BY Aisoon Srikum
4 Jan 24 11:24 am

รีวิว This Bed We Made – สาวรับใช้จอมเผือกกับเรื่องราวปริศนาในโรงแรม

935 Views

อาจจะเลยปี 2023 ไปแล้ว แต่ This Bed We Made เป็นอีกเกมที่ออกมาในช่วงท้ายปี และมีคอนเซปต์กับการนำเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เสียอย่างเดียว มันดูไม่ค่อยจะใช่เกมสักเท่าไร เพราะอะไร ลองมาหาคำตอบได้ในรีวิว This Bed We Made

Story

1

เรื่องราวของเกมนี้ ว่าด้วยเรื่องราวของ Sophie Royce แม่บ้านที่ทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่นิสัยของเธอคืออยากรู้อยากเห็นไปซะหมด เอาภาษาบ้าน ๆ ก็คือ ขี้เผือกนั่นแหละ และโรงแรมที่เธอทำงานอยู่นั้น ก็เต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งจากแขกที่มาเข้าพัก หรือหนักสุดเลยคือเหล่าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานก็ตาม เพราะแต่ละคนก็มีปัญหาที่ตัว Sophie เองต้องรับมือ จนกระทั่งเธอพบว่า แขกผู้เข้าพักในโรงแรมคนหนึ่ง กำลัง Stalker เธออยู่ และเธอก็ไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้บ้าง เนื้อเรื่องต่อจากนี้ก็ต้องไปติดตามกันเอาต่อในเกมกันแล้วล่ะครับ

สำหรับเกมแนวนี้ สไตล์นี้ จุดเด่นของมันก็คือเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ซึ่งเกมนี้ก็ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ตัวละครเอกของเราคือแม่บ้านธรรมดา ๆ ที่มีสกิลคือขี้เผือกและสอดรู้สอดเห็นเก่ง ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองว่า ได้พยายามสอดส่องหาข้อมูลอะไรในฉากบ้าง และเราเจอเบาะแสมากน้อยแค่ไหน และเกมนีเราจะได้เจอกับพนักงานโรงแรมมากหน้าหลายตา ได้คุยกับทุกคน ได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นเบาะแสนำพาไปสู่เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ รวมไปถึง ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่า จะไว้ใจใครได้หรือไมไ่ด้ด้วย

2

เราเคยนำเสนอเกมอินดี้ เล่นแบบไม่สนใจเนื้อเรื่องกันไปเยอะแล้ว ดังนั้น หากคุณอยากเห็นเนื้อเรื่องเข้ม ๆ น่าติดตาม มีความระทึกขวัญ แถมยังต้องคอยเผือกเรื่องชาวบ้านไปเรื่อย เพื่อเก็บเบาะแส นี่แหละคือเกมที่คุณอาจกำลังมองหา แต่สกิลภาษาอังกฤษก็ต้องอยู่ในระดับที่พอจะอ่านออกเขียนได้ซักหน่อยถึงจะรู้เรื่อง เพราะหลัก ๆ ของเกมนี้คือการอ่านและจับใจความ ถ้าคุณไม่เชี่ยวภาษา ความอินอาจจะลดลงไปเยอะเลยทีเดียว

เรื่องราวของเกมนี้ ว่าด้วยเรื่องราวของ Sophie Royce แม่บ้านที่ทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่นิสัยของเธอคืออยากรู้อยากเห็นไปซะหมด เอาภาษาบ้าน ๆ ก็คือ ขี้เผือกนั่นแหละ และโรงแรมที่เธอทำงานอยู่นั้น ก็เต็มไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งจากแขกที่มาเข้าพัก หรือหนักสุดเลยคือเหล่าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานก็ตาม เพราะแต่ละคนก็มีปัญหาที่ตัว Sophie เองต้องรับมือ จนกระทั่งเธอพบว่า แขกผู้เข้าพักในโรงแรมคนหนึ่ง กำลัง Stalker เธออยู่ และเธอก็ไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้บ้าง เนื้อเรื่องต่อจากนี้ก็ต้องไปติดตามกันเอาต่อในเกมกันแล้วล่ะครับ

สำหรับเกมแนวนี้ สไตล์นี้ จุดเด่นของมันก็คือเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ซึ่งเกมนี้ก็ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ตัวละครเอกของเราคือแม่บ้านธรรมดา ๆ ที่มีสกิลคือขี้เผือกและสอดรู้สอดเห็นเก่ง ทำให้การเล่าเรื่องของเกมนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองว่า ได้พยายามสอดส่องหาข้อมูลอะไรในฉากบ้าง และเราเจอเบาะแสมากน้อยแค่ไหน และเกมนีเราจะได้เจอกับพนักงานโรงแรมมากหน้าหลายตา ได้คุยกับทุกคน ได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นเบาะแสนำพาไปสู่เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ รวมไปถึง ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่า จะไว้ใจใครได้หรือไมไ่ด้ด้วย

