข้าไป ช่วยให้การเล่นมีความลึกขึ้นสนุกขึ้นยิ่งกว่าเดิม

หลังจากนั้น Soulcalibur ก็ยังคงออกภาคใหม่มาอย่างต่อเนื่อง และมีความสดใหม่ในการนำเสนอมาให้เราเห็นกันอยู่เสมอ เช่นการ Collaboration กับตัวละครเกมและการ์ตูนข้ามค่ายข้ามเกมในภาคที่สอง ที่นำ Link จาก Zelda, Spawn จากหนังสือการ์ตูนชื่อดัง และ Hehachi จาก Tekken เป็นตัวละครรับเชิญในระบบต่าง ๆ และในภาคที่สาม ก็ได้ใส่โหมดการเล่นที่ผู้เขียนชื่นชอบที่สุดเข้ามาอย่าง Chronicles of Sword เข้ามา โดยในโหมดนี้ผู้เล่นได้เลือกคลาสและสร้างตัวละครของตัวเองเข้าไปเป็นตัวเอกในเนื้อเรื่องของ Soulcalibur กันเลย ซึ่งสร้างความอินให้กับผู้เล่นมากเพราะตัวเลือกในการสร้างตัวละครนั้นมีอิสระสูงแถมในโหมดนี้ก็ไม่ได้มีแค่สู้กันอย่างเดียว แต่ผสมผสานความเป็นเกมวางแผนเข้าไป เลือกยูนิตหรือตัวละครเพื่อนร่วมทีมเราเข้าไปลุยในสมรภูมิและควบคุมได้ด้วย พร้อมกับเนื้อเรื่องในโหมดนี้ก็ตื่นเต้นน่าติดตามไม่แพ้เนื้อเรื่องของตัวละครหลักในภาคนี้เลย จัดเป็นภาคที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จและได้ความนิยมมากที่สุดภาคหนึ่ง

แต่หลังจากภาคที่สามมา ซีรีส์ Soulcalibur ก็ดูเหมือนจะเรียกความสนใจจากเหล่าเกมเมอร์ได้ไม่มากเท่าเก่า แม้ในภาคถัดมาจะมีตัวละครรับเชิญที่คาดไม่ถึงอย่าง Yoda และ Darth Vader จากมหากาพย์ Star Wars ในภาคที่สี่ และ Ezio ตัวเอกเจ้าสำอางจาก Assassin’s Creed ก็ไม่ช่วยให้ตัวเกมดูน่าสนใจขึ้น เพราะระบบการเล่นในภาคนี้ถูกเปลี่ยนไปหลายอย่าง ตัวละครก็เริ่มดูหลุดโลกและไม่น่าสนใจเท่าตัวละครเก่าในภาคก่อน และเนื้อเรื่องที่ออกทะเลจับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้ตัวเกมไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิม ยอดขายของภาค 5 นั้นน้อยกว่าภาค 4 มาก โดยขายไปได้เพียง 1.38 ล้านชุดในปี 2012 ขณะที่ภาคสี่ทำไปได้ 2.3 ล้านชุด และเมื่อเทียบกับเกมอื่นในเครือที่วางจำหน่ายในตอนนั้นอย่าง Naruto Ultimate Ninja Strom ที่ทำยอดขายไปมากถึงสามล้านชุด ก็คงทำให้ทาง Bandai Namco พิจารณาว่าซีรีส์นี้ยังไม่ควรค่าให้ถูกสานต่อไปอีกหลายปี

แต่ในตอนนี้ Soulcalibur ก็ได้โอกาสกลับมาแก้ตัวอีกครั้ง และครั้งนี้ทางทีมงานก็ลงเดิมพันเต็มตัวว่าภาคนี้จะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ ซึ่งถ้าหากทำยอดขายได้ไม่ดีก็หมายถึงซีรีส์นี้จะไม่ถูกสานต่อในอนาคตอย่างแน่นอน เราก็ต้องมาดูกันว่า Soulcalibur VI จะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้กลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนในอดีตอีกครั้งหรือไม่ครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close