เราเคยนำเสนอเกมอินดี้ เล่นแบบไม่สนใจเนื้อเรื่องกันไปเยอะแล้ว ดังนั้น หากคุณอยากเห็นเนื้อเรื่องเข้ม ๆ น่าติดตาม มีความระทึกขวัญ แถมยังต้องคอยเผือกเรื่องชาวบ้านไปเรื่อย เพื่อเก็บเบาะแส นี่แหละคือเกมที่คุณอาจกำลังมองหา แต่สกิลภาษาอังกฤษก็ต้องอยู่ในระดับที่พอจะอ่านออกเขียนได้ซักหน่อยถึงจะรู้เรื่อง เพราะหลัก ๆ ของเกมนี้คือการอ่านและจับใจความ ถ้าคุณไม่เชี่ยวภาษา ความอินอาจจะลดลงไปเยอะเลยทีเดียว

Presentation

เกือบจะตลอดทั้งเกม เราจะได้อยู่ในพื้นที่ปิดคือโรงแรมแคลริงตัน และยังเป็นช่วงปี 1950 ด้วย ทำให้บรรยากาศและกลิ่นอาย รวมไปถึงแฟชั่น เสื้อผ้า การแต่งตัว จะเป็นแบบยุคนั้นหมดเลย แต่เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ชัวร์เท่าไร เพราะช่วงปี 50 นี่ เกมเมอร์เรา ๆ ไม่น่าเกิดทัน มันอาจจะมีสิ่งของร่วมสมัย หรือล้ำกาลเวลาโผล่มาในเกมแล้วผมไม่รู้ก็ได้

ตัวเกมเป็นเกมแบบเส้นตรง และฉากในเกมก็เป็นพื้นที่ปิด แต่ภายใน 1 ฉาก จะมีรายละเอียดและไอเทมต่าง ๆ ให้เราไปกดสำรวจดูเยอะมาก ๆ ชนิดที่ว่า ของทุกชิ้น ทุกอย่าง ทุก Object แทบจะถูกกำหนดมาว่า สามารถหยิบขึ้นมาดูได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกชิ้นจะมีประโยชน์ ตรงนี้ผมว่ามันก็เหมือนชีวิตจริงเรานี่แหละ ของทุกอย่างมันก็ควรจะหยิบจับได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกชิ้นจะมีประโยชน์อะไร และชิ้นไหนมีประโยชน์ มันก็จะมีการบอกใบ้เอาไว้ ผ่านระบบนำทางแบบเนียน ๆ คือทุกครั้งที่เราติด หรือเผลออ่านข้ามไดอะล็อกอะไรไป ขอแค่เรากดปุ่มตัวช่วย มันก็จะใบ้เราเองว่าต้องไปทำอะไรต่อ ทำให้การเข้าถึงเกมนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ที่น่าจะเป็นปัญหา ก็น่าจะเป็นเรื่องกำแพงภาษาที่ต้องใช้การอ่านซะเป็นส่วนใหญ่ แถมเกมนี้ยังมีฉากหลังเป็นช่วงปี 1950 คำศัพท์เก่า ๆ ที่เราไม่ค่อยจะได้เจอในปัจจุบันก็ถือว่าเยอะเอาเรื่องเหมือนกัน

และด้วยความที่สถานที่ในเกม มันเป็นเพียงโรงแรม ในอาคารที่มีพื้นที่จำกัด พวก Detail รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกมนี้เลยใส่เต็มข้อได้อย่างไม่มีกั๊ก หลายฉาก หลายจุด เดินชมภาพก็ถือว่าคุ้มค่า การวางโทนสี แสงและเงา เป็นอะไรที่เกมนี้ทำได้ค่อนข้างดีมาก คือมันมีกลิ่นอายความเป็น Vintage แต่ก็ยังดูทันสมัย กราฟิกเป็นสิ่งที่เกมนี้ดูดีมาก ๆ แถมพวกของประกอบฉาก เขาก็ไม่ได้ทำมาเพื่อให้โลกในเกมมันดูมีชีวิตชีวา แต่ทำมา เพื่อให้มันเข้ากับเกมเพลย์การเล่น โปสเตอร์แปะผนัง ของบางอย่าง หากเข้าไปสำรวจ อาจพบเจอเบาะแส ที่ทำให้เรารู้เรื่องราวภายในเกมมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวผมทั้งชอบ และไม่ชอบระบบอะไรแบบนี้ มันดีตรงที่ถ้าใครชอบสำรวจ มันจะอินมาก เราจะรู้ว่าสถานที่ตรงนี้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง คนนี้กับคนนั้น มีความสัมพันธ์กันยังไง แต่บางทีก็ขี้เกียจ อยากเล่นให้มันจบ ๆ ผ่าน ๆ ไป อันนี้ก็แล้วแต่คน

ตัวเกมมีฉากใหญ่ ๆ ให้เล่นเพียง 5 ฉาก แต่เราจะเสียเวลาไปกับการเล่นในแต่ละฉากนานมาก ๆ ถ้าคุณเป็นสายเก็บตกรายละเอียดทุกอย่าง ชอบเชื่อมโยงปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมด คุณอาจจะใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงในเกมนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นชั่วโมงที่เหมาะสม แต่ถ้าไม่เล่นแบบนี้ คุณอาจจะไม่เหมาะกับเกมนี้เลย เพราะเกมนี้ใครไม่ชอบอ่าน ขี้เกียจ Skip รับรองว่างงแน่นอน

Gameplay

ในแง่ของเกมเพลย์นั้น This Bed We Made เป็นลูกผสมระหว่างเกม Visual Novel และ Puzzle ไขปริศนา ที่ต้องบอกเลยว่า มันไม่ใช่ทางของผมเลยสักนิด แต่ด้วยความที่เราอินกับเนื้อเรื่องในระดับนึง เราเลยตัดสินใจจะลองเล่นดู เกมจำพวกนี้มันสโลว์เบิร์นมาก มันเป็นเกมที่ผู้เล่นจะต้องใจเย็น มีสมาธิอยู่กับมันตลอดเวลา ถึงจะอิน เพราะเกมจะเน้นการพูดคุยเป็นหลัก แถมพอถึงจังหวะที่ไม่ใช่การพูดคุย มันก็จะเป็นการที่เราจะต้องเดินสำรวจ หยิบจับนู่นนี่ ซึ่งมันดันไปตรงกับนิสัยขี้เผือกของตัวเอกอย่าง Sophie พอดี เพราะเกมนี้เราต้องทำตัวอยากรู้อยากเห็นให้มากที่สุดถึงจะเวิร์ค ของทุกชิ้นที่จับต้องได้ เราต้องหยิบมันมาพลิกหมุน ดูให้ครบ ว่ามันมีรายละเอียดหรือคำบอกใบ้อะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ประกอบกับการอ่านเอกสารสำคัญ ที่อาจมีเบาะแสชี้ว่าต้องทำอะไรถึงจะผ่าน

พอเล่นไปเล่นมาแล้ว มันไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าเราเล่นเกมอยู่เลย แม้ผมจะบอกว่ามันคือ Puzzle ผสม Visual Novel แต่พอเล่น ๆ ไป มันน่าจะกลายไปเป็นเกม Interactive Visual Novel ไปเลย เราแทบจะไม่ได้แอ็คชั่นหรือทำอะไรเลย นอกจากหยิบจับสิ่งของ เอามาอ่าน หาทางไปต่อ เอามาอ่าน วนไป อาจจะมีช่วงระทึกอยู่บ้าง แต่มันก็จะไปหนักทางด้านของบรรยากาศแทน คือจะบอกว่าเกมเพลย์เกมนี้มันธรรมดามากกกก มันเหมือนว่าทีมสร้างอยากนำเสนอหนัง หรือซีรีส์ดี ๆ สักเรื่อง แต่ดันเก่งกับการทำเกมมากกว่า มันเลยออกมาเป็นแบบนี้ มันเหมือนกับเกมที่ไม่ใช่เกมเลย มันจะมีความเป็นเกมอยู่บ้าง ก็ตอนที่เราได้เล่นเป็นแม่บ้านเนี่ยแหละ อย่างน้อยเกมก็ไม่ลืมบทบาทตัวละครหลัก เราจะได้ทำความสะอาดพื้นผิว ได้จัดเตียง จัดผ้าห่ม และอื่น ๆ แต่ว่าก็ว่าเถอะ ทั้งเกมมันมีสิ่งที่เป็ฯเกมเพลย์น้อยมากจริง ๆ แถมมันก็ไม่ใช่เกมเพลย์ที่ชวนตื่นเต้น ระทึกใจอะไรมาก

นี่น่าจะเป็นส่วนรีวิวเกมเพลย์ที่สั้นที่สุดแล้ว เพราะรูปแบบเกมเพลย์ของมันที่ดูแล้ว มีความเป็นเกมเพลย์อยู่น้อยมากจริง ๆ ใครขี้เบื่อ หรือไม่ใช่สายเสพเนื้อเรื่องนี่ มองข้ามเกมนี้ไปได้เลยครับ

Performance

พอเป็นเกมอินดี้ สเปคเครื่องก็ไม่ได้แรงมาก เกมนี้ใช้ความต้องการของการ์ดจอเพียงแค่ GTX 1660 เท่านั้น แถมภายในเกมเองก็ไม่ได้มีการปรับตั้งค่าอะไรได้มากมายอยู่แล้ว หลัก ๆ แล้วจะเป็นเพียงการปลดล็อค Frame Limit กับ VSync และ Bloom ทีเ่ป็นภาพฟุ้งเท่านั้น นอกนั้นก็เป็นการตั้งค่าเกมปกติ เช่นการปรับตัวปุ่มควบคุมหรือการใช้จอย ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานเกมทั่วไป

This Bed We Made เป็นประสบการณ์การเล่นเกมที่ค่อนข้างช้า และผู้เล่นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ กับซึมซับเรื่องราวของมัน ใครกำลังมองหาเกมเนื้อเรื่องเข้ม ๆ เน้นความระทึกและสืบหาความจริง นี่คือเกมที่คุณไม่ควรพลาด แต่ถ้าไม่ใช่ ผ่านไปเลยก็ไม่เสียหายสำหรับเกมนี้

Aisoon Srikum

Back to top